Kitobni o'qish: «วั๊นซ์ กอน »
วั๊ น ซ์ ก อ น
(คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ—เล่มที่ 1)
เ บ ล ค เ พี ย ร์ ซ
เบลค เพียร์ซ
เบลค เพียร์ส เป็นนักประพันธ์นวนิยายขายดีอันดับหนึ่ง นวนิยายไตรภาคเรื่อง คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ
บทประพันธ์ไตรภาคนี้รวมความลึกลับระทึกขวัญของ วั๊นซ์ กอน (เล่ม #1), วั๊นซ์ เทเค็น (เล่ม #2) และ วั๊นซ์ เครฟด์ (เล่ม#3).
หากคุณเป็นนักอ่านตัวยงหรือเป็นแฟนนิยายลึกลึบระทึกขวัญแล้ว สามารถเสนอแนะนำข้อติชม และ คอมเม้นท์เกี่ยวกับหนังสือได้ที่ www.blakepierceauthor.com
สงวนลิขสิทธิ์ © 2015 โดย เบลค เพียร์ซ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ก่อนได้รับอนุญาต ยกเว้นได้รับการอนุญาตภายใต้ the U.S. Copyright Act of 1976 ไม่อนุญาตให้มีการลอกเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งการจัดพิมพ์ใหม่ จัดจำหน่าย จัดเก็บ ถ่ายทอด ไม่ว่ารูปแบบหรือวิธีการใดๆในกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายภาพ การบันทึกหรือวิธีการอื่นใด โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ นวนิยายอิเล็กทรอนิกส์นี้อนุญาตให้ใช้เพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการนำไปขายต่อหรือนำไปให้ผู้อื่นต่อ หากมีประสงค์ต้องการแบ่งปันนวนิยายอิเล็กทรอนิกส์นี้ให้แก่ผู้อื่น กรุณาซื้อสื่อนี้หนึ่งชุดต่อผู้รับหนึ่งคน หากท่านได้รับสื่อนี้มาโดยมิได้ซื้อมาอย่างถูกต้อง หรือสื่อนี้มิได้ซื้อไว้เพื่อการใช้งานของท่านแต่ผู้เดียว กรุณาส่งสื่อฉบับนี้คืนกลับไปและซื้อชุดของท่านเอง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เคารพในความตั้งใจและทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประพันธ์ บทประพันธ์นี้เป็นเพียงนิยายที่แต่งขึ้น ชื่อ ลักษณะตัวละคร ธุรกิจ หน่วยงาน องค์กร สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆเป็นเพียงจินตนาการของผู้ประพันธ์หรือถูกนำมาใช้ในการประพันธ์นวนิยายนี้เท่านั้น ความเหมือนของชื่อบุคคลไม่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้วเป็นความบังเอิญ มิได้เกิดจากความตั้งใจหรือเจตนาใดๆทั้งสิ้น สงวนลิขสิทธิ์ภาพปก GoingTo ภายใต้ลิขสิทธิ์ Shutterstock.com
บทประพันธ์โดย เบลค เพียร์ซ
คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ
วั๊นซ์ กอน (เล่ม #1)
วั๊นซ์ เทเค็น (เล่ม #2)
วั๊นซ์ เครฟด์ (เล่ม #3)
สารบัญ
อารัมภบท
บทที่ 1
บทที่ 2
บทที่ 3
บทที่ 4
บทที่ 5
บทที่ 6
บทที่ 7
บทที่ 8
บทที่ 9
บทที่ 10
บทที่ 11
บทที่ 12
บทที่ 13
บทที่ 14
บทที่ 15
บทที่ 16
บทที่ 17
บทที่ 18
บทที่ 19
บทที่ 20
บทที่ 21
บทที่ 22
บทที่ 23
บทที่ 24
บทที่ 25
บทที่ 26
บทที่ 27
บทที่ 28
บทที่ 29
บทที่ 30
บทที่ 31
บทที่ 32
บทที่ 33
บทที่ 34
บทที่ 35
บทที่ 36
อารัมภบท
ความเจ็บปวดระลอกใหม่กระตุกศีรษะของรีบ้าให้ผงาดขึ้นตั้งตรง เธอกระชากตัวต้านเชือกที่พันธนาการร่างกาย พันรอบหน้าท้องของเธอเอาไว้กับท่อน้ำแท่งยาวสูงที่ถูกยึดติดเอาไว้กับพื้นและเพดานตรงใจกลางห้องเล็กๆนี้ ข้อมือของเธอถูกมัดไว้ด้านหน้าและข้อเท้าก็ถูกพันธนาการไว้เช่นเดียวกัน
เธอระลึกได้ทันทีว่าเธอคงผลอยหลับไปแน่ๆและนั่นก็ทำให้ความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอทันที ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าชายผู้นั้นพยายามจะเอาชีวิตเธอ ค่อยๆทีละน้อย ค่อยๆทีละแผล มันไม่ใช่ความตายของเธอหรอกที่ชายคนนั้นแสวงหา แล้วมันก็ไม่ใช่เซ็กซ์ด้วย เขาต้องการเพียงแค่เห็นความเจ็บปวดของเธอ
ฉันต้องไม่หลับ รีบ้าคิดในใจ ฉันต้องหนีไปจากที่นี่ ถ้าฉันเผลอหลับไปอีกครั้งล่ะก็ ชั้นต้องตายแน่
ถึงแม้จะมีความร้อนอยู่ภายในห้อง หากแต่ร่างกายอันเปลือยเปล่าของเธอกลับรู้สึกเย็นยะเยือกไปพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมา เธอก้มมองลงพื้นบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดแล้วก็ได้เห็นว่าเท้าของเธอนั้นวางเปลือยอยู่บนพื้นไม้แข็ง พื้นรอบๆนั้นมีแต่รอยปื้นของเลือดแห้งเกรอะกรังเป็นหย่อม สัญญาณชั้นดีเลยหละว่าเธอคงไม่ใช่รายแรกที่โดนจับมัดเอาไว้ที่นี่ ความหวาดผวากลับดึงเธอดำดิ่งลงลึกไปยิ่งกว่าเดิม
ผู้ชายคนนั้นต้องออกไปที่ไหนซักแห่งแน่ๆ ประตูบานเดี่ยวถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา แต่เดี๋ยวเขาจะต้องกลับมาอยู่ดี เขากลับมาเสมอ แล้วเดี๋ยวเขาก็จะต้องหาทางทำให้เธอกรีดร้องด้วยทุกวิธีที่คิดได้ บานหน้าต่างถูกตีฝาปิดหมดและเธอก็ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้มันเป็นกลางวันหรือกลางคืน แสงเดียวที่มีอยู่คือแสงสว่างจากหลอดไฟเปลือยๆที่ห้อยลงมาจากเพดาน ไม่ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ไหน มันดูราวกับว่าคงไม่มีใครที่จะมาได้ยินเสียงร้องของเธอ
รีบ้าสงสัยว่าห้องนี้อาจจะเคยเป็นห้องนอนของเด็กหญิงตัวน้อยมาก่อน มันดู..เต็มไปด้วยสีชมพูแบบแปลกๆพึลึก มีทั้งโมบายที่เป็นคลื่นและลักษณะอะไรต่างๆของพวกเทพนิยายเจ้าชายเจ้าหญิงเต็มไปหมด คงต้องมีใครซักคน—เธอเดาว่าคงจะเป็นคนที่จับเธอมา—ที่เคยเข้ามาพังสถานที่จนพินาศอย่างนี้ ทั้งล้มเก้าอี้ทั้งพังโต๊ะ บนพื้นก็กระจัดกระจายไปด้วยชิ้นส่วนร่างกายและลำตัวของตุ๊กตาของเล่นเด็ก พวกวิกผมอันเล็กๆ—รีบ้าเดาเอาว่าคงเป็นพวกวิกของตุ๊กตา โดนตอกไว้บนกำแพงราวกับเป็นหนังศีรษะ ส่วนมากเห็นชัดเจนว่าถักเปีย ทั้งหมดนั้นดูสีกลับไม่เป็นธรรมชาติเลย สีเหมือนของเล่น โต๊ะเครื่องแป้งสีชมพูสภาพยับเยินตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ติดผนัง กระจกรูปหัวใจนั้นแหลกเป็นเสี่ยงๆ เครื่องตกแต่งเดียวที่ยังคงอยู่ในสภาพใช้งานได้คือเตียงนอนเดี่ยวแคบๆ ที่มีม่านสีชมพูขาดวิ่นล้อมรอบ คนที่จับเธอมาก็นอนพักบนนั้นนั่นแหละในบางครั้ง
ชายผู้หนึ่งมองเธอด้วยดวงตากลมเข้ม ผ่านหน้ากากสกีสีดำของเขา ตอนแรกเธอก็วางใจที่เห็นว่าเขาใส่หน้ากากนั่นตลอด ถ้าเขาไม่อยากให้เธอเห็นโฉมหน้าของเขา นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้มีแผนจะฆ่าเธอและอาจจะปล่อยเธอไปหรอกหรือ
แต่เธอก็จับสังเกตได้อย่างรวดเร็วว่าหน้ากากนั้นมันมีไว้เพื่อจุดประสงค์อื่น เธอดูออกว่าโฉมหน้าหลังหน้ากากนั่นมีคางที่ร่นและหน้าผากก็เถิก และเธอเองก็มั่นใจว่าองค์ประกอบบนใบหน้าชายคนนี้คงธรรมดาบ้านๆ ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแรงเขาก็เตี้ยกว่าเธออยู่ดี แล้วนั่นคงเป็นปมด้อยของเขา เธอเดาว่าที่เขาใส่หน้ากากก็คงเพื่อให้ดูน่าเกรงกลัวมากยิ่งขึ้น
รีบ้าล้มเลิกความพยายามที่จะพูดให้เขาเลิกทรมานเธอแล้ว เธอคิดว่าเธอจะทำสำเร็จในตอนแรกนะ ก็เธอรู้มาตลอดนี่ว่าเธอเป็นคนสวย หรืออย่างน้อยฉันก็เคยสวย เธอคิดในใจเศร้าๆ
ทั้งเหงื่อทั้งน้ำตาไหลมาผสมกันอยู่บนหน้าอันบอบช้ำของเธอ แถมเธอยังรู้สึกได้อีกด้วยว่าเลือดมันแห้งเกรอะอยู่บนผมยาวสีบลอนด์ ดวงตาของเธอก็แสบมาก เขาบังคับให้เธอใส่คอนแทคเลนส์แล้วมันก็ทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัดขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่าสภาพฉันเป็นยังไงนะตอนนี้
เธอปล่อยคอตกอย่างหมดแรง
ตายๆไปซะเดี๋ยวนี้เลยเถอะ เธออ้อนวอนกับตัวเอง
มันควรจะต้องเป็นเรื่องง่ายพอที่ฉันจะทำได้สิ เธอแน่ใจมากว่าต้องมีคนอื่นเคยตายที่นี่มาก่อน
แต่แล้วเธอก็ทำไม่ได้ เพียงแค่คิดว่าจะทำ หัวใจของเธอก็เต้นระรัวลมหายใจติดๆขัดๆแล้ว และนั่นยิ่งทำให้เชือกรอบๆหน้าท้องเธอมันเสียดไปอีก และแล้วความรู้สึกใหม่ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาภายในตัวเธออย่างช้าๆเมื่อเธอรู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังรออยู่ ครั้งนี้มันไม่ใช่ความหวาดผวาหรือความกลัว แล้วมันก็ไม่ใช่ความจนตรอกหรอกนะ มันเป็นความรู้สึกอย่างอื่น
ชั้นรู้สึกอะไรเนี่ย
เธอได้พบกับคำตอบ มันคือความโกรธแค้น ไม่ใช่สำหรับคนที่จับเธอมาเพราะเธอแค้นเขามานานจนล้าไปแล้ว
มันคือตัวของฉันเอง เธอนึกในใจ ฉันเป็นคนทำสิ่งที่เขาต้องการ เวลาที่ฉันแหกปากกรีดร้อง ร้องไห้ และอ้อนวอน ทั้งหมดนั่นฉันได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการอยากจะเห็น
เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอจิบไอ้น้ำซุปเย็นชืดไร้รสชาติที่เขาออกมาป้อนใส่หลอดให้นั่นก็ดี เธอก็กำลังทำในสิ่งที่เขาต้องการอยู่ หรือเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่เธอพล่ามอย่างน่าสมเพชว่าเธอเป็นแม่ที่ยังมีลูกอีกสองคนที่ต้องการเธอ นั่นเธอก็กำลังให้ความบันเทิงไม่มีที่สิ้นสุดแก่เขา
รีบ้าตัดสินใจได้ในทันทีและหยุดขยับร่างกายในที่สุด บางทีเธออาจจะต้องลองดูอะไรใหม่ๆ เธอพยายามดิ้นให้หลุดจากเชือกพันธนาการนี้มาตั้งหลายวันแล้วและบางทีมันอาจเป็นวิธีที่ผิด เหมือนกับไอ้เจ้าของเล่นรูไม้ไผ่นั่นไง-เกมส์ไชนีสฟิงเกอร์แทรปส์ ที่คนเล่นจะต้องสอดนิ้วเข้าไปในรูปลอกไม้ไผ่ด้านละนิ้วแล้วดึงออกพร้อมกัน ยิ่งพยายามดึงนิ้วทั้งสองให้ออกจากรูมากเท่าไหร่ นิ้วก็จะยิ่งถูกบีบรัดมากขึ้นเท่านั้น บางทีเทคนิคจริงๆของมันอาจจะเป็นการทำตัวให้ผ่อนคลาย ปล่อยวางทุกอย่างทั้งหมด ไม่แน่นะนั่นอาจจะเป็นทางออกก็ได้
กล้ามเนื้อทีละมัด ทีละมัด ค่อยๆถูกผ่อนคลายลง รีบ้าปล่อยวางร่างกายของเธอและในขณะที่ผ่อนร่างนั้นก็รับรู้ได้ถึงทุกรอยแผล ทุกรอยฟกช้ำ เวลาที่เนื้อของเธอนั้นไปโดนเชือก เธอค่อยๆรู้สึกได้อย่างช้าๆถึงตำแหน่งที่เชือกบีบรัดมาก
แล้วในที่สุด เธอก็ค้นพบสิ่งที่ต้องการ มันมีจุดที่เชือกหลวมอยู่นิดๆตรงรอบข้อเท้าด้านขวา แต่หากจะดึงขาออกยังไงซะก็คงไม่ได้ผล อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในเวลานี้ ตอนนี้ยังไงก็ต้องคลายกล้ามเนื้อออกให้ได้มากกว่านี้ รีบ้ากระดิกข้อเท้าเบาๆ กระดิกเบาๆ แล้วเพิ่มดีกรีความแรงเข้าไปเมื่อเชือกเริ่มจะคลายตัว
และแล้ว เธอทั้งดีใจระคนประหลาดใจ ข้อเท้าของเธอเริ่มรู้สึกหลวมขึ้น และทันใดนั้นเองรีบ้าก็ดึงขาขวาให้หลุดออกมาจากการพันธนาการทั้งหมด เธอเริ่มกวาดตามองไปบนพื้นรอบๆในทันที ห่างออกไปประมาณฟุตหนึ่ง ท่ามกลางฝูงอวัยวะของตุ๊กตาที่วางระเกะระกะอยู่นั้นมีมีดล่าสัตว์ของชายผู้นั้นวางปนอยู่ด้วย เขาชอบทิ้งมันไว้ยั่วน้ำลายใกล้ๆแถวนั้นและหัวเราะเสมอๆ คมมีดที่มีคราบเลือดเกาะเป็นสะเก็ดส่องแสงระยิบระยับราวกับกำลังยั่วเย้าท่ามกลางแสงสว่าง
รีบ้าตวัดขาที่เป็นอิสระแล้วไปที่มีดทันที ตวัดสูงแต่ก็ยังพลาด
เธอผ่อนร่างกายลงอีกครั้ง ไถลตัวลู่ลงต่ำประมาณไม่กี่นิ้วไปกับแท่งท่อและพยายามเขยิบเท้าเข้าไปจนกระทั่งมีดนั้นเข้ามาอยู่ในระยะเอื้อมถึง เธอเอานิ้วเท้าหนีบคมมีดอันสุดแสนจะสกปรก ไถไปมาบนพื้นเพื่อทำความสะอาด และใช้เท้าข้างนั้นยกขึ้นมาจากพื้นอย่างระมัดระวังจนกระทั่งด้ามมีดถูกวางบนฝ่ามือของเธอ เธอกำด้ามมีดไว้แน่นด้วยนิ้วที่ชาจนไร้ความรู้สึกและเริ่มหมุนมีดไปมาเพื่อเลื่อยเชือกที่มัดข้อมือสองข้างของเธอไว้อย่างช้าๆ ราวกับเวลาหยุดเดิน เมื่อเธอกลั้นหายใจและภาวนาขออย่าให้ทำมีดหล่นและขอให้เขาอย่าเพิ่งกลับมา
ในที่สุดรีบ้าก็ได้ยินเสียงเชือกกระตุกขาด แทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือทั้งสองข้างของเธอเป็นอิสระแล้ว และทันใดนั้นขณะที่หัวใจยังเต้นโครมคราม เธอก็ตัดเชือกรอบเอวหลุด
ชั้นเป็นอิสระแล้ว ตัวเธอเองยังแทบไม่อยากจะเชื่อ
เป็นเวลาพักนึงเลยที่เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งยองๆกอดเข่าอยู่อย่างนั้น ทั้งมือและเท้ามันรู้สึกยุบยิบไปด้วยการสูบฉีดของเลือดที่คืนกลับมาไหลเวียนแบบเต็มสตรีมอีกครั้ง เธอเอานิ้วจิ้มๆไปที่คอนแทคเลนส์บนดวงตา พยายามหักห้ามใจตัวเองอย่างมากที่จะไม่ควักมันออก แล้วก็เขี่ยอย่างระมัดระวังไปไว้ด้านหนึ่ง ใช้นิ้วจิกและดึงมันออกมา ดวงตาของเธอนั้นปวดเอามากๆและตอนนี้มันก็โล่งมากที่กำจัดเจ้าคอนแทคเลนส์พวกนั้นออกไปได้ ขณะที่เธอจ้องดูแผ่นพลาสติกที่โค้งเหมือนแอ่งเล็กๆสองอันบนฝ่ามือนั้นเอง สีของมันก็ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ เลนส์มันออกเป็นสีฟ้าสว่างจ้า ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย ว่าแล้วเธอก็ปามันทิ้ง
หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกจากหน้าอก รีบ้าพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นและรีบกะเผลกไปที่ประตู คว้าลูกบิดประตูไว้แต่ยังไม่ยอมเปิด
แล้วถ้าเขาอยู่ข้างนอกล่ะ
เธอไม่มีทางเลือกเลย
รีบ้าหมุนลูกบิดและชักประตูเปิดออกอย่างไร้เสียง เธอมองทอดลงบนทางเดินยาวที่ว่างเปล่าสู่ห้องโถง มีเพียงแสงไฟที่ลอดผ่านช่องแง้มด้านขวาของประตู เธอค่อยๆย่องออกไปทั้งร่างกายอันล่อนจ้อนและเท้าที่เปลือยเปล่าอย่างเงียบเชียบ รอยแง้มของประตูบานนั้นเปิดออกไปสู่ห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัว เธอหยุดยืนและจ้องมองเข้าไปภายใน มันเป็นแค่เพียงห้องรับประทานอาหารธรรมดาที่มีโต๊ะและเก้าอี้ ดูเหมือนปกติทั่วไป ราวกับว่ามีครอบครัวที่กำลังจะกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมหน้ากันที่นี่ ผ้าม่านลูกไม้เก่าๆถูกแขวนลงมาปกคลุมหน้าต่างเอาไว้
ความสยองระลอกใหม่พุ่งขึ้นมาจ่อคอหอยเธอเลยทีเดียว ความธรรมดาของสถานที่แห่งนี้มันดูหลอนในแบบที่แม้แต่คุกใต้ดินก็ยังไม่รู้สึกวังเวงเท่า เธอมองลอดผ้าม่านออกไปและเห็นว่าข้างนอกมีแต่ความมืดมิด เธอดีใจขึ้นมาทันทีที่คิดได้ว่าความมืดจะทำให้เธอแอบหนีออกไปได้ง่ายขึ้น
รีบ้าหันกลับไปที่ทางเดินห้องโถง สุดทางเดินคือประตูอีกหนึ่งบาน-ประตูที่ยังไงก็ต้องนำออกไปสู่โลกภายนอก เธอกะเผลกไปและบีบกลอนประตูทองเหลืองไว้แน่น ประตูถูกดึงเปิดเข้าหาตัวเธออย่างแรงเผยให้เห็นความมืดด้านนอก
เธอมองเห็นชานระเบียงเล็กๆและสนามหญ้าถัดออกไป ท้องฟ้ายามค่ำคืนนี้ปราศจากแสงจากดวงจันทร์หากจะมีก็เพียงแต่แสงสว่างจากดวงดาวเท่านั้น ไม่มีแสงสว่างอื่นใดเลยในบริเวณแถบนี้-ไม่มีร่องรอยของบ้านเรือนข้างเคียง รีบ้าค่อยๆก้าวเท้าออกไปบนชานระเบียงและเดินลงไปในบริเวณสนามหญ้าที่แห้งแล้งและแทบจะไม่มีหญ้า ลมเย็นสดชื่นพัดเข้ามาเติมเต็มปอดที่ยังปวดหนึบอยู่
ในความหวาดผวาเธอยังรู้สึกตื่นเต้นดีใจระคนกันไปด้วย นี่แหละคือความปิติของการได้รับอิสรภาพ
รีบ้าสาวเท้าก้าวแรกเตรียมจะออกวิ่ง-แต่แล้วจู่ๆเธอก็รู้สึกเหมือนมือใครคว้าหมับอย่างจังเข้าที่ข้อมือของเธอ
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะน่ารังเกียจที่คุ้นหู
สิ่งสุดท้ายที่เธอรู้สึกคือของแข็ง-อาจเป็นท่อนเหล็ก กระแทกลงบนศีรษะของเธอ แล้วสติสัมปชัญญะของเธอก็วนดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความมืดมิด
บทที่ 1
อย่างน้อยกลิ่นก็ยังไม่โชย เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ บิล เจฟฟรี่ส์ คิดในใจ
ระหว่างพลิกดูศพอยู่นั้น เขาก็พบกับร่องรอยแรกอย่างช่วยไม่ได้ มันปะปนมากับกลิ่นอันสดชื่นของต้นสนและกลิ่นสะอาดๆของไอน้ำที่ลอยมาจากลำธาร – กลิ่นซากศพนั่นเอง กลิ่นที่เขาควรจะเคยชินกับมันตั้งนานแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกชินกับมันอยู่ดี
ร่างล่อนจ้อนของหญิงสาวรายหนึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังบนหินขนาดใหญ่ริมลำธาร เธออยู่ในท่านั่ง สภาพร่างพิงอยู่กับหินใหญ่อีกก้อนหนึ่ง ขาเหยียดตรงและแบะออก แขนแนบอยู่ข้างลำตัว แขนขวานั้นบิดเบี้ยวเป็นทรงประหลาดซึ่งเขาเห็นและสันนิษฐานเลยว่าคงกระดูกหัก ผมหยักศกเป็นลอนนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นวิกผมซึ่งดูสกปรกราวกับเป็นเรื้อนด้วยสีเข้มสีอ่อนของเลือดที่ปนกันอยู่บนนั้น รอยยิ้มสีชมพูของเธอนั้นคือรอยลิปสติกวาดทับลงบนปาก
อาวุธที่ใช้ในการฆาตกรรมนั้นยังรัดแน่นอยู่รอบๆคอ สันนิษฐานว่าเธอถูกรัดคอตายด้วยริบบิ้นสีชมพู ดอกกุหลาบพลาสติกสีแดงถูกวางอยู่ตรงปลายเท้าของเธอบนหินที่อยู่ด้านหน้า
บิลพยายามยกมือซ้ายของเธอขึ้นอย่างเบามือ แต่มันไม่ขยับเลย
“ร่างเธอยังอยู่ในภาวะแข็งตัวหลังเสียชีวิต” บิลบอกกับเจ้าหน้าที่สเปลเบร็น พร้อมกับย้ายไปนั่งยองๆลงที่อีกฟากหนึ่งของศพ “เสียชีวิตมาไม่เกิน 24 ชั่วโมง”
“ตาของเธอเป็นอะไรน่ะ” เจ้าหน้าที่สเปลเบร็นถามขึ้นมา
“โดนเย็บเปิดไว้ด้วยด้ายดำ” เขาตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปดูให้ชัดๆ
สเปลเบร็นจ้องเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“ไม่เชื่อก็ลองดูเองสิ” บิลกล่าว
สเปลเบร็นส่องลงไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง
“พระเจ้า” เขาพึมพำเบาๆ บิลสังเกตว่าเขาไม่ได้หัวหดด้วยความขยะแขยงจึงรู้สึกพอใจอยู่ เขาเคยทำงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติงานมาหลายคน – บางคนก็ช่ำชองมานานเหมือนสเปลเบร็นนี่แหละ – แต่หากมาเจอสภาพแบบนี้ก็คงยังจะอ้วกแตกอ้วกแตนอย่างแน่นอน
ตัวบิลนั้นยังไม่เคยได้ร่วมงานกับเขามาก่อน สเปลเบร็นถูกเรียกตัวให้มารับเคสนี้จากศูนย์ปฏิบัติการเวอร์จิเนีย และ
เขาก็คือคนต้นคิดไอเดียที่จะเอาเจ้าหน้าที่จากหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรในควอนติโก้มาช่วยคดีนี้ และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมบิลถึงมาลงเอยอยู่ที่นี่
ฉลาดไม่เบา, บิลคิดในใจ
ดูๆแล้วสเปลเบร็นน่าจะอายุอ่อนกว่าเขาแค่ไม่กี่ปี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ สเปลเบร็นดูมีความโชกโชนดูมีความเก๋าอยู่ในตัว เป็นลักษณะคนในแบบที่เขาชอบซะด้วยสิ
“เธอสวมคอนแท็คเลนส์นะ,” สเปลเบร็นสังเกต
บิลก้มลงไปดูเพื่อความแน่ใจ เขาพูดถูก คอนแท็คเลนส์สีฟ้าแข็งๆหลอนๆทำให้เขาต้องมองไปทางอื่น อากาศด้านล่างที่
ลำธารช่วงสายนี่ยังคงเย็นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ดวงตาทั้งสองนั้นแบนติดอยู่ในเบ้าตา มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะระบุเวลาเสียชีวิตที่ชัดเจนได้ สิ่งเดียวที่เขาแน่ใจก็คือศพถูกนำมาไว้ที่นี่ช่วงเวลาไหนซักช่วงเมื่อคืนและถูกจัดแจงการวางท่า
เขาได้ยินเสียงจากใกล้ๆ
“ห่าองค์กรเอ๊ย”
บิลเหลือบตามองไปที่นายตำรวจพื้นที่สามนายที่ยืนห่างออกไปซักสามหลา พวกเขาเปลี่ยนเป็นซุบซิบอะไรกันฟังไม่รู้เรื่องแล้วตอนนี้ เขารู้ได้ทันทีว่าพวกนั้นตั้งใจให้เขาได้ยินไอ้สามคำเมื่อกี๊นี้แน่ๆ พวกนั้นมาจากยาร์เนลใกล้ๆนี้แหละ และพวกเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบใจที่มีเจ้าหน้าที่เอฟบีไอโผล่มาอยู่ในที่เกิดเหตุนี้ด้วย พวกนั้นเขาคิดว่าสามารถจัดการคดีนี้กันเองได้
หัวหน้ากองกำลังพิเศษของพื้นที่รัฐโมวส์บี้มีความเห็นต่างในเรื่องนี้ เขาไม่เคยเจอเคสไหนที่ร้ายแรงไปกว่าการทำลายทรัพย์สิน การทิ้งขยะไม่เป็นที่ และการล่าสัตว์หรือตกปลาในเขตหวงห้าม และเขาก็รู้ด้วยว่าพวกตำรวจพื้นที่จากยาร์เนลนี่ไม่มีความสามารถพอจะจัดการกับเรื่องนี้ได้
บิลใช้เวลาเดินทางร้อยกว่าไมล์มาที่นี่โดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเขาจะได้มาถึงจุดเกิดเหตุก่อนที่ศพจะถูกเคลื่อนย้าย นักบินคนขับพาบินตามพิกัดมาจนถึงทุ่งหญ้าบนเนินเขาใกล้ๆนี้ ที่ๆหัวหน้ากองกำลังพิเศษและเจ้าหน้าที่สเปลเบร็นได้เจอกับเขาและหัวหน้ากองก็เป็นคนขับรถผ่านถนนลูกรังพาพวกเขาทั้งหมดลงจากเขามา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุบิลพอจะมองเห็นพื้นที่เกิดเหตุได้รางๆจากบนถนน มันแค่ต้องเดินลงเขาต่อไปอีกนิดหน่อยจากลำธาร
ตำรวจที่ยืนทำหน้าหมดความอดทนกันอยู่ใกล้ๆนี้ได้สำรวจพื้นที่เกิดเหตุกันเรียบร้อยแล้ว บิลรู้ทันทีว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่ พวกนั้นต้องการเคลียร์คดีกันเอง เจ้าหน้าที่เอฟบีไอสองหน่อนี้คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาอยากจะเห็น
โทษทีนะ ไอ้พวกใจแคบ บิลคิดในใจ แต่พวกแกฝีมือไม่ถึงจะทำคดีนี้หรอก
“นายอำเภอคิดว่านี่เป็นการค้ามนุษย์” สเปลเบร็นกล่าว “แต่เขาผิดแล้วหละ”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น?” บิลถามออกไป เขารู้คำตอบอยู่แล้ว แค่อยากจะลองดูว่ากระบวนความคิดของสเปลเบร็นทำงานยังไง
“เธออายุ 30 กว่าแล้ว ไม่ใช่ว่าจะยังเอ๊าะอะไร” สเปลเบร็นอธิบาย “ริ้วรอยแตกลายงานั่น เธอก็ต้องเคยผ่านการมีลูกมาแล้วอย่างต่ำ 1 คน ไม่ใช่ลักษณะเหยื่อปกติของพวกค้ามนุษย์”
“คุณพูดถูก” บิลตอบ
“แล้ววิกผมนี่ล่ะ?”
บิลส่ายหัว
“เธอโดนโกนหัว” บิลตอบ “เพราะฉะนั้นไม่ว่าไอ้เจ้าวิกนั่นจะใส่มาไว้เพื่ออะไร มันไม่ได้เอาไว้อำพรางสีผมของเธอแน่”
“แล้วกุหลาบล่ะ” สเปลเบร็นถามต่อ “ความนัยงั้นเหรอ?”
บิลตรวจดูอีกครั้ง
“ดอกไม้ปลอม ถูกๆ” เขาตอบ “แบบที่หาได้ทั่วไปในร้านขายของราคาถูก เราตรวจสอบได้แต่คงไม่เจอคำตอบอะไร”
สเปลเบร็นมองมาทางเขา ออกอาการทึ่งอย่างเห็นได้ชัด
บิลไม่คิดว่าจะมีหลักฐานที่ตรวจพบแล้วชิ้นไหนที่จะช่วยแก้ปมให้พวกเขาได้ อาชญากรรายนี้มันดูจงใจเกินไป ดูมีระเบียบแบบแผนมากไป ซีนเกิดเหตุมันดูเหมือนถูกจัดฉากไว้แล้วแบบจิตๆ ที่ทำให้ตัวเขาเองนึกหวาดอยู่เหมือนกัน
เขาเห็นว่าตำรวจท้องที่นั้นออกอาการกระสันต์อยากจะเดินเข้ามาเพื่อปิดคดีนี้ รูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุก็ถ่ายไว้แล้ว และตอนนี้ศพก็อาจถูกเคลื่อนย้ายได้ทุกเมื่อ
เขายืนถอนหายใจ รู้สึกขาแข้งมันแข็งไปหมด อายุเลข 4 ของเขามันกำลังเริ่มทำให้เขาทำอะไรได้ช้าลง อย่างน้อยก็ช้าลงนิดหน่อย
“เธอถูกทรมาน” เขาสังเกตและถอนหายใจออกมาอย่างสลด “ดูรอยบาดพวกนี้สิ บางรอยปากแผลเริ่มจะปิดแล้ว” เขาส่ายหัวขึงขัง “ไอ้คนๆนั้นมันทรมานเธอมาหลายวันก่อนกำจัดเธอทิ้งด้วยริบบิ้นนั่น”
สเปลเบร็นถอนหายใจ
“ผู้ต้องหามันต้องฉุนเฉียวอะไรซักอย่าง” สเปลเบร็นออกความเห็น
“เฮ้ เราจะปิดจ็อบกลับกันเมื่อไหร่เนี่ย?” ตำรวจนายหนึ่งตะโกนถาม
บิลมองไปทางด้านที่พวกเขายืนอยู่และเห็นว่ากำลังย่ำเท้าอย่างไม่เป็นสุขกันแล้ว สองคนในนั้นก็บ่นฮึ่มฮั่มกันเงียบๆ
เขารู้ว่าพวกนั้นปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้กันเสร็จแล้ว แต่เขาก็ไม่เอ่ยอะไร เขาอยากจะให้เจ้าพวกโง่นั่นรออย่างสงสัยต่อไปมากกว่า
เขามองไปรอบๆอย่างช้าๆและเก็บรายละเอียดที่เกิดเหตุ มันเป็นพื้นที่ปกคลุมด้วยป่าทึบที่เป็นต้นสนกับต้นซีดาร์ทั้งหมดและส่วนมากก็เป็นพงไม้เตี้ยๆที่มีลำธารไหลเป็นฟองอย่างสงบพาดผ่านไปยังแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ ถึงตอนนี้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน แต่วันนี้มันคงไม่ร้อนมากไปกว่านี้แล้ว ศพคงยังไม่น่าจะเน่าเร็วในทันที ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันคงจะเป็นการดีที่สุดหากจะเคลื่อนย้ายศพออกจากที่นี่และส่งไปที่ควอนติโก้ เจ้าหน้าที่นิติเวชที่นั่นคงอยากจะตรวจดูตอนที่ศพมันยังร้อนๆอยู่ รถบรรทุกเจ้าหน้าที่นิติเวชชันสูตรเข้ามาจอดบนถนนลูกรังด้านหลังรถตำรวจ เพื่อจะรอรับกลับแล้ว
ถนนไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่าทางลาดยางคู่ขนานไปจนสุดป่า เจ้าฆาตกรต้องใช้เส้นทางนี้ขับรถไปมาเกือบจะแน่นอน มันต้องขนศพระยะทางสั้นๆผ่านทางแคบๆมาจนถึงจุดนี้ จัดการจัดวางท่าและก็หนีไป มันคงไม่ได้อยู่นาน ถึงแม้ว่าที่แถวนี้จะดูเหมือนไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัย แต่หน่วยลาดตระเวนตรวจพื้นที่แถวนี้เป็นประจำ แถมรถภายนอกก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาใช้ถนนนี้ด้วย มันตั้งใจให้คนมาเจอศพและดูจะภูมิใจกับผลงานของตัวเองมาก
แล้วศพก็ ถูกพบ โดยกลุ่มคนที่ขี่ม้าผ่านมาในตอนเช้าตรู่ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เช่าม้าขี่ หัวหน้ากองกำลังพิเศษได้บอกบิลไว้แบบนั้น พวกเขาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอาร์ลิงตั้นอาศัยอยู่ที่คอกม้าแบบตะวันตกถูกๆนอกเมืองยาร์เนล หัวหน้ากองบอกว่าพวกเขากำลังหัวเสียกันนิดหน่อยเลยตอนนี้ เพราะโดนบอกห้ามออกนอกเมือง และบิลก็วางแผนไว้ว่าจะไปสอบถามพวกเขาหลังจากนี้
มันดูแทบไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรแวดล้อมศพในบริเวณพื้นที่แถวนี้เลย เจ้าหมอนั่นมันจัดการอย่างระมัดระวังมาก มันต้องลากอะไรบางอย่างไว้ด้านหลังตัวเองตอนขากลับจากลำธาร – ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นพลั่วนะ – เพื่อจะลบร่องรอยของรอยเท้า ไม่มีเศษซากของอะไรเหลือทิ้งไว้ทั้งนั้นไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ รอยล้อยางบนพื้นถนนน่าจะโดนทำลายจนสิ้นซากหมดแล้วโดยรถขนส่งตำรวจและเจ้าหน้าที่นิติเวชชันสูตร
บิลถอนหายใจกับตัวเอง
บ้าเอ้ย เขานึกด่าในใจ ไรล์ลี่หายตัวไปอยู่ไหนนะเวลาที่ฉันต้องการเธอ
คู่หูและเพื่อนสนิทอันยาวนานของเขาโดนสั่งพักงานโดยไม่สมัครใจ เพื่อให้ไปรักษาตัวจากบาดแผลที่ได้มาจากการทำคดีล่าสุดของทั้งคู่ ถูกแล้ว คดีนั้นมันโหดสุดๆไปเลย เธอต้องการเวลานอก และอาจต้องยอมรับความจริงว่าเธออาจไม่ได้กลับมาอีก
แต่บิลก็ต้องการเธอจริงๆในเวลานี้ ไรล์ลี่นั้นฉลาดกว่าเขามากและตัวเขาเองก็ไม่มายด์ที่จะยอมรับในเรื่องนี้ เขาชอบดูวิธีการคิดเวลาทำคดีของเธอ เขาลองนึกภาพเธอเก็บข้อมูลซีนที่เกิดเหตุนี้ ในทุกรายละเอียดทุกเม็ด ถึงตอนนี้เธอคงต้องล้อเขาแล้วที่มองไม่เห็นร่องรอยที่แสนจะชัดเจนราวกับประเคนอยู่ตรงหน้าแบบนี้
อะไรที่คิดว่าไรล์ลี่จะค้นพบในขณะที่เขามองข้าม?
เขารู้สึกไปไม่เป็น และเขาก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้วตอนนี้
“เอาหละ พวกคุณ” บิลตะโกนออกไปบอกตำรวจคนอื่นๆ “เคลื่อนย้ายศพได้”
ตำรวจพวกนั้นหัวเราะและแปะมือกันรัวๆ
“คุณว่ามันจะก่อเหตุอีกมั้ย?” สเปลเบร็นถามขึ้นมา
“แหงอยู่แล้ว” บิลตอบ
“คุณรู้ได้ยังไง?”
บิลหายใจเข้ายาวก่อนตอบ
“เพราะผมเคยเห็นผลงานมันมาก่อนน่ะสิ”
บทที่ 2
“มันแย่ลงทุกวันสำหรับเธอ” แซม ฟลอเรส พูดขึ้น พร้อมดึงอีกภาพอันน่าขนพองสยองเกล้าขึ้นมาบนจอโปรเจ็คเตอร์ผ่านเลนส์เครื่องฉายมัลติมีเดียที่ห้อยอยู่เหนือโต๊ะประชุม “ไล่มาจนถึงตอนที่มันเก็บเธอเลย”
บิลก็เดาไว้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ยังเกลียดที่เขาคิดถูก
องค์กรได้ส่งร่างของเธอไปที่หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรในควอนติโก้ หน่วยนิติเวชได้ถ่ายรูปเก็บไว้แล้ว และได้เริ่มดำเนินการตรวจวิจัยในห้องแล็ปแล้ว ฟลอเรส,เจ้าหน้าที่ห้องแล็ปสวมแว่นขอบสีดำ, เปิดหน้าสไลด์อันน่าสยดสยองต่อไปเรื่อยๆ และตอนนี้จอภาพโปรเจ็คเตอร์ขนาดมหึมาในห้องประชุมของหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะเหลือบมอง
“เธอเสียชีวิตมานานเท่าไหร่ก่อนศพจะถูกพบ?” บิลถามขึ้น
“ไม่นาน” เขาตอบ “อาจจะประมาณช่วงค่ำของวันก่อนหน้า”
ข้างๆบิลนั้น สเปลเบร็นก็นั่งอยู่ด้วย เขาบินมาควอนติโก้กับบิลหลังกลับจากยาร์เนล ที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะนั้นคือหัวหน้าทีม เจ้าหน้าที่พิเศษ เบรนท์ เมอเรดิธ เมอเรดิธลุกขึ้นยืนบดบังภาพสุดสลดด้วยร่างกายกว้างใหญ่กำยำและด้วยรูปหน้าเป็นเหลี่ยมขึงขังเอาจริง ไม่ใช่ว่าบิลจะกลัวเขาหรอกนะ – ไม่เลยแม้แต่น้อย เขาอยากจะคิดว่าเรามีอะไรที่คล้ายๆกันมากกว่า เขาทั้งสองผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนและต่างก็เห็นโลกมาหมดแล้ว
ฟลอเรสเปิดภาพแบบซูมอินที่บาดแผลของเหยื่อติดต่อกันหลายภาพ
“บาดแผลทางด้านซ้ายนั้นโดนมาซักพักแล้ว” เขากล่าว “ส่วนบาดแผลทางด้านขวานั้นเพิ่งได้รับมา บางแผลก็เพิ่งเกิดสดๆร้อนๆไม่กี่ชั่วโมงหรือแม้กระทั่งไม่กี่นาทีก่อนที่เขาจะรัดคอเธอด้วยริบบิ้น ดูเหมือนฆาตกรจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆระหว่างช่วงประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่เขาจับเธอมา การหักแขนของเธอคงเป็นการลงมือรอบสุดท้ายในระหว่างที่เธอยังมีชีวิต” “ร่องรอยบาดแผลสำหรับผมมันดูเหมือนฝีมือของผู้ต้องสงสัยคนนึง” เมอเรดิธบอกสิ่งที่สังเกต “ดูจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นฝีมือผู้ชาย มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมั้ย?”
“ดูจากรอยจิ้มเล็กๆบนหนังศีรษะ สันนิษฐานว่าเธอคงจะถูกโกนหัวสองวันก่อนโดนฆาตกรรม” ฟลอเรสอธิบายต่อ “วิกผมนั้นก็เป็นเศษจากวิกผมราคาถูกหลายๆอันมาเย็บต่อกัน คอนแท็คเลนส์นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะสั่งซื้อแบบจัดส่งไปรษณีย์มา แล้วอีกอย่าง” เขาหยุดมองไปที่หน้าทุกคน พูดอย่างลังเล “มันทาตัวเธอด้วยวาสลีน”
บิลรู้สึกได้ถึงระดับความตึงเครียดในห้องประชุมที่ค่อยเพิ่มมากขึ้น
“วาสลีนเหรอ?” เขาถาม
ฟลอเรสพยักหน้า
“เพื่ออะไร?” สเปลเบร็นถามบ้าง
ฟลอเรสยักไหล่และตอบ
“นั่นเป็นหน้าที่ของคุณ”
บิลนึกย้อนไปถึงนักท่องเที่ยวสองคนที่เขาสอบสวนเมื่อวาน พวกเขาช่วยอะไรไม่ได้เลย ตัดสินใจไม่ได้ระหว่างความอยากรู้อยากเห็นอันไม่สมควรกับความหวาดวิตกกับสิ่งที่ได้พบเจอมา พวกเขากุลีกุจอที่จะกลับไปบ้านที่อาร์ลิงตั้นและเราก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะคุมตัวพวกเขาไว้ได้ พวกเขาโดนสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ จนครบทุกคนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังระวังตัวไม่ปริปากบอกออกมาว่าได้เห็นอะไรมาบ้าง
เมอเรดิธถอนหายใจและวางมือทั้งสองลงบนโต๊ะ
“ทำได้ดีมาก ฟลอเรส” เมอเรดิธกล่าวชม
ฟลอเรสดูซาบซึ้งกับคำชม—ระคนความแปลกใจด้วยนิดหน่อย เบรนท์ เมอเรดิธไม่ใช่คนที่จะชมอะไรใครง่ายๆ
“เอาหละ เจ้าหน้าที่พิเศษเจฟฟรี่ส์” เมอเรดิธหันหน้ามาทางเขา “อธิบายให้เราฟังหน่อยสิว่ามันมีความเกี่ยวพันกับคดีเก่าของคุณยังไง”
บิลสูดหายใจเข้าลึกแล้วเอนหลังพิงที่พนักเก้าอี้
“ประมาณเมื่อหกเดือนก่อน” เขาเริ่มสาธยาย “อันที่จริงก็ประมาณวันที่ 16 ธันวาคม – ศพของ เอลีน โรเจอร์ส ถูกพบในฟาร์มใกล้เมืองแด็กเก็ตต์ ผมถูกเรียกตัวให้เข้าสืบสวนด้วยกันกับคู่หูของผมคือ ไรล์ลี่ เพจ อากาศวันนั้นมันหนาวจับจิต และสภาพศพก็แข็งราวกับหิน มันยากที่จะบอกได้ว่าศพถูกทิ้งไว้ที่นั่นนานเท่าไหร่แล้ว และเวลาที่เหยื่อเสียชีวิตก็ไม่เคยได้รับการยืนยันแน่ชัด ฟลอเรส ช่วยแชร์ข้อมูลให้พวกเขาดูหน่อย”
ฟลอเรสหันกลับไปที่หน้าแผ่นสไลด์ ในจอภาพถูกแยกเป็นหน้าต่างย่อยออกมาและข้างๆรูปที่เปิดค้างไว้อยู่แล้ว เผยให้เห็นรูปภาพเซ็ตใหม่ที่เพิ่งถูกเรียกขึ้นมา รูปของเหยื่อทั้งสองถูกวางเทียบข้างกัน บิลอ้าปากหวอ มันยอดไปเลย นอกเหนือจากเนื้อที่แข็งเป็นหินของศพนึงแล้ว ศพทั้งสองนั้นแทบจะมีสภาพเหมือนกัน บาดแผลแทบไม่ต่างกันเลย หญิงสาวทั้งสองโดยเย็บตาเปิดไว้ในสภาพน่าอนาถเหมือนกัน
บิลถอนหายใจ เห็นรูปพวกนี้แล้วทุกอย่างก็พรั่งพรูกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าเขาจะปฏิบัติภารกิจมาแล้วกี่ปี แต่เห็นรูปเหยื่อทีไรก็ทำให้เขารู้สึกปวดใจ
“ศพของโรเจอร์สถูกพบในท่านั่งหลังตรงพิงอยู่กับต้นไม้” บิลเล่าต่อ เสียงของเขานั้นดูจริงจังมากขึ้น “ไม่ได้จัดท่าเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดเหยื่อในคดีที่โมวส์บี้พาร์ค ไม่มีคอนแท็คเลนส์หรือวาสลีน แต่รายละเอียดส่วนมากนั้นเหมือนกันทุกประการ ผมของโรเจอร์สโดนหั่นสั้น ไม่ได้ถูกโกนผม แต่สภาพวิกผมที่เอามาเย็บต่อๆกันนั้นเหมือนกัน เธอโดนรัดคอด้วยริบบิ้นสีชมพูเหมือนกัน และดอกกุหลาบพลาสติกก็ถูกพบวางอยู่ด้านหน้าศพของเธอ”
บิลหยุดเล่าชั่วครู่ เขาไม่อยากจะพูดสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปเลย
“เพจกับผมปิดคดีนี้ไม่สำเร็จ”
สเปลเบร็นหันมาทางเขา
“มีปัญหาอะไรเหรอ” เขาถามขึ้น
“แล้วอะไรหล่ะที่ไม่ได้เป็นปัญหา?” บิลย้อนกลับ รีบปกป้องตัวเองอย่างไม่จำเป็นเลย “เราไม่เคยได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย พวกเราไม่มีพยาน ครอบครัวของเหยื่อไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ โรเจอร์สเองก็ไม่มีศัตรูที่ไหน ไม่มีสามีเก่า ไม่มีแฟนขี้หึง มันไม่มีเหตุผลอะไรรองรับการที่เธอกลายมาเป็นเป้าหมายและถูกสังหารเลย คดีก็เลยโดนเก็บเข้ากรุไปในทันที”
บิลรู้สึกถึงความเงียบงัน ความคิดในแง่ลบถาโถมเข้ามาในสมองของเขา
“อย่าคิดแบบนั้น” เมอเรดิธพูดในเสียงที่อ่อนโยนในแบบที่ไม่ใช่ลักษณะของเขา “มันไม่ใช่ความผิดของคุณ ยังไงซะ คุณก็ไม่สามารถจะหยุดการฆาตกรรมรายใหม่ได้หรอก”
บิลรู้สึกขอบคุณกับคำพูดนั้น แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดอย่างแรง ทำไมเขาถึงไขคดีนั้นไม่สำเร็จนะ? ทำไมไรล์ลี่ถึงแก้ปมไม่ได้นะ? มันก็มีหลายครั้งในอาชีพเหมือนกันที่เขารู้สึกใบ้รับประทาน
ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเมอเรดิธก็ดังขึ้น และเขากดรับสาย
เกือบจะเป็นสิ่งแรกที่เขาเอ่ยออกมา คือคำว่า “ตายห่าแล้ว”
เค้าพูดซ้ำๆอีกหลายครั้ง และถามกลับว่า “คุณแน่ใจนะว่าเป็นเธอ?” เขาหยุดไปชั่วอึดใจหนึ่ง “มีการติดต่อเรื่องเงินค่าไถ่มาแล้วรึยัง”
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกไปนอกห้องประชุม ปล่อยให้สามหนุ่มนั่งอยู่ในความเงียบด้วยความงุนงง หลังจากนั้นไม่กี่นาที เขาก็กลับเข้ามา ดูแก่ลงไปเลย
“สุภาพบุรุษทั้งหลาย เราอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้วตอนนี้” เขาประกาศ “เราเพิ่งได้รับการยืนยันตัวตนของเหยื่อรายเมื่อวานนี้ เธอชื่อ รีบ้า ฟราย”
บิลอ้าปากค้างราวกับว่าเขาเพิ่งโดนอัดเข้าที่หน้าท้อง เขาเห็นว่าสเปลเบร็นก็ช็อคไปเหมือนกัน แต่ฟลอเรสนั้นยังดูงุนงงสับสน
“ผมควรจะต้องรู้มั้ยว่าเธอเป็นใคร” ฟลอเรสเอ่ยถาม
“ชื่อกลางคือ นิวโบร” เมอเรดิธอธิบาย “บุตรสาวของท่านวุฒิสมาชิก มิช นิวโบร – ผู้ซึ่งอาจจะได้เป็นผู้ว่าราชการของรัฐเวอร์จิเนียคนต่อไป”
ฟลอเรสถอนหายใจเฮือก
“ผมไม่เคยได้ยินเลยนะว่าเธอหายตัวไป” สเปลเบร็นเอ่ยออกมา
“มันไม่ได้ถูกรายงานอย่างเป็นทางการ” เมอเรดิธตอบ “พ่อของเธอได้รับการติดต่อไปแล้ว และ แน่นอน เขาคิดว่ามันต้องเป็นเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องทางการเมือง หรือเรื่องส่วนตัว หรือทั้งสองอย่าง ไม่ได้สนว่าเหตุการณ์ที่เหมือนกันนี้เคยเกิดขึ้นกับเหยื่ออีกรายหนึ่งเมื่อหกเดือนก่อน”
เมอเรดิธส่ายหัว
“ท่านวุฒิสมาชิกเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนี้มาก” เขาเสริม “พายุนักข่าวกำลังจะโหมลงมาแล้ว ท่านต้องจี้พวกเราเหมือนไฟลนก้นแน่นอน”
หัวใจบิลหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาเกลียดความรู้สึกนี้ราวกับว่าเขาจะหนีมันไม่พ้น แต่นั่นคือสิ่งที่เขารู้สึกอยู่ตอนนี้
ความเงียบงันแผ่เข้าปกคลุมห้อง
ในที่สุด บิลกลืนน้ำลายก่อนพูด
“เราต้องการทีมช่วยเหลือ” เขาเอ่ย
เมอเรดิธหันไปทางเขาและบิลก็ประสานเข้ากับสายตาที่จับจ้องเขาเขม็ง ทันใดนั้น หน้าของเมอเรดิธก็ขมวดไปด้วยความกังวลและไม่เห็นด้วย เขารู้แน่นอนว่าบิลกำลังคิดจะทำอะไร
“เธอยังไม่พร้อม” เมอเรดิธตัดบท รู้ทันว่าบิลสื่อว่าให้เรียกตัวเธอกลับมา
บิลถอนหายใจ
“ท่านครับ” เขาเริ่ม “เธอรู้จักคดีนี้ดีกว่าทุกคน แล้วเธอก็มีไหวพริบดียิ่งกว่าใคร”
หลังจากนิ่งไปชั่วอึดใจ บิลพูดต่อในสิ่งที่เขาคิด
“ผมไม่คิดว่าเราจะทำได้โดยไม่มีเธอ”
เมอเรดิธเคาะปากกาลงบนกระดาษสองสามครั้ง ราวกับกำลังขอให้ตัวเขานั้นหายตัวไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้
“มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาด” เขากล่าว “และถ้าเธอรับมันไม่ไหว มันคือความผิดของคุณ” เขาหายใจทิ้งอีกครั้ง “โทรตามเธอมา”
บทที่ 3
เด็กสาววัยรุ่นที่มาเปิดประตูนั้นทำหน้าราวกับจะกระแทกประตูใส่หน้าของบิล แต่เธอก็หมุนตัวกลับแล้วเดินเลี่ยงออกไปโดยไม่พูดอะไร ทิ้งประตูเปิดค้างไว้
บิลเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน
“สวัสดี เอพริล” เขาพูดออกมาแบบอัตโนมัติ
ลูกสาวหน้าบูดตัวแสบวัย 14 ปี ที่ได้ผมสีเข้มกับตาสีน้ำตาลอ่อนจากแม่มาไม่ตอบอะไรเขา อยู่ในชุดเสื้อทีเชิร์ตตัวโคร่งหัวเหอยุ่งเหยิง เอพริลเดินเลี้ยวเข้ามุมแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ไม่สนใจกับสิ่งรอบตัวนอกจากหูฟังกับโทรศัพท์มือถือ
บิลยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะต้องทำเช่นไร เมื่อตอนที่เขาโทรหาไรล์ลี่ เธอตกลงให้เขามาหาได้แม้ว่าจะยังดูลังเลอยู่ซักหน่อย หรือว่าเธอจะเปลี่ยนใจแล้ว?
บิลกวาดตามองไปรอบๆในขณะที่เขาขยับเข้ามาในตัวบ้านที่มีแสงทึมๆ เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่นและเห็นว่าทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนลักษณะของไรล์ลี่ หากแต่เขาก็สังเกตเช่นกันว่ามู่ลี่ที่ดึงลงมาปิด คราบฝุ่นเป็นแผ่นที่เกาะบนเฟอร์นิเจอร์นั่นไม่เหมือนกับนิสัยของเธอเลย บนชั้นวางหนังสือเขามองเห็นนิยายปกอ่อนระทึกขวัญใหม่เอี่ยมที่เขาซื้อให้เธอในช่วงพักงานหวังให้เธอไม่ต้องไปคิดมากกับปัญหา วางเรียงรายอยู่เป็นแถว ไม่มีเล่มไหนโดนแกะออกอ่านเลย
เขารู้สึกหวาดหวั่นมากยิ่งขึ้น นี่มันไม่เหมือนไรล์ลี่ที่เขารู้จัก เมอเรดิธจะพูดถูกรึเปล่านะ? เธอต้องการเวลาพักมากกว่านี้รึเปล่า? เขากำลังตัดสินใจผิดที่มาขอให้เธอช่วยตอนที่เธอยังไม่พร้อมรึเปล่า?
บิลรวบรวมสติพร้อมกับเดินลึกเข้าไปในตัวบ้านที่มืดทึบ และขณะที่เขาเดินเลี้ยวเข้ามุม เขาก็พบไรล์ลี่อยู่คนเดียวในห้องครัว นั่งอยู่ที่โต๊ะฟอร์มิก้าในชุดคลุมอยู่บ้านกับรองเท้าแตะ มีถ้วยกาแฟวางอยู่ตรงหน้า เธอเงยหน้าขึ้นและเขาก็เห็นเสี้ยวหนึ่งของความอับอายราวกับเธอลืมไปว่าเขาจะมาหา แต่เธอก็กลบเกลื่อนมันอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มบางๆพร้อมกับลุกขึ้น
เขาเดินเข้าไปกอดเธอ และเธอก็กอดตอบเขาหลวมๆ เธอดูเตี้ยกว่าเขานิดหน่อยในรองเท้าแตะ เธอผอมลงไปมากและเขาก็วิตกมากยิ่งขึ้น
เขาเดินมานั่งตรงข้ามกับเธอที่โต๊ะและมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ผมเธอดูสะอาดแต่ก็ไม่ได้หวีให้เรียบร้อย และดูเหมือนเธอจะสวมรองเท้าแตะนั่นมาหลายวันแล้ว หน้าของเธอดูโทรม ซีดมาก และดูแก่ลงไปมากจากที่เขาเห็นเธอล่าสุดเมื่อห้าสัปดาห์ที่แล้ว เธอดูราวกับไปท่องนรกมา ซึ่งจริงๆแล้วก็ใช่ เขาพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ฆาตกรรายก่อนทำอะไรไว้กับเธอ
ไรล์ลี่เบนสายตามองไปทางอื่น แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่ในความเงียบสงัด บิลมั่นใจว่าเขาจะรู้ว่าจะต้องพูดให้กำลังใจเธออย่างไร แต่เขากลับได้แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในความเศร้าของเธอและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา เขาต้องการเห็นเธอแข็งแรงกว่านี้ เหมือนเธอคนเก่า
บิลรีบซ่อนซองเอกสารเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมชิ้นใหม่บนพื้นข้างเก้าอี้ เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเอาให้เธอดู และเริ่มแน่ใจว่าเขาทำพลาดแล้วที่มาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าเธอต้องการเวลามากกว่านี้ ด้วยความสัตย์จริงการได้มาเห็นเธอที่นี่ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกไม่แน่ใจเป็นครั้งแรกว่าคู่หูอันยาวนานของเขาจะกลับมา
“กาแฟมั้ย” เธอถาม บิลรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจของเธอ
เขาส่ายหัว เธอดูเปราะบางอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตอนที่เขาไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลและแม้ว่าจะหลังจากที่เธอกลับมาบ้านแล้ว เขาก็ยังเป็นกังวลกับเธอ เขาเคยสงสัยว่าเธอจะดึงตัวเองออกมาจากความเจ็บปวดและหวาดกลัวที่เธอต้องทนทุกข์อยู่ในก้นบึ้งของความมืดมิดอันยาวนาน มันดูไม่ใช่เธอเลย เธอเคยดูไร้เทียมทานไม่ว่าในคดีไหน มีบางอย่างเกี่ยวกับคดีที่แล้ว เจ้าฆาตกรรายที่แล้ว มันดูแตกต่างไป บิลเข้าใจอย่างที่สุด เจ้าฆาตกรรายนั้นมันโรคจิตบิดเบี้ยวที่สุดที่เขาเคยประสบพบเจอมา – และนั่นก็บอกเล่าเรื่องราวได้มากเลยทีเดียว
ขณะที่เขาพินิจพิเคราะห์เธอนั้น เขาก็นึกอะไรได้บางอย่าง เธอดูสมวัยแล้วตอนนี้ เธออายุ 40 ปี เท่ากันกับเขา แต่เมื่อก่อนตอนที่ยังปฏิบัติงานอยู่อย่างกระตือรือร้นและอยู่ไม่สุข เธอดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปีเลย ผมสีเข้มของเธอเริ่มถูกแซมด้วยผมขาวแล้ว แต่อย่างว่าละ ผมของเขาก็เปลี่ยนสีเหมือนกัน
ไรล์ลี่ตะโกนเรียกลูกสาว “เอพริล!”
ไม่มีสัญญาณตอบรับ ไรล์ลี่เรียกต่อไปอีกหลายรอบ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมา
“อะไร?” เอพริลตอบกลับมาจากห้องนั่งเล่นด้วยเสียงหงุดหงิดแบบสุดๆ
“วันนี้มีเรียนกี่โมง?”
“แม่ก็รู้นี่”
“แม่ถามก็แค่ตอบมา โอเคมั้ย”
“แปดโมงครึ่ง”
ไรล์ลี่ขมวดคิ้ว ดูรู้สึกแย่ เธอเงยหน้ามองบิล
“เธอตกภาษาอังกฤษ โดดเรียนบ่อยเกินไป ฉันพยายามจะขุนเธอกลับขึ้นมา”
บิลส่ายหัว เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดีทีเดียว ชีวิตเจ้าหน้าที่พิเศษมันก็สร้างปัญหากับชีวิตส่วนตัวให้พวกเขาแบบนี้แหละ และครอบครัวก็คือสิ่งที่โดนกระทบใหญ่หลวงที่สุด
“ผมเสียใจด้วย” เขากล่าวออกมา
ไรล์ลี่ยักไหล่
“เธออายุ 14 และเธอก็เกลียดฉัน”
“นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย”
“ฉันเกลียดทุกคนตอนอายุ 14” เธอบอก “คุณไม่เป็นเหรอ?”
บิลไม่ตอบ นึกภาพไรล์ลี่ตอนเกลียดทุกคนแทบไม่ออก
“รอดูตอนลูกชายคุณอายุเท่านั้นก็ละกัน” ไรล์ลี่บอกเขา “พวกเขาอายุเท่าไหร่กันแล้วนะ ฉันลืม”
“แปด กับ สิบขวบ” บิลตอบแล้วยิ้มออกมา “ท่าทีที่แม็คกี้เป็นอยู่ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าผมจะได้มีส่วนร่วมในชีวิตพวกลูกรึเปล่าเมื่อถึงตอนที่พวกเขาอายุเท่ากับเอพริล”
ไรล์ลี่เอียงคอและมองเขาด้วยความเป็นห่วง เขาคิดถึงหน้าตาห่วงหาอาทรแบบนี้มาซักพักแล้ว
“แย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอถาม
เขามองไปที่อื่น ไม่อยากจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่ง
“นั่นคุณซ่อนอะไรอยู่บนพื้นน่ะ?” เธอถามขึ้น
บิลกวาดตามองด้านล่างแล้วมองกลับขึ้นมายิ้มๆ แม้แต่ในสภาพแบบนี้ เธอก็ไม่เคยให้มีอะไรคลาดสายตาได้จริงๆ
“ผมไม่ได้ซ่อนอะไร” บิลบอก พร้อมกับหยิบซองเอกสารขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ “แค่บางอย่างที่ผมอยากปรึกษากับคุณ”
ไรล์ลี่ยิ้มกว้าง เห็นได้ชัดว่าเธอรู้ดีว่าเขามาเพื่ออะไร
“เอามาให้ฉันดูหน่อย” เธอตอบเขา พร้อมเสริมขณะที่ตวัดสายตามองไปที่เอพริล “เร็วๆ ออกไปคุยกันข้างนอก ฉันไม่อยากให้เธอเห็น”
ไรล์ลี่ถอดรองเท้าแตะและเดินนำบิลออกไปที่สนามหลังบ้านด้วยเท้าเปล่า พวกเขานั่งลงบนโต๊ะไม้ปิคนิคเก่าๆที่อยู่มาก่อนที่ไรล์ลี่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยซ้ำ บิลจ้องไปรอบๆสนามหญ้าเล็กที่มีต้นไม้อยู่ต้นเดียว มีไม้อยู่ทุกด้านทุกมุม ทำให้เขาลืมไปเลยว่าตอนนี้เขาอยู่ใกล้เมือง
สันโดษเกินไป เขาคิดในใจ
เขาไม่เคยคิดว่าที่นี่เหมาะกับไรล์ลี่เลยแม้แต่น้อย บ้านหลังเล็กสไตล์คอกม้านั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองถึงสิบห้าไมล์ สภาพเก่าและดูธรรมดามาก มันอยู่หลบจากถนนเส้นรอง ไม่มีอะไรอยู่ในระยะสายตาเลยนอกจากป่าและทุ่งเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่าชีวิตคนชานเมืองจะเหมาะกับเธอหรอกนะ เขาก็คิดภาพเธออยู่ในวงสังสรรค์ปาร์ตี้ค็อกเทลไม่ออกเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเธอก็น่าจะสามารถขับรถไปเฟร็ดดริกส์เบิร์กส์แล้วต่อรถไฟไปควอนติโก้ได้เมื่อเธอกลับมาปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเธอยัง สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้
“ไหนคุณมีอะไร เอามาดูซิ” เธอเปิดประเด็น
เขากางรายงานและรูปถ่ายออกมาวางเต็มโต๊ะ
“จำคดีที่เมืองแด็กเก็ตต์ได้มั้ย” เขาถาม “คุณพูดถูก ไอ้ฆาตกรมันยังไม่จบแค่นั้น”
เขาเห็นตาเธอเบิกตาโพลงขณะที่กำลังพิจารณาภาพถ่ายพวกนั้น ความเงียบเข้าครอบงำขณะที่เธอศึกษาเอกสารอย่างจริงจัง ทำให้เขาคิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการที่จะนำเธอกลับมา – หรืออาจเป็นสิ่งที่ทำให้เธอไม่หวนกลับมาอีกเลย
“คุณคิดว่ายังไง?” และแล้วเขาก็ถามขึ้นมา
ยังคงเงียบ เธอไม่เงยหน้าออกจากเอกสารเลย
เธอมองกลับขึ้นมาในที่สุด และเมื่อเธอเงยหน้าเขาก็ต้องตกใจที่เห็นน้ำตาเอ่ออยู่ในดวงตาของเธอ บิลไม่เคยเห็นเธอร้องไห้มาก่อนเลย ไม่เคยแม้แต่ในคดีที่โหดร้ายที่สุดหรือแม้แต่ตอนตรวจศพ ชัวร์แล้วว่านี่ไม่ใช่ไรล์ลี่ที่เขาเคยรู้จัก ไอ้ฆาตกรนั่นต้องทำอะไรไว้กับเธอแน่ อะไรที่มากกว่าสิ่งที่เขารู้
เธอสะอื้นน้ำตา
“ฉันกลัว บิล” เธอบอก “ฉันกลัวมาก ตลอดเวลา กลัวทุกอย่าง”
บิลรู้สึกหัวใจหล่นลงไปที่เท้าเห็นเธอเป็นแบบนี้ เค้าประหลาดใจว่าไรล์ลี่คนเดิมหายไปไหน คนเดียวที่เขายอมรับว่าแกร่งยิ่งกว่าตัวเขา ที่พึ่งพิงที่เขาไปหาเสมอในยามมีปัญหา เขาคิดถึงเธอมากกว่าคำใดๆ
“มันตายไปแล้ว ไรล์ลี่” เขาพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เขาจะรวบรวมได้ “มันทำอะไรคุณไม่ได้อีกแล้ว”
เธอส่ายหน้า
“คุณวางใจไม่ได้หรอก”
“ได้สิ” เขาตอบ “พวกเขาเจอศพมันหลังเหตุการณ์ระเบิด”
“แต่พวกเขาก็ระบุไม่ได้ว่าศพเป็นของใคร” เธอว่าต่อ
“คุณก็รู้ว่าเป็นศพมันนั่นแหละ”
เธอก้มหน้าพร้อมปิดหน้าด้วยมือหนึ่งขณะที่ร้องไห้ เขาเอื้อมมือไปจับมืออีกข้างของเธอ
“นี่เป็นคดีใหม่” เขาบอก “มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดกับคุณ”
เธอส่ายหัว
“นั่นไม่ใช่ประเด็น”
เธอยกมือขึ้นช้าๆทั้งที่ยังร้องไห้อยู่ มองหน้าไปทางอื่นพร้อมกับยื่นเอกสารคืนเขา
“ฉันขอโทษด้วย” เธอกล่าวพร้อมก้มหน้าส่งเอกสารคืนเขาด้วยมือที่สั่นเทา “ฉันว่าคุณควรกลับไปก่อน” เธอกล่าวต่อ
บิลตกใจ เสียใจ และเอื้อมมือไปรับเอกสารคืน เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องจะออกมาในรูปนี้
เขานั่งต่ออีกครู่หนึ่ง พยายามกลั้นน้ำตาของตัวเอง ในที่สุด เขาลูบมือเธออย่างแผ่วเบาและลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมเดินกลับ ผ่านออกไปในตัวบ้าน เอพริลยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น หลับตาและพยักหน้าไปกับเสียงเพลงที่เธอฟัง
*
ไรล์ลี่ยังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่โต๊ะปิคนิคหลังบิลกลับออกไปแล้ว
ฉันคิดว่าฉันโอเคแล้วซะอีก เธอคิดในใจ
เธออยากจะให้บิลเห็นว่าเธอโอเคแล้วจริงๆนะ แล้วเธอก็คิดว่าเธอคงแสดงให้เขาเห็นได้จริงๆ มันก็โอเคน่ะตอนที่นั่งอยู่ในครัวคุยกันเรื่องจิปาถะ แล้วพอตอนที่ออกไปด้านนอกที่เธอได้ดูเอกสารเธอก็คิดว่าเธอน่าจะรับได้เหมือนกัน ยิ่งกว่ารับได้นะจริงๆแล้ว เธอหมกมุ่นในการอ่านเอกสารเลยหละ ความอยากกลับไปทำงานมันกลับมา เธออยากกลับออกไปปฏิบัติหน้าที่ เธอคิดจัดแบ่งเรื่องราวอยู่ในหัว แน่นอน ก็คิดถึงคดีฆาตกรรมพวกนั้นในรายละเอียดที่เกือบจะเหมือนกันให้เป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องแก้ คิดเกือบจะตามหลักวิชาการ เป็นเกมส์ท้าทายกึ๋น นั่นเธอก็รับได้เหมือนกัน นักบำบัดบอกเธอว่าจะต้องรับมือกับมันให้ได้หากคิดอยากจะกลับไปทำงาน
แต่แล้วก็ไม่รู้เพราะอะไร ไอ้เจ้าจิ๊กซอว์พวกนั้นมันกลายเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น – โศกนาฏกรรมของปีศาจที่ใช้ความรุนแรงคร่าชีวิตหญิงสาวที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างเจ็บปวดและทรมานแบบหาที่เปรียบไม่ได้ถึงสองคน และนั่นทำให้เธออยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาว่า: พวกเธอโดนกระทำแย่เท่ากับที่ฉันโดนมั้ย?
ตอนนี้ตัวเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวั่นวิตก เช่นเดียวกันกับความรู้สึกอายและละอายแก่ใจ บิลเป็นคู่หูและเพื่อนสนิทของเธอ เธอติดค้างเขาไว้มาก เขาอยู่เคียงข้างเธอตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาในขณะที่ไม่มีใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เธอคงผ่านช่วงเวลาในโรงพยาบาลนั้นมาไม่ได้หากไม่มีเขา สิ่งสุดท้ายที่เธออยากให้เกิดคือการที่เขาได้มาเห็นเธอในสภาพสิ้นหวังแบบนี้
เธอได้ยินเสียงเอพริลตะโกนมาจากประตูหลัง
“แม่ เราต้องกินข้าวเดี๋ยวนี้แล้ว ไม่งั้นหนูไปสายแน่”
เธออยากจะตะโกนกลับไปว่า “ก็หัดทำกินเองมั่งสิ!”
แต่เธอก็ไม่ได้ทำ เธอเหนื่อยมานานกับการทำสงครามกับเอพริล ตอนนี้เธอไม่อยากจะเอาชนะแล้ว
เธอลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว ดึงกระดาษเช็ดมือออกมาจากม้วนเพื่อเช็ดน้ำตาและสั่งน้ำมูกเพื่อเตรียมทำใจทำกับข้าวต่อ ไรล์ลี่พยายามนึกถึงคำพูดของนักบำบัด: แม้แต่หน้าที่ซ้ำซากจำเจยังต้องการการรวบรวมสติ อย่างน้อยก็เพียงสักครู่หนึ่ง เธอต้องทำใจที่จะทำอะไรด้วยการเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆทีละก้าว
เริ่มแรกคือหยิบของออกมาจากตู้เย็น – ตามด้วยถาดไข่, ถุงใส่เบคอน, ถาดเนย, ขวดแยม, เอพริลชอบกินแยมในขณะที่ตัวเธอนั้นไม่ชอบ ขั้นตอนก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงการวางเบคอนหกแผ่นลงบนกระทะเหนือเตาแก๊ส และเธอก็เปิดแก๊ส
เธอโซเซถอยหลังไปหลังจากที่เห็นเปลวไฟสีเหลืองฟ้า เธอหลับตา แล้วเรื่องเก่าๆก็โถมกลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง
ไรล์ลี่นอนอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน พื้นที่แคบๆ ในห้องขังที่สร้างแบบสุกเอาเผากิน คบเพลิงน้ำมันโพรเพนเป็นแสงสว่างเดียวที่เธอเคยได้เห็น เวลาส่วนมากเธอใช้ไปกับความมืดมิด ด้านล่างพื้นของช่องแคบใต้บ้านนี้เป็นดินแดง แผ่นกระดานเหนือศีรษะเธอมันอยู่ต่ำมากจนเธอแทบจะนั่งยองๆไม่ได้
ความมืดมิดปกคลุมทั่วไปหมด เธอมองไม่เห็นเขาแม้กระทั่งตอนที่เขาเปิดประตูเล็กๆนั่นและคืบผ่านเข้ามาในช่องแคบนี้ แต่เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงคำรามออกจมูกของเขา เขาปลดล็อคเพื่อเปิดห้องขังพร้อมกับปีนเข้ามาภายใน
และแล้วก็จะมาจุดคบเพลิงตรงนั้น เธอพอจะมองเห็นหน้าอันอัปลักษณ์และโหดเหี้ยมของเขาข้างแสงไฟนั่น เขาชอบเอาจานอาหารบ้าๆมายั่วเธอ หากเธอเอื้อมมือจะไปหยิบแล้วล่ะก็ เธอก็จะเจอกับคบเพลิงที่เขาจะสาดมา เธอจะไม่ได้กินอะไรหากไม่ยอมโดนไฟลวก…
ไรล์ลี่เปิดเปลือกตาขึ้น ภาพมันจะดูเลือนลางหากเธอลืมตา แต่เธอก็ไม่สามารถเอาความทรงจำพวกนี้ออกไปจากมโนสำนึกได้ เธอจัดการอาหารเช้าต่อไปเหมือนหุ่นยนต์ อดรินาลีนตอนนี้แผ่เต็มทั่วร่าง ในขณะที่กำลังจะเอาจานอาหารไปวางที่โต๊ะกินข้าว ลูกสาวก็ตะโกนเข้ามาอีกรอบ
“แม่ อีกนานมั้ยเนี่ย?”
เธอสะดุ้งจนทำจานหลุดมือหล่นลงแตกกระจาย
“เกิดอะไรขึ้น?” เอพริลตะโกนเข้ามาแล้วมาโผล่อยู่ข้างเธอ
“ไม่มีอะไร” ไรล์ลี่ตอบ
เธอจัดการทำความสะอาด ระหว่างที่เธอและเอพริลนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันนั้น ความเงียบจากอาการต่อต้านก็เข้าปกคลุมเป็นเรื่องปกติ ไรล์ลี่เคยอยากจะจบไอ้วัฏจักรแบบนี้เลยเคยลองพูดแทรกความเงียบขึ้นมาหาเอพริลว่า เอพริล นี่แม่เองนะ และแม่ก็รักหนูนะ แต่เธอเคยลองมาหลายครั้งแล้ว และมันก็ทำให้เรื่องยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม ลูกสาวของเธอเกลียดเธอ และเธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไม – หรือจะจบมันได้ยังไง
“วันนี้ลูกจะทำอะไรบ้าง” เธอถามเอพริล
“แม่ว่าไงหล่ะ” เอพริลตอบสะบัด “ก็ไปเรียนน่ะสิ”
“แม่หมายถึงหลังจากนั้น” ไรล์ลี่ตอบด้วยเสียงราบเรียบและห่วงใย “แม่เป็นแม่ของลูก แม่อยากจะรู้ มันเป็นเรื่องปกติ”
“ไม่มีอะไรเกี่ยวกับชีวิตเราที่ปกติ”
ทั้งสองกินข้าวต่อภายใต้ความเงียบไปอีกอึดใจ
“ลูกไม่เคยเล่าอะไรให้แม่ฟังเลย” ไรล์ลี่พูดขึ้น
“แม่ก็ไม่เคยเล่าอะไรเหมือนกัน”
และนั่น ก็สิ้นสุดความหวังใดๆว่าแม่ลูกจะมีบทสนทนากันต่อจากนี้
ก็ยุติธรรมดีแล้ว ไรล์ลี่คิดอย่างขมขื่น มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ มากกว่าที่เอพริลคิดซะอีก เธอไม่เคยบอกเอพริลเกี่ยวกับงานของเธอเลย ไม่ว่าจะคดีต่างๆหรืออะไร เธอไม่เคยบอกเอพริลเรื่องที่เธอถูกจับตัวไป หรือที่เธอเข้าโรงพยาบาล หรือเรื่องที่ทำไมเธอถึงอยู่ในช่วง “พักร้อน” ตอนนี้ สิ่งที่เอพริลรู้มีเพียงแค่ว่าเธอต้องไปอยู่กับพ่อตลอดเวลาในช่วงนั้น และเธอก็เกลียดพ่อของเธอมากกว่าที่เกลียดไรล์ลี่ซะอีก แต่ไม่ว่าไรล์ลี่อยากจะเล่าให้เธอฟังแค่ไหน เธอคิดว่ามันเป็นการดีที่สุดแล้วสำหรับเอพริลที่ไม่ต้องรู้ว่าแม่ของเธอประสบกับอะไรมา
ไรล์ลี่แต่งตัวขับรถไปส่งเอพริลที่โรงเรียน ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรกันเลย พอเอพริลลงจากรถ เธอก็ตะโกนไล่หลังไปว่า “แล้วเจอกันตอนสิบโมง”
เอพริลโบกมือส่งๆมาให้เธอแล้วเดินจากไป
ไรล์ลี่ขับรถไปที่ร้านขายกาแฟใกล้ๆ ซึ่งกลายเป็นกิจวัตรของเธอไปแล้ว มันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอในการที่จะต้องใช้เวลาอยู่ในที่สาธารณะ แต่เธอก็รู้ดีว่าทำไมนั่นถึงเป็นสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทำให้ได้ ร้านกาแฟเป็นร้านเล็กๆลูกค้าไม่เยอะแม้ว่าจะเป็นเวลาเช้าๆแบบนี้ ทำให้เธอไม่รู้สึกเหมือนโดนคุกคามซักเท่าไหร่
ระหว่างที่เธอนั่งจิบคาปูชิโน่อยู่นั้นเอง เธอก็นึกไปถึงคำขอร้องของบิลอีก ให้ตายเหอะ นี่มันหกอาทิตย์มาแล้ว มันต้องเปลี่ยนได้แล้ว ตัวเธอ ต้องเปลี่ยนได้แล้ว เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องทำยังไง
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัว เธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก
บทที่ 4
แสงสีขาวจากคบเพลิงน้ำมันโพรเพนนั้นถูกส่ายไปมาอยู่ข้างหน้าไรล์ลี่ เธอต้องหลบหน้าหลบหลังเพื่อหนีให้พ้นจากการโดนลวก แสงสว่างจ้าทำให้เธอมองอะไรอย่างอื่นไม่เห็น รวมถึงตอนนี้เธอก็มองไม่เห็นหน้าคนที่จับตัวเธอมาแล้วด้วย ขณะคบเพลิงนั้นถูกส่ายไปมามันก็ทิ้งเศษลูกไฟไว้ในอากาศ
“พอแล้ว!” เธอตะโกน “พอได้แล้ว!”
เสียงของเธอแหบพร่าไปหมดจากการตะโกน เธอก็สงสัยเหมือนกันว่าเธอจะเปลืองน้ำลายทำไม เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่ามันคงไม่หยุดทรมานเธอจนกว่าเธอจะตายนั่นแหละ
ทันใดนั้น เขาหยิบแตรอากาศขึ้นมาบีบเข้าใส่ในรูหูของเธอ
เสียงแตรรถดังลั่น ไรล์ลี่สะบัดความคิดกลับมาปัจจุบัน ในขณะที่มองออกไปเห็นไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถยาวเป็นหางว่าวติดอยู่ด้านหลังรถของเธอ เธอจึงเหยียบคันเร่ง
ฝ่ามือยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไรล์ลี่ไล่ความทรงจำออกจากหัวพร้อมกับเตือนตัวเองว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน เธอกำลังจะไปเยี่ยม
มารี เซย์ลส์ ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากเหตุการณ์อันรุนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ที่เกือบคร่าชีวิตเธอครั้งนั้น เธอตำหนิตัวเองที่ปล่อยให้ภาพความจำเก่าๆกลับมาทำร้ายได้ เธออุตส่าห์จดจ่ออยู่กับการขับรถมาได้ตั้งชั่วโมงครึ่งแล้วเชียว ซึ่งเธอก็คิดไปว่าเธอทำได้ดีแล้ว
ไรล์ลี่ขับรถเข้าเมืองจอร์จทาวน์ ผ่านบ้านทรงวิคตอเรียหรูหรา แล้วมาหยุดจอดที่หน้าบ้านเลขที่ที่มารีได้บอกไว้ทางโทรศัพท์ – หน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์อิฐมอญสีแดงที่มีแบบเว้าของหน้าต่างยื่นเป็นเหลี่ยมออกมาสวยงาม เธอนั่งต่อในรถอีกชั่วครู่ ไตร่ตรองอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ในขณะที่พยายามรวบรวมความกล้า
เธอลงจากรถในที่สุด ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นบันไดก็รู้สึกดีใจที่มารีออกมาต้อนรับเธอที่หน้าประตู ในชุดเรียบๆแต่ดูสวยสง่า มารียิ้มแบบซีดๆ หน้าของเธอดูเหนื่อยและล้า ดูจากถุงใต้ดวงตาเธอแล้ว ไรล์ลี่แน่ใจว่าเธอคงจะผ่านการร้องไห้มาแน่และมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เธอกับมารีเจอหน้ากันบ่อยผ่านวิดีโอแชทในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรที่จะปกปิดกันและกันได้หรอก
เมื่อได้กอดกัน ไรล์ลี่รู้สึกทันทีว่ามารีไม่ได้สูงและแข็งแรงอย่างที่เธอนึกภาพไว้ แม้ว่าจะสวมรองเท้าส้นสูงมารีนั้นก็ยังตัวเล็กกว่าเธอ ร่างเธอบอบบางและตัวก็เล็กนิดเดียว นี่ต่างหากที่ทำให้ไรล์ลี่ประหลาดใจ เธอกับมารีได้คุยกันบ่อยมาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้เจอตัวจริงของกันและกัน ร่างเล็กๆของมารียิ่งทำให้เธอดูกล้าหาญมากยิ่งขึ้นที่สามารถเอาตัวรอดจากสิ่งที่เธอประสบมาได้
ไรล์ลี่มองชมบริเวณรอบตัวของเธอ ขณะที่เธอและมารีเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร สภาพห้องนั้นสะอาดหมดจดมากและตกแต่งอย่างมีรสนิยม โดยปกติแล้วนี่คงเป็นที่พำนักอันแสนสุขของสาวโสดที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หากแต่มารีนั้นปิดม่านมิดชิดทำให้ห้องไม่ค่อยสว่าง บรรยากาศมันดูอึดอัดอย่างประหลาด ไรล์ลี่ไม่ค่อยอยากจะยอมรับนักหรอกว่ามันทำให้เธอนึกไปถึงบ้านของตัวเอง
มารีจัดเตรียมอาหารเที่ยงเบาๆไว้แล้วบนโต๊ะรับประทานอาหารที่เธอกับไรล์ลี่กำลังจะนั่งลงทานอาหารกัน ทั้งสองนั่งกันเงียบๆอย่างอึดอัด ไรล์ลี่นั้นเหงื่อแตกอย่างไม่รู้สาเหตุ การได้พบกับมารีทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างมันหวนกลับมา
“อืม…คุณรู้สึกยังไงบ้าง” มารีถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “ที่ได้ออกมาเจอโลกภายนอก”
ไรล์ลี่ยิ้ม มารีนั้นย่อมรู้ดีกว่าใครว่ามันต้องใช้พลังมากแค่ไหนในการขับรถออกมาวันนี้
“ก็โอเคนะ” ไรล์ลี่ตอบ “จริงๆแล้วก็ดีเลยแหละ ฉันแค่เจอช่วงไม่ดีแค่รอบเดียว จริงๆ”
มารีพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“คุณก็ทำสำเร็จแล้วนะ” มารีตอบ “และมันก็กล้าหาญมาก”
กล้าหาญเหรอ ไรล์ลี่คิดในใจ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะใช้สาธยายตัวเองเลย อาจจะเคยเป็น ครั้งนึง ตอนที่เธอยังปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษอยู่ เธอจะกลับไปเรียกตัวเองแบบนั้นอีกได้มั้ยนะ?
“แล้วคุณหล่ะ” ไรล์ลี่ถามกลับ “ออกไปข้างนอกบ่อยมั้ย”
มารีเงียบไป
“คุณไม่ออกนอกบ้านเลยใช่รึเปล่า” ไรล์ลี่ถามอีก
มารีส่ายหน้า
ไรล์ลี่เอื้อมมือไปกุมข้อมือเธอด้วยความเห็นใจ
“คุณต้องลองนะ มารี” เธอให้กำลังใจ “ถ้าคุณปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่แต่ในบ้านแบบนี้ มันก็เท่ากับว่าคุณยังถูกมันกักขังเอาไว้อยู่”
มารีปล่อยก้อนสะอื้นออกมาจากลำคอ
“ฉันขอโทษ” ไรล์ลี่เอ่ย
“ไม่เป็นไรหรอก คุณพูดถูก”
ไรล์ลี่สังเกตมารีอีกครู่หนึ่งในระหว่างทั้งสองรับประทานอาหาร แล้วบรรกาศก็ตกอยู่ในความเงียบงันยาวนาน เธอก็อยากจะคิดนะว่ามารีนั้นเป็นปกติดีแล้ว แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามารียังดูเปราะบางจนน่ากังวลเหลือเกิน มันทำให้เธออดคิดถึงตัวเองไม่ได้ “นี่ตัวเธอมีสภาพแย่แบบนี้เหมือนกันรึเปล่านะ”
ไรล์ลี่นึกสงสัยอยู่เงียบๆว่ามันเป็นการดีรึเปล่าที่จะปล่อยให้มารีใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง อาการเธอจะดีขึ้นมั้ยหากมีสามีหรือมีแฟนมาอยู่ด้วย เธอเก็บความสงสัยนี้ไว้ แต่แล้วเธอก็กลับสงสัยเรื่องเดียวกันกับตัวเอง ไรล์ลี่รู้คำตอบสำหรับเธอทั้งสองดี ว่าคงไม่ เธอทั้งคู่ไม่มีใครอยู่ในอารมณ์หรือความคิดที่จะสานสัมพันธ์กับใคร มันคงจะยิ่งกลายเป็นภาระ
“ฉันเคยขอบคุณคุณรึเปล่า” มารีถามขึ้นทำลายความเงียบ
ไรล์ลี่ยิ้ม เธอเข้าใจดีว่ามารีหมายถึงที่ได้ช่วยชีวิตเธอไว้
“มากมายหลายครั้ง” ไรล์ลี่ตอบ “ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องทำเลย จริงๆ”
มารีใช้ส้อมจิ้มอาหารในจาน
“แล้วฉันเคยขอโทษคุณรึเปล่า”
ไรล์ลี่ประหลาดใจ “ขอโทษเหรอ เรื่องอะไร”
มารีพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“ถ้าคุณไม่ไปช่วยฉันออกมา คุณก็คงไม่ถูกมันจับตัวไว้”
ไรล์ลี่บีบมือมารีเบาๆ
“มารี ฉันทำหน้าที่ของฉัน คุณไม่ควรจะต้องมารู้สึกผิดกับสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของคุณ เท่านี้คุณก็มีอะไรให้ต้องจัดการมากพออยู่แล้ว”
มารีพยักหน้าอย่างรับฟัง
“แค่จะลุกออกจากเตียงทุกวันยังเป็นเรื่องยากเลย” เธอยอมรับ “ฉันเดาว่าคุณคงสังเกตเห็นว่าฉันอยู่แบบมืดๆ ไม่ว่าแสงจากอะไรก็ทำให้ฉันนึกถึงคบเพลิงของมัน ฉันทำไม่ได้แม้กระทั่งจะดูทีวีหรือฟังเพลง ฉันกลัวว่าจะมีใครแอบย่องมาข้างหลังโดยที่ฉันไม่ได้ยินเสียง ไม่ว่าเสียงอะไรก็ทำให้ฉันผวาได้แล้ว”
มารีเริ่มร้องไห้เงียบๆ
ฉันไม่สามารถจะมองโลกใบนี้ได้เหมือนเดิมอีก ไม่อีกแล้ว มันมีความชั่วร้ายอยู่ในโลกภายนอก รอบๆตัวเรา ฉันไม่รู้เลย คนเราจะสามารถกระทำเรื่องชั่วช้าได้ขนาดนี้ ฉันไม่รู้ว่าฉันจะกลับมาไว้ใจใครอีกได้ยังไง”
ในขณะที่มารีร้องไห้ ไรล์ลี่นั้นอยากให้ความมั่นใจกับเธอเหลือเกิน บอกกับเธอว่าเธอนั้นคิดผิดแล้ว แต่อีกใจนึงไรล์ลี่เองก็ไม่มั่นใจว่าเธอนั้นคิดถูก
และแล้ว มารีก็มองหน้าเธอ
“วันนี้คุณมาที่นี่ทำไม” เธอถามขึ้นมาซึ่งๆหน้า
ไรล์ลี่นั้นไม่ทันตั้งตัวกับคำถามตรงไปตรงมาของเธอ – และความจริงแล้วเธอเองก็ไม่รู้เหตุผลที่เธอมาเหมือนกัน
“ไม่รู้สิ” เธอตอบ “ฉันแค่อยากจะมาเยี่ยมคุณ มาดูว่าคุณเป็นยังไงบ้าง”
“มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น” มารีตอบกลับ หรี่ตาลงด้วยความรู้ทัน
บางทีเธออาจพูดถูก ไรล์ลี่คิดในใจ ไรล์ลี่คิดย้อนไปถึงที่บิลมาหาเธอที่บ้าน แล้วเธอก็ตระหนักได้ว่าเหตุผลที่เธอมาวันนี้จริงๆแล้วก็เพราะเรื่องคดีใหม่นั่นเอง เธอต้องการอะไรจากมารีกันนะ? คำแนะนำงั้นเหรอ? คำอนุญาต? คำพูดให้กำลังใจ? ความมั่นใจ? ใจนึงเธอก็อยากให้มารีบอกว่าเธอมันบ้า เพื่อที่จะได้ปล่อยวางและไม่ต้องไปคิดเรื่องเกี่ยวกับบิลอีก แต่บางทีอีกใจนึงของเธอก็อยากให้มารีสนับสนุนให้เธอรับมัน
ในที่สุด ไรล์ลี่ถอนหายใจ
“มีคดีใหม่น่ะ” เธอบอก “อืม ก็ไม่เชิงว่าใหม่หรอก แต่เป็นคดีเก่าที่ยังไม่ได้รับการสะสางน่ะ”
หน้าของมารีออกอาการเกร็งและเครียดขึ้น
ไรล์ลี่กลืนน้ำลาย
“แล้วคุณก็มาเพื่อถามว่าคุณควรจะทำคดีนี้มั้ยงั้นเหรอ” มารีถาม
ไรล์ลี่ยักไหล่ แต่เธอยังคงมองหน้าและค้นหาความมั่นใจและคำให้กำลังใจในดวงตาของมารี และในชั่วขณะจิตนั้นเองที่เธอรู้ซึ้งว่านี่คือจุดประสงค์แท้จริงที่เธอหวังว่าจะนำพาให้เธอมาเจอ
แต่เธอก็ต้องพบกับความผิดหวัง มารีหลบตาและส่ายหน้าช้าๆ ไรล์ลี่นั้นรออย่างจดจ่อกับคำตอบ หากแต่สิ่งที่ตามมานั้นกลับเป็นความเงียบงันไม่มีที่สิ้นสุด ไรล์ลี่สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างพิเศษบางอย่างที่ปั่นป่วนอยู่ภายในมารี
ในความเงียบนั้น ไรล์ลี่มองไปรอบๆอพาร์ทเม้นท์ และสายตาก็หยุดอยู่ที่โทรศัพท์บ้าน เธอรู้สึกแปลกใจที่เห็นสายโทรศัพท์ถูกดึงออกจากปลั๊กกำแพง
“โทรศัพท์คุณเป็นอะไร” ไรล์ลี่ถาม
มารีดูทุกข์อย่างเห็นได้ชัด ไรล์ลี่นึกรู้ได้ทันทีว่าเธอจี้โดนจุดเข้าให้แล้ว
“มันโทรมาไม่หยุดเลย” มารีบอกในเสียงกระซิบที่ฟังแทบไม่รู้เรื่อง
“ใคร”
“ปีเตอร์สัน”
หัวใจของไรล์ลี่เต้นแรงขึ้นไปถึงคอหอย
“ปีเตอร์สันตายไปแล้ว” ไรล์ลี่ตอบกลับด้วยเสียงสั่นเทา “ฉันเป็นคนจุดไฟเผาที่นั่นเอง พวกเขาเจอศพมันด้วย”
มารีส่ายหน้า
“ที่พวกเขาเจออาจจะเป็นศพของใครก็ได้ แต่ไม่ใช่ศพของมัน”
ไรล์ลี่รู้สึกได้ถึงคลื่นของความหวาดวิตก สิ่งที่เธอกลัวที่สุดกำลังถูกเรียกกลับมา
“ทุกคนบอกว่าใช่” ไรล์ลี่บอก
“แล้วคุณก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ?”
ไรล์ลี่ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร นี่ไม่ใช่เวลาจะมาปรับทุกข์กับเธอ ที่สุดแล้วมารีก็คงแค่หลอนประสาทไปเองเท่านั้น แต่เธอจะโน้มน้าวมารีกับสิ่งที่ตัวเธอเองก็ไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยังไง
“มันโทรมาไม่หยุด” มารีบอกอีกครั้ง “มันโทรมาหายใจแล้วก็วางสาย ฉันรู้ว่าต้องเป็นมันแน่ๆ มันยังไม่ตาย มันยังคอยเฝ้าจับตาดูฉัน”
ไรล์ลี่สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวอันเย็นยะเยือกที่คืบคลานเข้ามา
“มันก็อาจเป็นแค่พวกโทรศัพท์ลามกน่ะ” เธอบอกและแสร้งทำใจเย็นไม่ตื่นเต้น “แต่ยังไงเดี๋ยวฉันจะให้ที่องค์กรตรวจสอบให้ ฉันจะบอกให้พวกเขาส่งรถลาดตระเวนมานะถ้าคุณยังกลัวอยู่ พวกเขาจะตามจากบันทึกการโทรได้”
“ไม่!” มารีบอกเสียงเฉียบ “ไม่!”
ไรล์ลี่จ้องเธอกลับด้วยสีหน้างุนงง
“ทำไมหล่ะ” เธอถาม
“ฉันไม่อยากทำให้มันโกรธ” มารีตอบด้วยเสียงเศร้าน่าเวทนา
ไรล์ลี่ตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดวิตก อยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาว่านี่เป็นความคิดที่ผิดมากในการมาที่นี่วันนี้ ถ้าจะได้อะไรกลับไป ก็คงเป็นความรู้สึกที่แย่ลงกว่าเดิม เธอรู้ตัวว่าเธอคงไม่สามารถนั่งอยู่ในห้องกินข้าวอันแสนอึดอัดนี้ต่อไปได้แม้เพียงอึดใจเดียว
“ฉันต้องกลับแล้ว” ไรล์ลี่บอกพร้อมพูดต่อ “ฉันขอโทษด้วย แต่ลูกสาวฉันกำลังรออยู่”
แล้วจู่ๆมารีก็ตะปบคว้าข้อมือไรล์ลี่ไว้ด้วยแรงที่ไม่รู้มาจากไหน จิกเล็บของเธอลงบนผิวไรล์ลี่
เธอจ้องกลับมา ตาสีฟ้าราวน้ำแข็งของเธอคู่นั้นมีความขึงขังจริงจังบางอย่างที่ทำให้ไรล์ลี่ชักกลัว หน้าหลอนๆนั้นทำให้เธอชาไปถึงจิตวิญญาณ
“รับทำคดีซะ” มารีสนับสนุน
ไรล์ลี่เห็นได้จากดวงตาว่ามารีนั้นกำลังสับสนเอาคดีใหม่มาปนกับคดีปีเตอร์สัน หลับหูหลับตาปนกันมั่วเป็นเรื่องเดียวกัน
“ตามหาไอ้สารเลวนั่น” เธอเสริม “แล้วฆ่ามันให้ฉัน”
บทที่ 5
ชายผู้หนึ่งเดินทิ้งระยะเล็กน้อยตามหลังหญิงสาวอย่างระวังตัว แอบมองเธอแว่บหนึ่ง เขาแสร้งทำเป็นหยิบของจิปาถะใส่ลงตะกร้าดังเช่นคนที่มาซื้อของทั่วไป รู้สึกดีใจที่ตัวเองทำตัวไม่ตกเป็นเป้าสายตาได้สำเร็จ ไม่มีใครเดาได้แน่ว่าเขามีอำนาจยังไง
แต่ก็นั่นแหละ ตัวเขาเองไม่ใช่คนที่มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจใครได้อยู่แล้ว ตอนที่ยังเด็กเขาก็เคยรู้สึกราวกับตัวเองเป็นอากาศธาตุ แล้วท้ายที่สุดตอนนี้เขาสามารถทำให้ความไม่เด่นของเขากลับตกลายเป็นข้อได้เปรียบได้
แค่เพียงเมื่อครู่นี้เองที่ตัวเขายืนอยู่ข้างเธอ ห่างกันแค่ไม่ถึงสองฟุต เธอกำลังจับจดกับการเลือกแชมพูจึงไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่เขารู้จักเธอดีทีเดียวหละ ว่าเธอมีชื่อว่า ซินดี้ มีสามีเป็นเจ้าของร้านขายภาพศิลปะ และทำงานอยู่ที่คลินิกรักษาฟรีซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดของเธอ ตอนนี้เธอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใครบางคน ฟังจากเสียงแล้วคงเป็นพี่สาวเธอล่ะมั้ง เธอหัวเราะกับบางอย่างที่ใครคนนั้นคุยกับเธอ หน้าของเขาแดงขึ้นด้วยความโกรธ นึกข้องใจว่าเธอกำลังหัวเราะเขารึเปล่า เหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นทำกับเขา ความโกรธทวีคูณขึ้น
ซินดี้นั้นอยู่ในชุดเสื้อยืดกางกางขาสั้นสวมรองเท้าวิ่งออกกำลังที่ดูแล้วน่าจะมีราคาทีเดียว เขาตามดูตั้งแต่เธอวิ่งออกกำลังจากในรถ รอให้เธอวิ่งเสร็จและเดินเข้าไปซื้อของ เขารู้กิจวัตรวันว่างของเธอดี ประเดี๋ยวเธอก็จะเอาของที่ซื้อไว้กลับไปบ้าน วางส่งๆไว้ก่อนแล้วจึงไปอาบน้ำ และขับรถไปกินข้าวกลางวันกับสามี
รูปร่างสวยงามของเธอนั้นต้องขอบคุณการออกกำลังกาย เธออายุราวๆ 30 ปี แต่ผิวรอบต้นขาของเธอนั้นกลับหย่อนๆไม่ตึงอีกแล้ว เธอน่าจะต้องเคยลดน้ำหนักไม่ว่าในช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง แต่น่าจะเพิ่งเร็วๆนี้ ซึ่งเธอก็ดูจะภูมิใจกับมันอยู่
ทันใดนั้น หญิงสาวเดินลิ่วไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงินที่ใกล้ที่สุด ชายหนุ่มตกใจไม่ทันตั้งตัว เธอเลือกซื้อของเสร็จเร็วกว่าปกติ เขารีบไปต่อแถวข้างหลังเธอแทบจะผลักลูกค้าคนอื่นออกให้พ้นทาง นึกตำหนิตัวเองที่ทำเช่นนั้นอยู่ในใจ
ขณะที่พนักงานกำลังคิดเงินสินค้าของเธออยู่นั้น เขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกโดยตอนนี้ยืนอยู่ใกล้เธอมาก – ใกล้ขนาดที่ได้กลิ่นจากตัวของเธอที่ตอนนี้มีแต่กลิ่นเหงื่อไคลหลังจากการวิ่งออกกำลังกาย เป็นกลิ่นที่เขานั้นหวังจะดมให้คุ้นจมูกในเวลาอันใกล้นี้ หากแต่เมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะมีอีกหนึ่งกลิ่นที่ผสมรวมเข้ามาปนกันกับกลิ่นนี้ – กลิ่นที่ทำให้เขาหลงไหลไปกับความลึกลับและน่าพิศวง
กลิ่นของความเจ็บปวดและหวาดกลัวยังไงล่ะ
ในชั่วขณะหนึ่ง ชายน่าสงสัยผู้นี้รู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขั้นที่เขารู้สึกหวิวๆในหัว เต็มไปด้วยความตื่นเต้นรอแทบไม่ไหว
หลังชำระเงิน หญิงสาวผลักรถเข็นผ่านออกไปทางประตูกระจกอัตโนมัติและมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนจะจ่ายเงินซื้อของในมือแล้วตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องตามเธอกลับบ้าน เขาเคยไปที่นั่นมาแล้ว – เคยแม้กระทั่งเข้าไปในบ้านของเธอ จัดแจงเสื้อผ้าให้เธอก็เคยมาแล้ว เดี๋ยวเขาค่อยไปเฝ้าเธออีกทีหลังเธอเลิกงาน
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานหรอก เขานึกในใจ ไม่นานเลยจริงๆ
*
หลังจาก ซินดี้ แมคคินน่อน กลับขึ้นมาบนรถ เธอนั่งอยู่ตรงนั้นอยู่อีกอึดใจ รู้สึกสั่นๆขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอนึกไปถึงความรู้สึกแปลกๆเมื่อสักครู่ที่เธอเพิ่งรับรู้ได้จากในซูเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับมีคนคอยจ้องมองเธออยู่ ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้น เธอใช้เวลาไม่นานก่อนจะตอบตัวเองได้ว่ามันคือความรู้สึกอะไร
เธอมั่นใจในที่สุดว่าเธอรู้สึกเหมือนกำลังโดนจ้องจะทำร้าย
หญิงสาวตัวสั่นระริก หลายวันมานี้ ความรู้สึกนี้มันเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แล้วเธอก็ดุตัวเองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ
เธอส่ายหัวเอาความคิดพวกนั้นออกจากสมอง ขณะที่กำลังสตาร์ทรถก็พยายามคิดเรื่องอื่นไปด้วย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกันกับเบ็คกี้พี่สาวของเธอ เดี๋ยวช่วงบ่ายวันนี้ ซินดี้จะไปช่วยเธอจัดงานวันเกิดให้ลูกสาววัย 3 ขวบ เต็มที่ทั้งเค้กทั้งลูกโป่ง
มันต้องเป็นวันที่สวยงามแน่ๆ เธอคิดในใจ
บทที่ 6
ไรล์ลี่นั่งมาในรถสปอร์ตอเนกประสงค์ข้างๆกับบิล ที่กำลังเปลี่ยนเกียร์เพื่อดันรถสี่ล้อขององค์กรคันนี้ให้ปีนขึ้นเขาไปได้ เธอเช็ดฝ่ามือไปกับขากางเกง เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเหงื่อถึงออก พอๆกับที่เธอก็ไม่รู้ว่าเธอมาทำอะไรที่นี่นั่นแหละ หลังจากพักงานไปหกสัปดาห์ เธอรู้สึกปรับร่างกายไม่ถูก การได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่นี่มันช่างเหลือจะเชื่อ
ความตึงเครียดอันน่าอึดอัดนี้มันช่างกวนจิตใจไรล์ลี่ยิ่งนัก บิลกับเธอแทบจะไม่ได้พูดอะไรกันเลยระหว่างระยะทางหนึ่งชั่วโมงกว่าที่ขับรถมา ทั้งความสนิทสนม ความขี้เล่น ความสามัคคีกัน – ตอนนี้ไม่รู้มันไปไหนหมด ไรล์ลี่คิดว่าเธอรู้ว่าทำไมบิลถึงทำตัวเหินห่าง เขาไม่ได้ทำไปเพราะหยาบคายหรืออะไร – แต่เป็นเพราะความห่วงกังวล เขาเองดูเหมือนจะยังไม่แน่ใจว่าเธอควรจะกลับมาทำงานแล้วหรือ
พวกเขามุ่งหน้าไปเมืองโมวส์บี้ สถานที่ที่บิลบอกเธอว่าพบเหยื่อฆาตกรรมรายล่าสุด ระหว่างเดินทาง ไรล์ลี่ค่อยๆเก็บรายละเอียดภูมิศาสตร์รอบตัวเธอ ความรู้สึกเดิมของความเป็นมืออาชีพย้อนกลับมา เธอรู้ว่าเธอต้องเรียกสติกลับมา
ตามหาไอ้สารเลวนั่นแล้วฆ่ามันให้ฉัน
คำพูดของมารียังคงหลอนอยู่ในโสตประสาท แนะแนวทางให้เธอ ทำให้ตัดสินใจได้อย่างง่ายๆ
แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ดูเหมือนจะง่ายขนาดนั้น อย่างหนึ่งคือ ตัวเธออดเป็นห่วงเอพริลไม่ได้ การส่งเอพริลไปอยู่บ้านพ่อของเธอไม่ได้เป็นผลดีกับใครก็ตามที่เกี่ยวข้องเลย แต่วันนี้เป็นวันเสาร์และไรล์ลี่ไม่อยากจะรอจนถึงวันจันทร์กว่าจะได้เห็นสถานที่เกิดเหตุ
ความเงียบสงัดเริ่มทำให้เธอกระวนกระวายยิ่งขึ้น และเธอรู้สึกจำเป็นอย่างที่สุดที่จะต้องพูดอะไรบ้าง นึกหาหัวข้อสนทนาในหัวสุดชีวิต จนในที่สุด เธอก็พูดขึ้นมาว่า:
“แล้วคุณจะบอกฉันได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับแม็คกี้?”
บิลหันมาหาเธอหน้าตาแปลกใจ และเธอเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะเธอทำลายความเงียบขึ้นมา หรือเป็นเพราะคำถามขวานผ่าซาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร เธอก็รู้สึกในทันทีว่าไม่น่าจะพูดออกไปเลย หลายคนเคยบอกว่าความตรงไปตรงมาของเธอนั้นอาจทำให้ใครขุ่นเคือง เธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาขวานผ่าซาก – เธอแค่ไม่มีเวลาจะให้เสียแล้ว
บิลถอนใจ
“เธอคิดว่าผมกำลังมีชู้”
ไรล์ลี่กระตุกด้วยความแปลกใจมาก
“อะไรนะ”
“กับงานของผมน่ะ” บิลตอบกลั้วเสียงหัวเราะฝืดๆ “เธอคิดว่าผมกำลังเป็นชู้กับงาน คิดว่าผมรัก ทั้งหมดนี่ มากกว่ารักเธอ
ผมบอกเธอไปหลายหนแล้วว่าเธอกำลังทำตัวไร้สาระ แต่เอาเถอะ ยังไงผมก็จบมันไม่ได้อยู่ดี – ไม่ใช่เรื่องงานของผมก็แล้วกัน”
ไรล์ลี่ได้แต่ส่ายหัว
“ฟังแล้วเหมือนไรอันเลย เขาเคยหึงไม่ลืมหูลืมตาสมัยที่เรายังอยู่ด้วยกัน”
เธอหยุดไว้แค่นั้นไม่บอกความจริงทั้งหมดกับบิล สามีเก่าของเธอไม่ได้หึงเธอกับงาน แต่เขาหึงเธอกับบิลต่างหาก เธอเคยสงสัยว่าไรอันอาจจะมีเหตุผลอะไรรึเปล่า ทั้งๆที่มันเต็มไปด้วยความอึดอัดในวันนี้ เธอกลับรู้สึกดีมากแค่ได้อยู่ใกล้ชิดกับบิล ความรู้สึกนั้นมันเกี่ยวกับงานล้วนๆรึเปล่านะ?
“ผมหวังว่าทริปนี้จะไม่เสียเปล่านะ” บิลพูดขึ้น “คุณรู้ใช่มั้ยว่าที่เกิดเหตุมันถูกเคลียร์พื้นที่ไปหมดแล้ว”
“ฉันรู้ ฉันแค่อยากจะเห็นสถานที่จริงด้วยตัวเอง รูปถ่ายกับรายงานมันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับฉัน”
ไรล์ลี่เริ่มรู้สึกวิงเวียน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเพราะการไต่ระดับความสูงที่พวกเขากำลังขับขึ้นเขาไปเรื่อย ความใจจดใจจ่ออยากจะเห็นก็น่าจะมีส่วนด้วยเหมือนกัน เหงื่อยังคงออกที่ฝ่ามือเธอ
“อีกไกลแค่ไหน” เธอถามขึ้นมาขณะมองป่าที่เริ่มทึบขึ้น ภูมิประเทศเริ่มห่างไกลผู้คนมากขึ้น
“ไม่ไกล”
ไม่กี่นาทีต่อมา บิลเลี้ยวออกจากถนนคอนกรีตเข้าสู่ถนนลาดยางเส้นคู่ รถนั้นเคลื่อนที่ไปด้วยความกระเด้งกระดอนจนมาหยุดอยู่เกือบถึงปากทางเข้าป่าดงดิบ
เขาดับเครื่องยนต์พร้อมกับหันมาทางไรล์ลี่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“คุณแน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้?” เขาถาม
เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วงเรื่องอะไร เขากลัวว่าเธอจะนึกย้อนไปถึงความทรงจำเลวร้ายตอนโดนจับขัง ไม่เป็นไร เพราะนี่มันคนละคดีกัน และฆาตกรก็คนละคนกัน
เธอพยักหน้า
“ฉันแน่ใจ” เธอบอกอย่างไม่ค่อยเชื่อตัวเองซักเท่าไหร่
ไรล์ลี่ลงจากรถและเดินตามบิลออกนอกถนนเข้าไปบนทางเดินผ่านป่าแคบและรกชัฏ เธอได้ยินเสียงน้ำเซาะลงมาจากธารน้ำใกล้ๆ ขณะที่ป่าไม้นั้นรกทึบมากขึ้น เธอเองก็ต้องเดินฝ่าสารพัดกิ่งไม้เตี้ยๆที่ห้อยเป็นอุปสรรคระหว่างทาง และหนามต้นไม้เล็กยิบย่อยเริ่มที่จะเกาะติดขากางเกงเธอแล้ว เธอดูหงุดหงิดเมื่อคิดว่าเดี๋ยวจะต้องมานั่งดึงหนามออกทีละอัน
ในที่สุดเธอและบิลก็มาโผล่ตรงแอ่งลำธาร ไรล์ลี่นั้นเหมือนต้องมนต์ในทันทีกับความสวยงามของสถานที่ แสงยามบ่ายส่องผ่านหมู่ใบไม้ลงมาตกกระทบบนผืนน้ำที่กระเพื่อมเป็นระลอกจนดูน่าเวียนหัว เสียงไหลเซาะของสายน้ำจังหวะสม่ำเสมอนั้นฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย มันน่าแปลกที่คิดว่าที่นี่คือสถานที่เกิดเหตุของอาชญากรรมที่แสนโหดร้าย
“เธอถูกพบตรงนี้” บิลพูดขึ้น เดินนำเธอไปตรงหินก้อนใหญ่
เมื่อเดินมาถึงตรงนั้น ไรล์ลี่ยืนพินิจสิ่งรอบตัวพร้อมสูดหายใจลึก ถูกแล้ว เธอทำถูกแล้วที่มาที่นี่ เธอเริ่มจะรู้สึกแบบนั้น
“ภาพถ่ายล่ะ” ไรล์ลี่ถามหา
เธอนั่งยองๆลงข้างบิลบนหินก้อนใหญ่นั้น และเริ่มพลิกทีละหน้าดูแฟ้มที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ในช่วงสั้นๆหลังจากที่ศพของ
รีบ้า ฟราย ถูกค้นพบ อีกแฟ้มหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยรายงานและภาพถ่ายของคดีเก่าที่เธอและบิลสืบสวนเมื่อหกเดือนก่อน – คดีอันที่พวกเขาปิดไม่สำเร็จ
ภาพถ่ายเหล่านั้นดึงความทรงจำแสนเด่นชัดของฆาตกรรมรายแรก พาเธอย้อนเวลากลับไปยังฟาร์มชนบทแห่งนั้นใกล้กับเมืองแด็กเก็ตต์ เธอจำได้ว่าโรเจอร์สถูกจัดวางท่าทางคล้ายๆกันพิงไว้อยู่กับต้นไม้
“เหมือนคดีเก่าของเรามาก” ไรล์ลี่สังเกต “ผู้หญิงทั้งคู่อายุราวสามสิบกว่า ทั้งคู่มีลูกเล็กๆ นั่นดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีปฏิบัติการของคนร้าย มันคงต้องมีปมเรื่องแม่ เราต้องเช็คไปยังกลุ่มผู้ปกครอง ลองหาดูว่าผู้หญิงสองคนนี้หรือลูกของทั้งสองมีอะไรเกี่ยวพันกันรึเปล่า”
“ผมจะให้คนไปตรวจสอบ” บิลบอก ขณะกำลังจดบันทึก
ไรล์ลี่เทรูปถ่ายและรายงานออกมาดูต่อ เปรียบเทียบภาพถ่ายกับสถานที่จริง
“วิธีรัดคอก็เหมือนกัน, ใช้ริบบิ้นสีชมพู” เธอจับสังเกต “วิกผมอีกแล้ว แล้วยังมีดอกกุหลาบพลาสติกด้านหน้าศพอีก”
ไรล์ลี่ถือรูปถ่ายสองใบเทียบอยู่ข้างกัน
“ตาโดนเย็บเปิดไว้เหมือนกันด้วย” เธอพูดขึ้น “ถ้าฉันจำไม่ผิด ผู้เชี่ยวชาญพบว่าตาของโรเจอร์สถูกเย็บหลังการตาย กับ
ฟรายล่ะเหมือนกันมั้ย?”
“ใช่ ผมเดาว่ามันคงต้องการบังคับให้พวกเธอต้องดูมันต่อถึงแม้จะตายไปแล้ว”
อยู่ๆไรล์ลี่ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอเกือบจะลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว เธอจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่ข้อมูลบางอย่างในคดีกำลังจะลงล็อคและไขกระจ่าง เธอไม่รู้ว่าควรจะต้องรู้สึกยังไง มีกำลังใจ หรือ หวาดกลัว
“ไม่ใช่” เธอบอก “ไม่ใช่แบบนั้น มันไม่สนหรอกว่าพวกเธอจะมองเห็นมันรึเปล่า”
“ถ้างั้น มันทำแบบนั้นทำไม”
ไรล์ลี่ไม่ตอบ ความคิดเริ่มที่จะหลั่งไหลเข้ามาในหัวสมอง เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาแต่เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกออกมาเป็นคำพูดใดๆ – ไม่แม้แต่กับตัวเธอเอง
เธอวางรูปถ่ายสองใบลงบนหิน ชี้จุดรายละเอียดแก่บิล
“มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว” เธอบอกเขา “ศพไม่ได้ถูกจัดวางไว้อย่างดีก่อนหน้าที่เมืองแด็กเก็ตต์ มันพยายามจะเคลื่อนย้ายศพตอนที่ศพมันแข็งทื่อไปแล้ว ถ้าให้ฉันเดา ฉันว่าครั้งนี้มันพาเหยื่อมาที่นี่ก่อนสภาพศพจะแข็งตัว ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่มันจะจับเธอจัดท่าทางได้อย่าง…”
เธอพยายามสะกดความอยากจะจบประโยคลงด้วยคำว่า “อย่างสวยงาม” ไว้ และแล้วเธอก็ตระหนักว่านั่นคือชนิดของคำที่เธอมักเอามาใช้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก่อนการถูกจับไปกักขังทรมาน ใช่แล้ว จิตวิญญาณเธอกำลังกลับมาแล้ว และเธอก็เริ่มรู้สึกถึงความหมกมุ่นเดิมๆที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใน คงไม่มีการใส่เกียร์ถอยแล้วในอีกไม่นานนี้
แต่แบบนั้นมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันนะ?
“ที่ตาของฟรายเป็นอะไรน่ะ” เธอถามพลางชี้ไปที่รูปถ่าย “สีฟ้านั่นดูไม่เหมือนของจริงเลย”
“คอนแท็คเลนส์” บิลตอบ
ความรู้สึกเสียวสันหลังของไรล์ลี่เริ่มหนักขึ้น ศพของ เอลีน โรเจอร์ส ไม่เคยมีคอนแท็คเลนส์ มันเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญ
“แล้วที่เป็นเงาๆบนผิวหนังของเธอล่ะ” เธอถามต่อ
“วาสลีน” บิลตอบ
ข้อแตกต่างสำคัญอีกหนึ่งข้อ เธอรู้สึกว่าความคิดของเธอเริ่มเข้าที่เข้าทางด้วยความเร็วสูง
“ทีมนิติเวชอธิบายเรื่องวิกผมนี่ว่ายังไง” เธอถามบิล
“ยังไม่มีอะไร นอกจากที่มันถูกเย็บต่อกันมาจากเศษๆของวิกผมราคาถูก”
ไรล์ลี่ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก ในคดีที่แล้ว ฆาตกรใช้แค่วิกผมอันเดียวธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เอาหลายๆอันมาเย็บติดกัน อย่างกุหลาบนี่ก็เหมือนกัน มันราคาถูกซะจนทีมนิติเวชก็ไม่สามารถจะตามร่องรอยได้ ไรล์ลี่รู้สึกได้ว่าชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์นั้นกำลังจะถูกประกอบแล้ว – ไม่ใช่จิ๊กซอว์ทั้งหมด แต่ก็เป็นชุดใหญ่เลยหละ
“นิติเวชมีแพลนจะทำยังไงกับวิกผมบ้าง” เธอถามอีก
“เหมือนคราวที่แล้ว – สืบค้นหาจากใยสังเคราะห์ แล้วพยายามเจาะตามร้านขายเครื่องประดับผมต่างๆ”
“พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า” ไรล์ลี่พูดออกมา และสะดุ้งไปกับเสียงพูดดุดันด้วยความมั่นใจของตัวเอง
บิลมองหน้าเธอ ไม่ทันตั้งตัวอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไม”
เธอรู้สึกถึงการหมดความอดทนอันคุ้นเคยกับบิล ความรู้สึกนี้ที่เธอจะมีเวลาที่คิดอะไรล่วงหน้านำเขาไปสองสามก้าว
“ดูนี่ ดูรูปที่มันพยายามจะสื่อให้เราเห็น คอนแท็คเลนส์สีฟ้าทำให้ดวงตาดูเหมือนของปลอม เปลือกตาถูกเย็บไว้ทำให้ดูเหมือนตาเบิกโพลง ร่างกายจัดวางไว้เป็นระบบ ขาแผ่ออกในลักษณะแปลกๆ วาสลีนทำให้ผิวหนังดูเหมือนพลาสติก วิกผมเย็บติดกันจากเศษวิก
หลายๆอัน – ไม่ใช่จากเศษวิกผมของคน แต่เป็นเศษวิกผมของตุ๊กตา มันต้องการให้เหยื่อดูเหมือนตุ๊กตา – เหมือนตุ๊กตาล่อนจ้อนในตู้โชว์”
“พระเจ้า” บิลอุทาน จดบันทึกด้วยความตื่นเต้น “ทำไมคราวที่แล้วเราถึงคิดไม่ออก ตอนที่อยู่เมืองแด็กเก็ตต์น่ะ”
คำตอบมันชัดเจนมากสำหรับไรล์ลี่ ซึ่งเธอได้แต่อดกลั้นเสียงคำรามด้วยหมดความอดทน
“มันยังไม่เก่งพอ” เธอบอก “มันยังคิดหาวิธีว่าจะสื่อความนัยนี้ยังไงอยู่เลย คงจะเรียนไปทำไปนั่นแหละ”
บิลเงยหน้าขึ้นจากสมุดโน๊ตแล้วส่ายหน้าอย่างชื่นชม
“ให้ตาย ผมคิดถึงคุณจริงๆ”
ถึงไรล์ลี่จะรู้สึกปลื้มกับคำชมนั้นมากเท่าไหร่ เธอก็รู้ดีว่ายังมีที่เด็ดกว่านี้ที่เธอจะคิดได้อีก และเธอก็รู้จากประสบการณ์แรมปีว่าไปบังคับความคิดให้มันมาไม่ได้ เธอแค่ต้องผ่อนคลายและปล่อยให้มันแล่นมาหาเธอเอง เธอนั่งยองๆบนหินอย่างเงียบๆ รอให้ความคิดมันแล่นมา ขณะที่รอไปเธอก็หยิบหนามออกจากขากางเกงไปด้วย
อะไรมันจะยุ่งวุ่นวายอย่างนี้ เธอนึกในใจ
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็หยุดอยู่บนหินใต้ฝ่าเท้าเธอ มีหนามเล็กอื่นๆอยู่ตรงนั้น บางอันเต็มแท่งบางอันก็หักเป็นส่วน วางรวมอยู่ในกองหนามที่เธอเพิ่งจะดึงออกเมื่อสักครู่
“บิล” เธอเรียกเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น “หนามเล็กๆพวกนี้มันอยู่ตรงนี้รึเปล่าตอนที่คุณพบศพ”
บิลยักไหล่ก่อนตอบ “ผมไม่รู้”
มือของเธอทั้งสั่นทั้งเหงื่อออกมากว่าปกติ เธอคว้ากองรูปถ่ายแล้วสับดูเรื่อยๆจนเจอภาพด้านหน้าของศพ ตรงนั้น ระหว่างขาที่วางเหยียดของเธอ ตรงแถวๆดอกกุหลาบ มีรอยเปื้อนเล็กน้อยเป็นกลุ่ม นั่นคือกลุ่มหนาม – หนามที่เธอเพิ่งจะพบ แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะสำคัญเลย ไม่มีใครใส่ใจจะถ่ายรูปมันให้ใกล้ ให้ชัดกว่านี้ และก็ไม่มีใครใส่ใจแม้กระทั่งจะปัดมันออกเพื่อทำความสะอาดตอนที่เคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ
ไรล์ลี่หลับตาลง ปล่อยให้จินตนาการพาเธอแล่นไป รู้สึกมึนงงและเวียนหัว นี่เป็นอาการที่เธอรู้จักดีเลยทีเดียว – ความรู้สึกที่เหมือนกำลังหล่นลงไปในนรก ลงไปในโพรงความมืด ลงไปในห้วงความคิดของฆาตกร เธอกำลังคิดเอาใจเธอไปใส่ใจของมัน เอาตัวเธอเข้าไปสู่ประสบการณ์ของมัน ในสถานที่อันตรายและน่ากลัว แต่นี่ก็คือที่ของเธอ อย่างน้อยก็ตอนนี้ เธอจึงอ้าแขนรับมันเอาไว้
ไรล์ลี่รับรู้ได้ถึงความมั่นใจของฆาตกรขณะที่มันลากศพลงไปตามทางสู่ธารน้ำ มั่นใจมากว่าจะไม่มีใครจับได้ ไม่รีบเลยแม้แต่น้อย คงจะมีฮัมเพลงและผิวปากด้วยซ้ำ
เธอเห็นถึงความอดทน ความประณีต และฝีมือ ขณะที่มันกำลังจัดท่าทางให้ศพบนหินโขดใหญ่
เธอมองเห็นเหตุการณ์น่าเขย่าขวัญนี้ผ่านมุมมองของมัน รู้สึกได้ถึงความพึงพอใจเป็นอย่างมากกับงานที่เสร็จสิ้นลงด้วยดี – ความรู้สึกเดียวกันกับความอิ่มเอมใจเวลาที่เธอไขปริศนาคดีได้ มันต้องเคยนั่งยองๆบนโขดหินนี้มาก่อน หยุดพักเหนื่อยไปเพียงครู่ – หรือจะหยุดนานแค่ไหนก็ได้ที่มันต้องการ – แล้วชื่นชมกับงานฝีมือของตัวเอง
แล้วขณะที่มันทำเช่นนั้น มันก็ดึงหนามออกจากกางเกงไปด้วย ค่อยดึงอย่างไม่รีบร้อน ไม่ได้ใส่ใจที่จะรอให้ตัวเองหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนแล้วค่อยจัดการดึงหนามออกหรืออะไร และเธอก็แทบจะได้ยินเสียงของมันเอ่ยสิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกไป
“อะไรมันจะยุ่งวุ่นวายอย่างนี้”
ถูกแล้ว มันถึงขนาดมีเวลามานั่งดึงหนามออก
ไรล์ลี่อ้าปากค้าง ดีดเปลือกตาลืมขึ้น สัมผัสจากหนามในมือของเธอทำให้เธอเห็นว่ามันเหนียวหนึบหนับและตรงปลายแหลมนั่นก็คมพอที่จะทิ่มจนเลือดออกได้
“เก็บพวกหนามนี่ไปเป็นหลักฐาน” เธอสั่ง “เราอาจจะเจอดีเอ็นเอบางอย่างก็ได้”
ตาของบิลเบิกโตขึ้นพร้อมดึงถุงซิปและคีมคีบออกมาในทันที ขณะที่เขากำลังทำงาน สมองของเธอก็แล่นต่อไป ยังไม่เสร็จสิ้นซะทีเดียว
“พวกเราคาดการณ์ผิดมาตลอด” เธอเสริม “นี่ไม่ใช่เหยื่อรายที่สองของมัน แต่เป็นรายที่สามต่างหาก”
บิลหยุดและเงยหน้ามองเธออย่างตกตะลึง
“คุณรู้ได้ยังไง?” บิลถาม
ร่างกายของไรล์ลี่บีบรัด ขณะเธอพยายามจะควบคุมความสั่นเทิ้มของร่างกาย
“มันเริ่มจะเก่งมากเกินไปแล้ว ระยะฝึกหัดจบลงแล้ว มันกลายเป็นมืออาชีพไปแล้วในตอนนี้ และโชคก็เพิ่งจะเข้าข้างมัน มันรักในการทำงาน ไม่สิ ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สาม เป็นอย่างน้อย
คอของเธอเริ่มฝืด เธอกลืนน้ำลายแรง
“และเวลาก็เหลือไม่มากพอก่อนจะมีรายต่อไปเกิดขึ้น”
บทที่ 7
บิลรู้สึกเหมือนตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยคลื่นนัยน์ตาสีฟ้า ไม่มีคู่ไหนเป็นของจริง ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะเก็บเอาคดีมาฝันร้าย และเขาก็ไม่ได้กำลังฝันร้ายอยู่ – หากแต่มันรู้สึกราวกับเป็นความฝันอันน่าสะพรึง ใจกลางร้านขายตุ๊กตาที่ตรงนี้ ดวงตาสีฟ้าคู่เล็กๆมันมีอยู่ทั่วทุกมุม ทั้งหมดมีดวงตาเบิกโพลงวิบวับและจับจ้องบ
ริมฝีปากสีทับทิมของตุ๊กตาที่ส่วนมากกำลังฉีกยิ้มอยู่นั้น ทำให้แลดูน่าสะพรึงกลัว เช่นเดียวกับผมปลอมที่ถูกหวีรวบตึงไว้อย่างแข็งๆและขยับเขยื้อนไม่ได้ ระหว่างซึบซับเอารายละเอียดเหล่านี้อยู่นั้น บิลเพิ่งนึกประหลาดใจว่าทำไมเขาถึงพลาดในการตีความนัยน์ของเจ้าฆาตกรไปได้ – จุดประสงค์ที่ต้องการทำให้เหยื่อดูใกล้เคียงกับตุ๊กตามากเท่าที่จะทำได้ ซึ่งที่สุดแล้วต้องพึ่งไรล์ลี่ในการเชื่อมความเกี่ยวพันกันของสิ่งเหล่านั้น
ขอบคุณพระเจ้าที่เธอกลับมา เขาคิดในใจ
แต่ถึงอย่างนั้น บิลก็ยังอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ เขาเคยอึ้งกับการทำคดีของเธอตั้งแต่สมัยคดีเมืองโมวส์บี้แล้ว แต่หลังจากที่เขาขับรถกลับไปส่งเธอที่บ้าน ดูเธอเหนื่อยและล้าเหลือเกิน เธอแทบไม่ได้พูดอะไรกับเขาระหว่างทางขากลับ มันอาจจะมากเกินไปสำหรับเธอรึเปล่า
ไม่ว่าอย่างไร บิลก็ยังคงหวังให้ไรล์ลี่มาอยู่ด้วยตรงนี้ในเวลานี้ เธอคิดว่ามันเป็นการดีที่ทั้งสองจะแยกกันหาหลักฐานเพื่อให้เสร็จไวยิ่งขึ้น ซึ่งเขาก็ปฏิเสธข้อนั้นไม่ได้ เธอส่งหน้าที่ให้เขารับผิดชอบบริเวณร้านขายตุ๊กตาในขณะที่เธอจะไปสำรวจสถานที่เกิดเหตุของคดีเก่าเมื่อหกเดือนก่อน
บิลเดินสำรวจไปรอบๆ ยังคิดอะไรไม่ออก นึกสงสัยว่าหากไรล์ลี่ได้เห็นร้านขายตุ๊กตานี้แล้วจะมีความเห็นว่าอย่างไร ร้านนี้เป็นร้านที่หรูหราที่สุดจากทุกร้านที่เขาไปสำรวจมาวันนี้ ตั้งอยู่ในชานเมืองของแคปิตอลเบลท์เวย์ ดูท่าร้านนี้คงจะมีนักช็อปไฮโซจากครอบครัวเศรษฐีในเทศมณฑลนอร์ธเทิร์นเวอร์จิเนียเป็นลูกค้าอยู่เป็นกระบุง
เขาเดินเลือกดูไปเรื่อยและสะดุดตากับตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวจิ๋ว ด้วยโทนผิวสีซีดและรอยยิ้มปากคว่ำมันยิ่งเตือนให้เขานึกถึงเหยื่อรายล่าสุด ถึงแม้ว่าตุ๊กตาจะใส่เสื้อผ้าครบอยู่ในชุดเดรสสีชมพูมีระบายลูกไม้ทั้งที่ปกคอ, ข้อมือ, และชายเดรส ตัวตุ๊กตานั้นยังนั่งอยู่ในท่าที่คล้ายกันอย่างน่าวิตกจริต
แล้วทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงพูดขึ้นทางด้านขวา
“ดิฉันว่าคุณกำลังดูผิดโซนแล้วมั้งคะ”
บิลหันกลับไปพบว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับหญิงสาวร่างเล็กพร้อมรอยยิ้มต้อนรับ เธอมีออร่าบางอย่างที่บอกว่าเธอคงเป็นเจ้าของที่นี่
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ” บิลถาม
หญิงสาวขำเล็กน้อย
“ก็เพราะว่าคุณไม่มีลูกสาวน่ะสิคะ ฉันดูออกว่าผู้ชายคนไหนมีหรือไม่มีลูกตั้งแต่เห็นที่หน้าประตูร้านเลยล่ะค่ะ อย่าถามนะคะว่าทำได้ยังไง ฉันเดาว่ามันคงเป็นคล้ายๆสัญชาตญาณ
บิลนั้นทึ่งกับความรอบรู้ของหญิงสาว และออกจะประทับใจด้วย
เธอผายมือออกไปหาเขา
“รูธ เบนเก้ ค่ะ” เธอแนะนำตัว
บิลจับมือทักทายกับเธอ
“บิล เจฟฟรี่ส์ ครับ ผมเดาว่าคุณคงเป็นเจ้าของร้าน”
เธอหัวเราะเบาๆอีกครั้ง
“คุณเองก็ดูเหมือนจะมีสัญชาตญาณเหมือนกันนะคะ” เธอล้อเขาเล่น “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ว่าแต่ว่าคุณมีลูกชายใช่มั้ยคะ ฉันเดาว่าน่าจะเป็นลูกชายทั้งสามคน”
บิลยิ้มรับ คงต้องยอมรับว่าสัญชาตญาณเธอจัดว่าค่อนข้างแม่นเลยทีเดียว เธอกับไรล์ลี่น่าจะเข้ากันได้ดี
“สองคนครับ” เขาตอบ “แต่ก็เดาได้เฉียดฉิวมาก”
เธอยังคงขำเล็กๆ
“อายุเท่าไหร่คะ” เธอถามต่อ
“แปด กับ สิบขวบครับ”
เธอมองไปรอบๆร้าน
“ฉันไม่รู้ว่าในร้านจะมีอะไรที่พวกเขาเล่นได้มั้ย เอ้อ อันที่จริงฉันพอมีตุ๊กตาทหารเท่ๆอยู่ที่ช่องถัดไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้ชายสมัยนี้ยังชอบเล่นแบบนี้กันอยู่รึเปล่า เดี๋ยวนี้เห็นเล่นกันแต่วิดิโอเกมส์ แถมยังเป็นแบบรุนแรงเลือดสาดอีกต่างหาก”
“ผมก็ว่าอย่างนั้น”
เธอหรี่ตามองเขาอย่างประเมิน
“คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อตุ๊กตาใช่มั้ยคะ” เธอถามเขา
บิลยิ้มพร้อมส่ายหน้า
“คุณนี่เก่งนะครับ” เขาตอบเธอกลับไป
“คุณเป็นตำรวจรึเปล่าคะ อาจจะใช่รึเปล่า” เธอถามอีก
บิลหัวเราะเงียบๆแล้วดึงตราประจำตัวออกมา
“ก็ไม่เชิงนะครับ แต่ก็ใกล้เคียง”
“นี่มันอะไรกันคะ!” เธอถามอย่างกังวล “เจ้าหน้าที่เอฟบีไอต้องการอะไรจากร้านเล็กๆของฉันเนี่ย ฉันถูกหมายหัวอะไรรึเปล่าคะ”
“ก็ทำนองนั้นครับ” บิลบอก “แต่คุณไม่ต้องกังวลไป จากการสืบข้อมูลของเรา ร้านของคุณเพียงแต่เป็นหนึ่งในหลายๆร้านในละแวกนี้ที่ขายของเก่าสะสมและตุ๊กตาที่ระลึกเท่านั้น”
อันที่จริงแล้ว บิลเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า อะไร คือสิ่งที่เขากำลังค้นหา ไรล์ลี่แค่เพียงแนะนำให้เขาตรวจสอบสถานที่พวกนี้ เผื่อว่าเจ้าฆาตกรอาจจะเคยมาบ่อยๆ – หรืออย่างน้อยอาจจะเคยแวะมาบ้างเป็นครั้งคราว เขาเองไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เธอคาดหวังว่าจะเจอ หรือเธอหวังว่าจะเจอฆาตกรตัวเป็นๆที่นั่น? หรือหวังว่าจะเจอพนักงานที่อาจจะเคยเห็นเจ้าฆาตกรมาก่อน?
ไม่คิดว่าจะพวกเขาจะเคยเห็นมันหรอกนะ หรือถึงแม้จะเคยเจอ ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่พวกเขาจะคิดว่ามันเป็นอาชญากร พวกผู้ชายที่เข้ามาที่ร้านนี้มันน่าจะเป็นพวกวิตถารซะมากกว่า
ไรล์ลี่น่าจะกำลังพยายามทำให้เขาได้เข้าใจวิธีการตกผลึกทางความคิดของเจ้าฆาตกรนั่นมากกว่า เช่นวิธีการมองโลกของมัน ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น เขาว่าเธอคงจะต้องผิดหวังเสียแล้ว เขาแค่ไม่มีมันสมองหรือความสามารถในการอ่านใจฆาตกรเหมือนอย่างที่เธอมี
สำหรับเขาแล้วตอนนี้ดูเหมือนเธอกำลังหว่านแห มีร้านขายตุ๊กตาตั้งมากมายหลายสิบร้านภายในระยะวิถีที่พวกเขาออกสำรวจ เขาคิดกับตัวเองว่าเธอควรจะให้ทีมนิติเวชเป็นฝ่ายตามหาคนทำตุ๊กตาต่อน่าจะดีกว่า ถึงแม้ว่าผ่านมาจนวันนี้แล้ววิธีนั้นก็ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร
“ฉันอยากจะถามว่ามันเป็นคดีเกี่ยวกับอะไร” รูธกล่าว “แต่ฉันน่าจะไม่ควรถามใช่มั้ยคะ”
“ครับ” บิลตอบ “ไม่ควรจะถาม”
มันก็ไม่เชิงว่าคดีจะเป็นความลับอะไรแล้ว – มันไม่ใช่ความลับตั้งแต่คนของวุฒิสมาชิกนิวโบรออกมาแถลงข่าวแล้วล่ะ
ตอนนี้สื่อเล่นข่าวนี้กันอย่างหนัก เหมือนเช่นทุกครั้ง ตอนนี้องค์กรกำลังหน้ามืดกับพวกโทรศัพท์ก่อกวน อินเตอร์เน็ตก็ลือหึ่งไปด้วยทฤษฎีแปลกประหลาดเต็มไปหมด เรื่องราวทั้งหมดมันกลายเป็นฝันร้ายไปแล้ว
ก็แล้วทำไมจะต้องบอกเรื่องพวกนี้ให้เธอรู้ด้วย? เธอดูเป็นคนจิตใจดี และร้านของเธอก็ดูดีงามไม่มีพิษมีภัยจนบิลไม่อยากจะทำให้เธอกังวลกับอะไรที่ดูร้ายกาจและน่าตกใจอย่างเช่นฆาตกรต่อเนื่องผู้หมกหมุ่นกับตุ๊กตา
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็อยากจะรู้อยู่เรื่องหนึ่ง
“บอกผมหน่อยได้มั้ยครับ” บิลเอ่ย “คุณขายของให้พวกผู้ใหญ่มากแค่ไหน – ผมหมายถึงผู้ใหญ่ที่ไม่มีลูก”
“อ๋อ นั่นเป็นลูกค้าหลักของฉันเลยนะคะ ส่วนมากก็จะเป็นพวกนักสะสม”
บิลรู้สึกฉงนกับคำตอบ เขาไม่มีทางจะเดาออกมาแบบนี้ได้เลย
“ทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นพวกนักสะสม” เขาถาม
หญิงสาวยิ้มแปลกจางๆ และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“เพราะว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตาย คุณบิล เจฟฟรี่ส์”
ฟังถึงตรงนี้บิลถึงกับสะดุ้ง
“อะไรนะครับ” เขาเริ่มไม่แน่ใจ
“เมื่อเราอายุมากขึ้น เราก็จะต้องสูญเสียคนรอบตัว เพื่อนและครอบครัวของเราต้องจากไป เราจะเศร้าโศกเสียใจ ตุ๊กตาทำให้เวลาของเราหยุดหมุน พวกมันทำให้เราลืมความเจ็บปวด ปลอบโยนและปลอบประโลมใจเรา คุณลองดูรอบๆสิคะ ฉันมีตุ๊กตาบางตัวที่อายุเกือบร้อยปีและบางตัวก็ยังใหม่อยู่มาก อย่างน้อยๆกับตุ๊กตาบางตัวนั้นคุณก็แยกแทบไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวไหนใหม่ตัวไหนเก่า พวกมันไม่มีวันแก่
บิลกวาดตามองไปรอบตัว รู้สึกขนหัวลุกไปกับนัยน์ตาร้อยปีสารพัดคู่ที่กำลังจ้องมองเขากลับมา นึกอยากรู้ว่าตุ๊กตาพวกนี้อยู่ทนทายาดมานานกว่าคนจำนวนเท่าไหร่ เขาข้องใจว่าพวกมันจะได้เห็นอะไรมาบ้าง – ความรัก, ความโกรธ, ความเกลียด, ความโศกเศร้า, ความรุนแรง ซึ่งแล้วทำไมยังสามารถที่จะจ้องตอบกลับมาด้วยสายตาอันว่างเปล่าได้อย่างนั้น เขาไม่เข้าใจเลย
คนเราควรต้องเดินตามอายุ เขาคิดกับตัวเอง พวกเขาควรต้องแก่ลง มีรอยตีนตา และมีผมขาว อย่างเช่นที่บิลเองก็มี จากความมืดมนและความน่ากลัวที่มีอยู่ในโลกใบนี้ จากที่เขาเคยประสบพบมา เขาคิดว่ามันคงจะเป็นกรรมหากเขายังดูไม่เปลี่ยนไปเลย ภาพฉากเหตุการณ์ฆาตกรรมนั้นยังฝังอยู่ภายในของเขาไม่ไปไหน และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่อยากจะดูหนุ่มอีกต่อไป
“พวกมันก็—เป็นสิ่งไม่มีชีวิต” บิลพูดออกมาในที่สุด
รอยยิ้มของเธอเปลี่ยนเป็นขมขื่น เกือบจะเป็นสังเวช
“คุณคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอคะคุณบิล ลูกค้าส่วนมากของฉันไม่คิดแบบนั้น ตัวฉันก็ไม่แน่ใจว่าเห็นด้วยกับคุณเช่นกัน”
ความเงียบผิดปกติเข้าปกคลุม หญิงสาวทำลายมันด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ เธอยื่นโบรชัวร์สีสดใสมีรูปตุ๊กตามากมายให้แก่เขา
“ฉันกำลังจะเดินทางไปหอประชุมในวอชิงตันดีซี คุณอาจจะอยากไปด้วยกัน ไม่แน่มันอาจจะทำให้คุณเกิดไอเดียบางอย่างในสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่”
บิลขอบคุณหญิงสาวและเดินออกจากร้าน รู้สึกขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่องหอประชุมนั้น เขาได้แต่หวังว่าไรล์ลี่อาจจะไปกับเขา พลางนึกขึ้นมาได้ว่าเธอนั้นจะต้องไปสอบปากคำวุฒิสมาชิกนิโบรและภริยาในช่วงบ่ายวันนี้ มันเป็นนัดที่สำคัญซะด้วยสิ – ไม่ใช่แค่เพียงเพราะท่านวุฒิสมาชิกอาจจะมีข้อมูลอะไรดีๆ หากแต่เป็นเหตุผลทางการทูตต่างหาก นิวโบรนั้นตามเร่งเรื่องกับองค์กรประหนึ่งเอาไฟลนก้น ไรล์ลี่เป็นเพียงเจ้าหน้าที่รับหน้าที่มาเพื่อโน้มน้าวให้วุฒิสมาชิกเข้าใจว่าเราพยายามทำอย่างดีที่สุดมาโดยตลอด
แต่เธอจะโผล่มามั้ยนะ? บิลนึกสงสัย
เหมือนเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลื่อเชื่อที่เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก จนถึงเมื่อ 6 เดือนก่อน ไรล์ลี่ยังเป็นหลักยึดเหนี่ยวในชีวิตของเขาอยู่เลย บิลไว้ใจฝากชีวิตไว้กับเธอ หากแต่ความเศร้าซึมอย่างเห็นได้ชัดของเธอนั้นทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้
เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดถึงเธอ ถึงบางครั้งจะมีซึมไปบ้างเวลาเจอสมองคิดไวกว่าปรอทของเธอเข้าไป แต่อย่างไรซะเขาก็ต้องการเธอในงานแบบนี้ นอกจากนั้นบิลยังตระหนักแล้วว่าเขาต้องการมิตรภาพจากไรล์ลี่
หรือลึกๆแล้ว มันจะมีอะไรมากกว่านั้น?
บทที่ 8
ไรล์ลี่ขับรถลงจากทางด่วนสองเลน ปากก็จิบเครื่องดื่มชูกำลังและเปิดกระจกรถไว้ ช่างเป็นเช้าที่มีแสงแดดอบอุ่น กลิ่นอ่อนๆของมัดฟางอบอวลอยู่ในอากาศ ทุ่งหญ้าขนาดพอประมาณที่รายล้อมนั้นมีวัวควายอยู่เป็นหย่อมๆ จรดขอบทุ่งด้วยตีนภูเขาทั้งสองด้าน เธอชอบที่นี่
หากแต่เธอต้องเตือนตัวเองว่าเธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่นชมบรรยากาศ เธอมีงานที่ต้องสะสาง
ไรล์ลี่เลี้ยวผ่านเข้าไปในถนนหินกรวดเก่าทรุดโทรม ขับต่อไปอีกสักนาทีสองนาทีเธอก็มาถึงทางแยก เธอเลี้ยวเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ขับเข้าไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็จอดรถไว้ตรงไหล่ทาง
เธอลงจากรถแล้วเดินข้ามไปยังลานกว้างที่มีต้นโอ๊คสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ทางเหนือของทิศบูรพา
ที่นี่นั่นเอง สถานที่ที่พบศพของ เอลีน โรเจอร์ส – จัดวางเก้ๆกังๆพิงต้นไม้ไว้ เธอกับบิลเคยมาที่นี่ด้วยกันเมื่อหกเดือนก่อน ไรล์ลี่เริ่มจินตนาการภาพเหตุการณ์ในมโนภาพของเธอ
สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือสภาพอากาศ ย้อนกลับไปช่วงนั้นเป็นช่วงกลางเดือนธันวาคม เป็นช่วงที่หนาวสุดขั้วหัวใจ หิมะบางๆแผ่ปกคุมไปทั่วบริเวณ
กลับเข้าไป เธอบอกกับตัวเอง กลับเข้าไปสัมผัสความรู้สึกนั้น
เธอสูดหายใจลึก เข้าและออกๆ จนกระทั่งรับรู้ได้ถึงความเย็นเฉียบที่เวียนผ่านหลอดลมเข้ามา แทบจะเห็นเป็นก้อนน้ำแข็งหนาทึบปกคลุมทุกลมหายใจเข้าออก
ศพอันเปลือยเปล่านั้นแข็งทื่อราวกับโดนแช่แข็ง มันตอบยากที่จะระบุว่าบาดแผลใดบนร่างกายของเธอเป็นรอยแผลที่เกิดจากมีด และรอยไหนเป็นเพียงแค่รอยแยกรอยปริแตกที่เกิดจากอากาศอันหนาวเหน็บ
ไรล์ลี่เรียกภาพเหตุการณ์กลับมา กวาดตาไปในทุกรายละเอียด ทั้งวิกผม รอยยิ้มที่ฉาบไว้ เปลือกตาที่ถูกเย็บเปิด ดอกกุหลาบพลาสติกที่วางระหว่างขาของศพกลางหิมะ
ภาพในมโนของเธอนั้นเริ่มชัดเจนแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ให้เธอทำเช่นเดียวกับเมื่อวาน – รับสัมผัสผ่านประสบการณ์ของฆาตกร
เธอหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยตัวผ่อนคลายและก้าวลงสู่ความมืดของเหวลึก ยินดีต้อนรับความวิงเวียนและมึนศีรษะขณะหลุดเข้าสู่ห้วงความคิดของอาชญากร เพียงไม่นานเธอก็มายืนอยู่ข้างๆมัน มองเห็นทุกอย่างที่มันเห็น รับรู้ทุกอารมณ์ที่มันรู้สึก
เขากำลังขับรถมาที่นี่ในตอนดึก แลดูขาดความมั่นใจ มองถนนด้วยความกระวนกระวาย กังวลกับหิมะที่อยู่ใต้ล้อรถ จะทำอย่างไรถ้าหากเขาเกิดควบคุมรถไม่อยู่ลื่นไถลลงคูน้ำ เขามีศพอยู่บนรถด้วย ต้องโดนจับได้แน่ เขาต้องขับต่อไปอย่างระมัดระวัง ได้แต่ภาวนาให้ฆาตกรรมรอบที่สองนี้จะง่ายกว่ารอบแรก แต่ยังไงเสียก็ยังกังวลจนประสาทจะเสียอยู่ดี
เขาจอดรถลงตรงนี้ ลากร่างของหญิงสาวออกมาภายนอก – ไรล์ลี่เดาว่าน่าจะอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าแล้ว หากแต่ร่างนั้นแข็งทื่อไปแล้วจากภาวะแข็งตัวหลังเสียชีวิต เขาไม่ได้คิดถึงข้อนี้มาก่อน นั่นทำให้เขาหัวเสีย ทำลายความมั่นใจลง และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือมันมืดจนไม่ว่าจะทำอะไรก็มองเห็นไม่ค่อยชัด แม้ว่าจะมีแสงจากไฟหน้ารถสาดกระทบกับต้นไม้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ท้องฟ้าค่ำคืนนี้มันมืดสนิทเกินไป เขาจดบันทึกลงในหัวว่าคราวหน้าหากเป็นไปได้จะต้องจัดการเรื่องนี้ในตอนกลางวัน
เขาลากร่างหญิงสาวมาที่ต้นไม้พยายามจะจัดวางท่าตามที่มโนภาพไว้ในหัว มันไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเท่าใดนัก ศีรษะของหญิงสาวนั้นเอียงลงด้านซ้าย แข็งทื่อจากการภาวะแข็งตัว เขาทั้งดึงทั้งบิด แม้จะหักคอแล้วก็ยังไม่สามารถจะจัดให้นั่งมองตรงไปข้างหน้าได้
แล้วเขาจะแบะขาออกวางตามที่คิดได้ยังไง? เมื่อขาหนึ่งข้างมันอยู่ในสภาพบิดเบี้ยวอย่างนั้น เขาไม่มีทางเลือกนอกจากเดินไปหยิบไขควงเหล็กขันล้อออกมาจากกระบะท้ายรถแล้วทุบไปที่ต้นขากับหัวเข่า หลังจากนั้นก็บิดขาได้ตามทิศทางที่ต้องการ หากแต่ยังไม่พอใจอยู่ดี
จนสุดท้าย เขาก็ทิ้งริบบิ้นไว้รอบคอของเธอตามหน้าที่ จัดการวิกผมบนศีรษะของเธอ และจัดการกับดอกกุหลาบกลางหิมะ แล้วจึงกลับไปขึ้นรถขับออกไปอย่างผิดหวังและไม่ได้ดั่งใจ ในขณะที่ก็หวาดกลัวไปด้วย ซุ่มซ่ามแบบนี้นี่ตัวเขาทิ้งร่องร่อยหลักฐานสำคัญอะไรไว้หรือเปล่า? เขารีเพลย์ทุกการกระทำในหัวแต่ก็ยังไม่แน่ใจ
เขารู้ตัวว่าจะต้องทำให้ดีกว่านี้ในคราวหน้า สัญญากับตัวเองว่าจะพัฒนายิ่งขึ้น
ไรล์ลี่เปิดเปลือกตาขึ้น ปล่อยให้ภาพซ้อนทับของฆาตกรมลายหายไป เธอพอใจกับผลงานในขณะนี้ ที่ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองโดนครอบงำโดยความสั่นกลัว และได้เห็นมุมมองที่มีค่า เธอได้เรียนรู้ว่าฆาตกรนั้นเรียนรู้และพัฒนาฝีมืออย่างไร
เธอหวังว่าเธอจะรู้อะไรบ้าง – อะไรก็ได้ – เกี่ยวกับฆาตกรรมรายแรกของเขา เธอมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกในตอนนี้ว่าเขาจะต้องเคยฆ่ามาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง นี่เป็นผลงานของเด็กฝึกหัด แต่ก็ไม่ใช่มือใหม่ซะทีเดียว
ในขณะที่ไรล์ลี่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ อะไรบางอย่างที่ต้นไม้มันสะดุดตาเธอ เป็นรอยขีดเส้นสีเหลืองตรงรอยแยกของลำต้นไม้เหนือศีรษะเธอขึ้นไปนิดหนึ่ง
เธอเดินวนไปอีกด้านของต้นไม้แล้วแหงนมองขึ้นไป
“มันเคยกลับมาที่นี่!” ไรล์ลี่หลุดเสียงดังออกมา ความหวิวและขนหัวลุกแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย เธอกวาดตามองรอบอย่างหวั่นๆ ดูเหมือนตอนนี้ไม่มีใครอยู่แถวนี้
ที่ถูกผูกติดกับกิ่งไม้ห้อยลงมาจ้องหน้าไรล์ลี่นั้นคือ ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงล่อนจ้อนผมสีบลอนด์ อยู่ในท่าที่เหมือนกับที่ฆาตกรต้องการให้เหยื่อเป็น
ตุ๊กตานี่น่าจะเพิ่งมาอยู่ไม่นาน – อย่างมากก็สามหรือสี่วัน มันยังไม่โดนลมตีหลุดหรือมีรอยคราบเปื้อนจากฝน ฆาตกรเคยกลับมาที่นี่ตอนกำลังเตรียมตัวก่อเหตุฆาตกรรมของ รีบ้า ฟราย ด้วยเหตุเดียวกับที่ไรล์ลี่มา มันเองก็มาที่นี่เพื่อสำรวจผลงานเก่าของตัวเอง มาเพื่อจับจุดหาข้อผิดพลาด
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้ เพื่อส่งต่อให้องค์กรในทันที
ไรล์ลี่รู้ว่าทำไมมันถึงทิ้งตุ๊กตาไว้
เธอเข้าใจแล้วว่ามันทำ เพื่อเป็นการไถ่โทษจากผลงานลวกๆที่ผ่านมา
และมันก็คือคำสัญญาสำหรับงานที่จะพัฒนาขึ้นต่อไป
บทที่ 9
ไรล์ลี่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์ ของวุฒิสมาชิก มิช นิวโบร ใจของเธอเต็มไปด้วยความกลัวเมื่อเริ่มใกล้เข้าไปถึงสถานที่ คฤหาสน์นั้นตั้งอยู่สุดปลายทางของถนนยาวที่มีต้นไม้เรียงรายอยู่สองข้างทาง ขนาดของตัวบ้านนั้นดูใหญ่โต เป็นทางการ และน่าเกรงขาม ส่วนตัวแล้วเธอคิดว่าพวกคนรวยและคนมีอำนาจนั้นคุยด้วยยากกว่าคนธรรมดาสามัญ
เธอชะลอรถมาจอดที่วงเวียนหน้าแมนชั่นหินหรู ถูกแล้ว ครอบครัวนี้นี่รวยจริงแท้แน่นอนเลย
เธอลงจากรถเดินขึ้นไปที่ประตูหน้าบ้านขนาดมหึมา หลังจากกดกริ่งเรียก เธอก็ได้รับการต้อนรับจากชายวัยประมาณสามสิบปีหน้าตาท่าทางดูเนี้ยบเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ผมโรเบิร์ตครับ” เขาทักทาย “เป็นลูกชายของท่านวุฒิสมาชิก คุณน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ ไรล์ลี่ เชิญข้างในก่อนครับ คุณแม่กับคุณพ่อกำลังรอคุณอยู่เลย”
โรเบิร์ต นิวโบร เชื้อเชิญไรล์ลี่เข้ามาภายในบ้าน ทำให้เธอจำได้ว่าตัวเธอนั้นเคยไม่ชอบบ้านของพวกอวดรวยมากแค่ไหน บ้านนิวโบรนั้นดูมืดเป็นโพรงเหมือนอยู่ในถ้ำ ทางเดินไปพบวุฒิสมาชิกกับภริยานั้นก็แสนยาว ไรล์ลี่มั่นใจเลยว่าการให้แขกผู้มาเยือนต้องเดินไปพบไกลขนาดนี้นั้นเป็นเทคนิคข่มขวัญบางอย่าง เพื่อจะสื่อว่าคนที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนี้นั้นมีอำนาจมากเกินกว่าใครจะมาวุ่นวายด้วยได้ ไรล์ลี่ยังมีความเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์แนวลักษณะของเมืองอาณานิคมเก่าที่มีอยู่ทั่วทุกมุมบ้านนั้นมันไม่น่าดูเอาเสียเลย
เหนือสิ่งอื่นใด เธอกลัวกับสิ่งที่กำลังจะตามมา สำหรับเธอแล้ว การพูดคุยกับครอบครัวของเหยื่อนั้นมันเป็นความรู้สึกที่แย่ – แย่ยิ่งกว่าการจัดการกับสถานที่ฆาตกรรมหรือการจัดการกับศพ มันง่ายเหลือเกินที่จะเกิดความหวั่นไหวไปกับความโศกเศร้า ความโกรธเกรี้ยว และความสับสนของคน ความรู้สึกหนักหนาสาหัสแบบนั้นทำให้เธอเสียสมาธิและหลุดโฟกัสไปจากงาน
ขณะที่เดินไปด้วยกันนั้น โรเบิร์ต นิวโบร ก็พูดขึ้นว่า “คุณพ่อกลับจากริชม่อนมาอยู่ที่บ้านตั้งแต่…”
เขาสำลักเบาๆตรงกลางประโยค ไรล์ลี่สัมผัสได้ถึงความรุนแรงของการสูญเสียครั้งนี้ของเขา
“ตั้งแต่เรารู้เรื่องของรีบ้า” เขาพูดต่อ “ทุกอย่างก็แย่มาก คุณแม่นั้นยิ่งรับไม่ได้ พยายามอย่าให้กระทบกระเทือนจิตใจเธอมาก”
“ดิฉันเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้ด้วย” ไรล์ลี่กล่าวกับเขา
โรเบิร์ตไม่ได้ตอบรับ แต่พาเธอเข้ามาในห้องโถงกว้าง วุฒิสมาชิก มิช นิวโบร และภริยากำลังนั่งจับมืออยู่ด้วยกันบนโซฟาหลังใหญ่
“เจ้าหน้าที่เพจครับ” โรเบิร์ตแนะนำ “เจ้าหน้าที่เพจ นี่คือคุณพ่อคุณแม่ของผม ท่านวุฒิสมาชิกและภรรยา คุณแอนนาเบ็ธ”
โรเบิร์ตเชื้อเชิญให้เธอนั่ง พร้อมกับที่เขาก็นั่งลงด้วย
“เรื่องแรก” ไรล์ลี่กล่าวอย่างสงบ “ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียของท่าน”
แอนนาเบ็ธ นิวโบร พยักหน้ารับเงียบๆเป็นการตอบรับ ส่วนวุฒิสมาชิกเพียงนั่งอยู่ท่านั้นมองไปเบื้องหน้า
ในช่วงที่ความเงียบนั้นปกคลุม ไรล์ลี่สำรวจหน้าตาของพวกเขา เธอเคยเห็นวุฒิสมาชิกในทีวีอยู่บ่อยครั้ง ผู้มีสีหน้ายิ้มขรึมในแบบของนักการเมืองอยู่เสมอ เขาไม่ได้ยิ้มอยู่ในตอนนี้ ไรล์ลี่ไม่ค่อยได้เห็นภรรยาของท่านสักเท่าไหร่ ตัวจริงเธอก็ดูเหมือนภรรยาที่ว่านอนสอนง่ายของนักการเมืองทั่วไป
ทั้งสองอายุราวหกสิบต้นๆ ไรล์ลี่พบว่าทั้งคู่คงต้องเคยโดนลงมีดหมอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อคงความอ่อนเยาว์ – ทั้งปลูกผม, ย้อมสีผม, ดึงหน้า, แต่งหน้า เท่าที่เธอเห็นนั้น ความพยายามลดวัยของทั้งสองนั้นกลับทำให้พวกเขาดูเหมือนพลาสติกก็เท่านั้น
เหมือนตุ๊กตาพลาสติก ไรล์ลี่คิดในใจ
“ดิฉันต้องขอถามคำถามเกี่ยวกับบุตรสาวของท่านซักสองสามข้อ” ไรล์ลี่เอ่ยพร้อมหยิบสมุดโน๊ตออกมา “ท่านได้มีการติดต่อใกล้ชิดกับคุณรีบ้าบ้างหรือไม่ในระยะที่ผ่านมา”
“อ้อ มีค่ะ” คุณนาย นิวโบร กล่าว “พวกเราเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันดี”
ไรล์ลี่สังเกตความติดขัดในน้ำเสียงของหญิงกลางคน ฟังดูเหมือนเป็นอะไรที่เธอคงพูดอยู่บ่อยๆ เหมือนเป็นกิจวัตร ไรล์ลี่ค่อนข้างแน่ใจว่าชีวิตครอบครัวภายในบ้านนิวโบรนี้คงห่างไกลคำว่าสวยหรู
“คุณรีบ้ามีพูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับการโดนข่มขู่ในช่วงที่ผ่านมาบ้างหรือไม่คะ” เธอถามต่อ
“ไม่มี” คุณนายนิวโบรตอบ “ไม่มีซักคำ”
ไรล์ลี่สังเกตว่าท่านวุฒิสมาชิกยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย เธอสงสัยว่าเหตุไฉนเขาถึงเงียบนัก เธอต้องทำให้เขาเปิดปากพูดให้ได้ แต่ยังไงล่ะ?
โรเบิร์ตเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง
“เธอเพิ่งจะผ่านปัญหาหย่าร้างวุ่นวายมาหมาดๆ เรื่องมันจบไม่ค่อยสวยน่ะครับ ระหว่างเธอกับพอลเกี่ยวกับการขอสิทธิ์เลี้ยงดูลูกทั้งสอง”
“ใช่ ฉันไม่เคยชอบผู้ชายคนนั้นเลย” คุณนายนิวโบรบอก “เขาอารมณ์ร้อน คุณว่าจะเป็นไปได้มั้ยที่ – ?” เธอลดเสียงลง พูดไม่จบประโยค
ไรล์ลี่สั่นหัว
“สามีเก่าของเธอไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยค่ะ” เธอบอก
“ทำไมถึงจะไม่ใช่ล่ะ” คุณนายนิวโบรถาม
ไรล์ลี่ชั่งน้ำหนักในหัวว่าอะไรควรบอกและอะไรไม่ควรจะบอกพวกเขา
“คุณคงได้อ่านมาบ้างแล้วว่าฆาตกรเคยก่อคดีมาก่อน” เธอตอบ “มีเคสเหยื่อที่คล้ายกันอยู่ใกล้เมืองแด็กเก็ตต์”
คุณนายนิวโบรเริ่มออกอาการหงุดหงิด
“แล้วเรื่องพวกนั้นมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย”
“เรากำลังต่อกรอยู่กับฆาตกรต่อเนื่องค่ะ” ไรล์ลี่บอก “มันไม่มีอะไรบ่งชี้ถึงคนใกล้ตัว บุตรสาวของท่านอาจจะไม่เคยรู้จักฆาตกรเลยด้วยซ้ำไป มันเป็นไปได้อย่างมากที่เรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องส่วนตัว”
คุณนายนิวโบรตอนนี้เริ่มสะอื้นแล้ว ไรล์ลี่รู้สึกเสียใจกับการเลือกใช้คำของเธอ
“ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเหรอ?” คุณนายนิวโบรเกือบจะแผดเสียงออกมา “มันจะใช่เรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวได้ยังไงห๊ะ?”
วุฒิสมาชิกนิวโบรหันไปบอกลูกชาย
“โรเบิร์ต ช่วยพาแม่ของเธอไปสงบสติอารมณ์ที่อื่นก่อน พ่อมีเรื่องต้องคุยกับเจ้าหน้าที่เพจตามลำพัง”
โรเบิร์ต นิวโบร ปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายและพาแม่ของเขาออกไป วุฒิสมาชิกนิวโบรไม่พูดอะไรเลยอยู่อึดใจหนึ่ง เขาจ้องตาไรล์ลี่เขม็ง เธอแน่ใจว่าเขาคงเคยชินกับการข่มคนด้วยสายตาแบบนี้ แต่มันไม่ค่อยจะได้ผลกับเธอนัก เพราะเธอกลับจ้องตาเขากลับเช่นกัน
ในที่สุด วุฒิสมาชิกก็ล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อและหยิบเอาห่อขนาดเท่าซองจดหมายออกมา เขาเดินข้ามมาหาเธอที่เก้าอี้แล้วส่งมันให้กับเธอ
“เอ้า นี่” เขาพูด พร้อมกับเดินกลับไปนั่งที่โซฟา
“นี่มันอะไรคะ” ไรล์ลี่ถาม
วุฒิสมาชิกจ้องมาที่เธออีกครั้ง
“ทุกอย่างที่เธออยากรู้” เขาตอบ
ตอนนี้ไรล์ลี่นั้นเต็มไปด้วยความงุนงง
“ดิฉันขออนุญาตเปิดดูได้มั้ยคะ” ไรล์ลี่ถามย้ำ
“เชิญตามสบาย”
ไรล์ลี่แกะซองออก ในนั้นเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่มีรายชื่ออยู่สองคอลัมน์ เธอรู้จักบางรายชื่อในนั้น สามหรือสี่คนเป็นนักข่าวที่มีชื่อเสียงอยู่ในสถานีข่าวท้องถิ่น อีกหลายคนคือนักการเมืองที่โด่งดังของรัฐเวอร์จิเนีย ไรล์ลี่ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก
“พวกเขาเป็นใครกันคะ” เธอถาม
“ศัตรูของผม” วุฒิสมาชิกนิวโบรตอบเสียงเรียบ “ในรายชื่อนั่นก็ไม่น่าจะรวมไว้ครบทั้งหมดหรอก แต่พวกนั้นเป็นพวกที่เด่นๆ ต้องมีใครซักคนในนั้นที่เป็นคนผิด”
ตอนนี้ไรล์ลี่นั้นถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย เธอนั่งอย่างนั้นไม่พูดอะไรต่อ
“ผมไม่ได้บอกว่าใครบางคนในรายชื่อนั้นลงมือฆาตกรรมลูกสาวผมด้วยตัวเอง” เขาพูดต่อ “แต่พวกมันต้องจ่ายเงินจ้างใครมาทำงานนี้แน่”
ไรล์ลี่เอ่ยออกมาช้าๆอย่างระมัดระวัง
“ท่านวุฒิสมาชิกคะ ด้วยความเคารพนะคะ ดิฉันคิดว่าได้บอกกับท่านไปแล้วว่าการฆาตกรรมของบุตรสาวของท่านมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ได้มาจากเรื่องส่วนตัว เพราะมันมีคดีที่เหมือนกันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วหนึ่งคดี”
“นี่คุณกำลังบอกว่าลูกสาวผมโดนฆ่าโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อย่างงั้นเหรอ” วุฒิสมาชิกถาม
ค่ะ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ไรล์ลี่นึกตอบในใจ
หากแต่เธอก็รู้ว่าไม่ควรตอบออกไปแบบนั้น
ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากตอบคำถามเขา เขาก็พูดขึ้นว่า “เจ้าหน้าที่เพจ ผมเรียนรู้จากประสบการณ์นะว่าไม่มีอะไรหรอกที่เป็นเรื่องบังเอิญ ผมไม่รู้ว่าทำไมหรือเป็นไปได้ยังไง แต่ลูกสาวของผมเป็นเหยื่อฆาตกรรมทางการเมือง และในการเมืองนั้น ทุกอย่าง เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้น อย่ามาบอกผมว่ามันอาจเป็นเพราะเรื่องอะไรก็ได้แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว นั่นมันเป็นหน้าที่ของคุณกับองค์กรของคุณที่จะต้องหาตัวใครก็แล้วแต่ที่ต้องรับผิดชอบและเอาตัวมันมาลงโทษ”
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้าเต็มปอด เธอพิจารณาใบหน้าของชายผู้นี้อย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง เธอเห็นชัดเจนแล้ว ณ บัดนี้ ว่าวุฒิสมาชิกนิวโบรนั้นเป็นพวกหลงตัวเองแบบสุดกู่
ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องน่าแปลกอะไร เธอคิด
ไรล์ลี่เข้าใจขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ วุฒิสมาชิกนั้นรับไม่ได้กับความเชื่อที่ว่าทุกอย่างในชีวิตนั้นไม่ได้หมุนรอบตัวเขา หรือเกี่ยวกับเขาคนเดียวเท่านั้น แม้แต่การตายของลูกสาวยังต้องดึงมาเกี่ยวพันกับตัวเอง คงเชื่อจริงๆว่ารีบ้านั้นโดนลูกหลงจากศัตรูที่เกลียดเขา
“ท่านคะ” ไรล์ลี่เริ่มพูดอีก “ด้วยความเคารพนะคะ แต่ดิฉันไม่คิดว่า —”
“ผมไม่ได้ต้องการให้คุณคิดนะ” นิวโบรสวน “คุณได้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณต้องการแล้วอยู่ตรงหน้า”
ทั้งสองจ้องหน้ากันค้างไปหลายวินาที
“เจ้าหน้าที่เพจ” วุฒิสมาชิกกล่าวขึ้นในที่สุด “ผมมีความรู้สึกว่าเราคุยกันไม่รู้เรื่อง อยู่กันคนละคลื่นความถี่ นั่นก็น่าเสียดายนะ คุณอาจจะไม่รู้ แต่ผมมีคนรู้จักสนิทสนมในตำแหน่งระดับสูงอยู่หลายคนในองค์กรของคุณ บางคนก็ติดหนี้บุญคุณผมหลายเรื่อง ผมจะติดต่อพวกเขาเดี๋ยวนี้ ผมต้องการคนดูแลเรื่องนี้ที่สามารถจะจบปัญหานี้ได้”
ไรล์ลี่นั่งเหวอ ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร ชายผู้นี้เพ้อเจ้อมากขนาดนี้จริงหรือนี่
วุฒิสมาชิกลุกยืนขึ้น
“เจ้าหน้าที่เพจ เดี๋ยวผมให้คนมาพาคุณออกไป” เขาบอกเธอ “ต้องขอโทษด้วยที่เราคิดไม่เหมือนกัน”
วุฒิสมาชิกนิวโบรเดินลิ่วออกไปจากห้อง ทิ้งให้ไรล์ลี่นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ยังอ้าปากค้างด้วยความเหวอ มันก็จริงที่ชายคนนี้ช่างหลงตัวเองเสียเหลือเกิน แต่เธอเองก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
มีบางอย่างที่วุฒิสมาชิกกำลังปิดบังไว้อยู่
และไม่ว่ามันจะคืออะไร ยังไงเธอจะต้องรู้มันให้ได้
บทที่ 10
สิ่งแรกที่เตะตาไรล์ลี่คือ ตุ๊กตาพลาสติก—ตุ๊กตาล่อนจ้อนแบบเดียวกับที่เจอวันนั้นที่ต้นไม้ใกล้เมืองแด็กเก็ตต์ อยู่ในท่าแบบเดียวกันด้วย ในชั่วขณะหนึ่ง เธอผงะที่เห็นมันนั่งอยู่ในห้องแล็ปนิติเวชของเอฟบีไอ ล้อมรอบไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย เธอดูว่ามันอยู่ผิดที่ผิดทางไปหน่อย – ประหนึ่งเทวรูปหลงยุค
มาถึงตอนนี้ตุ๊กตาก็กลายเป็นเพียงหลักฐานอีกหนึ่งชิ้น ถูกป้องกันไว้ในถุงพลาสติก เธอรู้มาว่าทีมถูกส่งออกไปเก็บหลักฐานทันทีที่เธอแจ้งเข้ามาจากที่เกิดเหตุ แต่ถึงอย่างนั้นภาพที่เห็นก็ยังทำให้สะดุ้งได้อยู่ดี
เจ้าหน้าที่พิเศษเมอเรดิธก้าวเข้ามาทักทายเธอ
“ไม่เจอกันนานเลยนะ เจ้าหน้าที่เพจ” เขากล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
“ดีใจที่ได้กลับมาค่ะท่าน” ไรล์ลี่กล่าว
เธอเดินข้ามไปที่โต๊ะเพื่อไปนั่งกับบิลและเจ้าหน้าที่แล็ปฟลอเรส ไม่ว่าเธอจะเคยไม่สบายใจหรือไม่แน่ใจเรื่องอะไรก็ตาม แต่มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆที่ได้พบกับเมอเรดิธอีกครั้ง เธอชอบสไตล์ความเข้มงวดจริงจังของเขา และเขาก็ปฏิบัติกับเธอด้วยความเคารพและใส่ใจเสมอมา
“ไปพบท่านวุฒิสมาชิกมาเป็นยังไงบ้าง” เมอเรดิธถามขึ้น
“ไม่ค่อยดีนักค่ะ” เธอตอบคำถาม
ไรล์ลี่เห็นหน้าผู้บังคับบัญชาของเธอกระตุกด้วยความหงุดหงิด
“คุณว่าเขาจะสร้างปัญหามาให้เรามั้ย”
“ดิฉันว่าเกือบจะแน่นอน ต้องขออภัยด้วยค่ะท่าน”
เมอเรดิธพยักหน้าอย่างเห็นใจ
“ผมรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของคุณ” เขาตอบ
ไรล์ลี่คิดว่าเขาคงพอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นมาบ้าง พฤติกรรมของวุฒิสมาชิกนิวโบรนั้นไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองทั่วไปที่ชอบถือเอาตนเป็นใหญ่ เมอเรดิธคงจะชินชาเสียแล้วกระมัง
ฟลอเรสดีดนิ้วใส่ระรัวบนแป้นพิมพ์ ระหว่างที่เขาพิมพ์อยู่นั้น ทั้งภาพสุดสยอง ทั้งรายงาน และหัวข้อข่าวต่างๆ ก็เลื่อนขึ้นมาปรากฎบนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่รอบห้อง
“เราลองสาวไส้ดูแล้ว ปรากฎว่าคุณพูดถูก เจ้าหน้าที่เพจ” ฟลอเรสบอก “ฆาตกรคนเดียวกันเคยก่อคดีมาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าคดีที่เมืองแด็กเก็ตต์”
ไรล์ลี่ได้ยินเสียงบิลคำรามหึๆด้วยความพอใจอยู่ในลำคอ และในช่วงแป๊บหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนได้ความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง เริ่มเชื่อในการกลับมาของตัวเอง
แต่แล้วใจเธอก็ห่อเหี่ยวลงไปอีก หญิงสาวอีกคนต้องมาตายอย่างน่าอนาถ นั่นมันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย จริงๆแล้วเธอหวังให้ตัวเองนั้นคิดผิดด้วยซ้ำ
นานๆที ทำไมฉันถึงจะมีความสุขกับผลงานบ้างไม่ได้นะ? เธอถามตัวเองอย่างอยากรู้คำตอบ
แผนที่ผืนยักษ์ของรัฐเวอร์จิเนียถูกแผ่กางเต็มหน้าจอแบนของมอนิเตอร์ แล้วค่อยย่อให้แคบลงไปที่แถบเมืองในตอนเหนือของรัฐ ฟลอเรสปักหมุดไปที่มุมสูงของแผนที่ ใกล้กับชายแดนแมรี่แลนด์
“เหยื่อรายแรกชื่อ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ อายุ 36 ปี” ฟลอเรสสาธยาย “พบศพของเธอถูกทิ้งในฟาร์มแลนด์ ไกลจากเมืองเบลดิ้งออกไปประมาณสิบสามไมล์ เธอถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน เกือบๆสองปีที่แล้ว เอฟบีไอไม่ได้ถูกเรียกให้ทำคดีนั้น ตำรวจท้องที่ปล่อยมันไว้จนกลายเป็นคดีแช่แข็ง”
ไรล์ลี่เพ่งดูภาพถ่ายจุดเกิดเหตุที่ฟลอเรสดึงขึ้นมาไว้อีกหน้าจอมอนิเตอร์หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าฆาตกรไม่ได้พยายามจะจัดท่าทางของศพ มันแค่รีบทิ้งศพและหนีไปอย่างรวดเร็ว
“สองปีก่อน” เธอพึมพำกับตัวเอง คิดตามพร้อมเก็บข้อมูล ใจหนึ่งเธอก็แปลกใจที่มันก่อเหตุมาแล้วตั้งนาน แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้ว่าพวกฆาตกรโรคจิตมันสามารถก่อคดีต่อเนื่องได้นานเป็นปี พวกมันอาจจะมีความอดทนที่เหมือนกัน
เธอตรวจดูรูปถ่ายต่างๆ
“ดูแล้วมันยังไม่น่าจะมีสไตล์การลงมือเป็นของตัวเอง” เธอจับสังเกต
“ใช่” ฟลอเรสเห็นด้วย “มีวิกผมอยู่ตรงนั้น โดนหั่นซะสั้นจู๋ แต่มันก็ไม่ได้ทิ้งดอกกุหลาบเอาไว้ แต่ไม่ว่ายังไง เหยื่อก็โดนรัดคอด้วยริบบิ้นสีชมพูเหมือนๆกัน”
“มันเหมือนรีบเร่งจัดฉาก” ไรล์ลี่เสริม “มันปล่อยให้อารมณ์แตกกระเจิง คิดว่าน่าจะเพราะเป็นการลงมือครั้งแรก เลยทำให้ขาดความมั่นใจ แล้วก็พัฒนาขึ้นมาในคดีของ เอลีน โรเจอร์ส แต่มาจับจุดได้เต็มๆที่การลงมือกับ รีบ้า ฟราย
จู่ๆเธอก็นึกคำถามที่เธออยากถามขึ้นมาได้
“คุณพบอะไรที่เป็นความเกี่ยวพันกันระหว่างเหยื่อ หรือระหว่างลูกของเหยื่อทั้งสองบ้างมั้ย”
“ไม่มีเลย” ฟลอเรสบอก “เช็คไปที่กลุ่มสมาคมผู้ปกครองแล้วแต่ไม่เจออะไร ไม่มีใครที่ดูเหมือนจะรู้จักกัน”
นั่นทำให้ไรล์ลี่หมดกำลังใจไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอแปลกใจนัก
“แล้วเกี่ยวกับเหยื่อรายแรกล่ะ” ไรล์ลี่ถาม “ฉันเดาว่าเธอก็เป็นแม่คนเหมือนกันใช่มั้ย”
“ก็ไม่นะ” ฟลอเรสตอบกลับอย่างเร็วราวกับว่ากำลังรอคำถามนี้อยู่ “เธอแต่งงานแล้ว แต่ไม่มีลูก”
ไรล์ลี่ชะงัก เธอ มั่นใจ ว่าฆาตกรมันพุ่งเป้าไปที่คนเป็นแม่เท่านั้น เธอจะคาดการณ์ผิดได้ยังไง?
ความมั่นใจที่เพิ่งพุ่งกลับมาเต็มที่อยู่ดีๆก็เหมือนโดนเจาะยางแบนลงไปซะอย่างนั้น
ขณะที่ไรล์ลี่กำลังลังเลนั้น บิลถามขึ้นมาว่า “ถ้างั้น เราใกล้จะระบุตัวคนร้ายได้รึยัง คุณได้ข้อมูลอะไรจากหนามเล็กๆจากเมืองโมวส์บี้พวกนั้นบ้างรึเปล่า”
“โชคไม่ช่วย” ฟลอเรสตอบ “เราเจอร่องรอยของหนังแทนที่จะเจอเลือด ฆาตกรใส่ถุงมือ ดูมันเป็นคนค่อนข้างพิถีพิถัน ขนาดในสถานที่เกิดเหตุจุดแรก มันยังไม่ทิ้งรอยเท้าหรือดีเอ็นเออะไรไว้เลย”
ไรล์ลี่ถอนใจ เธออุตส่าห์คาดหวังไว้ว่าเธอคงได้ค้นพบสิ่งที่คนอื่นนั้นมองข้าม แต่ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนเธอพลาดเป้า พวกเราต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
“พวกหมกมุ่นกับรายละเอียด” เธอคอมเม้นท์
แต่ถึงยังไง ผมก็ว่าเราไล่มันมาติดๆแล้วล่ะ” ฟลอเรสเสริม
เขาใช้แท่งเลเซอร์ชี้ไปที่โลเคชั่น ทำท่าขีดเส้นย้ำไว้ระหว่างกัน
“ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ามีอีกคดีหนึ่งก่อนหน้า เราก็พอจะเรียงลำดับและพอเดาพื้นที่ของมันได้บ้าง” ฟลอเรสกล่าว “เรามีเหยื่อรายที่หนึ่ง มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ที่เบลดิ้ง ด้านเหนือ ตรงนี้, รายที่สอง เอลีน โรเจอร์ส ข้ามมาทางฝั่งตะวันตกที่โมวส์บี้พาร์ค, และรายที่สาม รีบ้า ฟราย ใกล้เมืองแด็กเก็ตต์ ไกลออกไปทางใต้”
ขณะที่เธอมองภาพตาม ก็สังเกตเห็นว่าโลเคชั่นทั้งสามที่นั้นโยงถึงกันได้เป็นรูปสามเหลี่ยมบนแผนที่
“เรากำลังเจาะพื้นที่ที่มีอาณาเขตประมาณสามพันตารางไมล์” ฟลอเรสอธิบาย “แต่มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนะ เราคุยกันส่วนมากเป็นพื้นที่แถบชนบทที่มีเมืองเล็กๆอยู่ไม่กี่เมือง ในตอนเหนือคุณก็จะเจออสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆอย่างเช่น คฤหาสน์ของวุฒิสมาชิก ที่ดินเปล่ามากมาย”
ไรล์ลี่เห็นความพึงพอใจในอาชีพแปะหราอยู่บนหน้าของฟลอเรส เห็นได้ชัดว่าเขารักงานของเขาแค่ไหน
“ที่ผมจะทำต่อไปก็คือ ผมจะดึงข้อมูลทะเบียนประวัติของผู้กระทำผิดล่วงละเมิดทางเพศที่อยู่ในพื้นที่นี้ออกมา” ฟลอเรสว่าต่อ พร้อมพิมพ์ส่งคำสั่ง และแล้วรูปสามเหลี่ยมบนแผนที่นั้นก็เต็มไปด้วยจุดปักหมุดสีแดงเรียงกันเป็นโหลๆ
“ตอนนี้ก็มาตัดพวกรักร่วมเพศออก” เขาบอก “เราแน่ใจแล้วว่าฆาตกรของเราไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน”
ฟลอเรสพิมพ์ส่งคำสั่งอีกครั้ง พร้อมกับที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจุดปักหมุดนั้นหายวับไป
“ทีนี้ก็มาย่อลงให้เหลือแต่พวกคดีที่ใช้ความรุนแรง – พวกนักโทษที่เคยติดคุกข้อหาข่มขืน หรือฆาตกรรม หรือทั้งสองอย่าง”
“ไม่ใช่” ไรล์ลี่แทรกขึ้นมา “ผิดแล้ว”
ชายหนุ่มทั้งสามจ้องมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ
“เราไม่ได้กำลังมองหาอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง” เธออธิบาย
ฟลอเรสไม่ค่อยพอใจ
“ทำอย่างกับเราไม่ได้กำลังตามหาอยู่!” เขาค้าน
ห้องตกอยู่ในความเงียบ ไรล์ลี่เริ่มมองเห็นเค้าโครงเรื่องรางๆ แต่ในสมองก็ยังบอกอะไรได้ไม่ชัดเจน เธอจ้องนิ่งไปที่ตุ๊กตาที่ยังนั่งน่าขนลุกอยู่บนโต๊ะ ดูอยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนเคย
ถ้าแกพูดได้ก็ดีสิ เธอคิดในใจขณะที่ยังคงจ้องมองมันอยู่นิ่งๆ
หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มอธิบายความคิดในหัวของเธอ
“ฉันหมายถึง ไม่ใช่ความรุนแรงที่เห็นเด่นชัด มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ไม่ได้โดนข่มเหงทางเพศ ซึ่งอย่างที่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่า โรเจอร์สและฟราย ก็ไม่ได้ถูกบังคับขืนใจเช่นกัน
“พวกเขาโดนทรมานและโดนสังหาร” ฟลอเรสบ่นอย่างไม่พอใจ
ความตึงเครียดแผ่คลุมไปทั่วห้อง เบรนท์ เมอเรดิธนั่งหน้าเครียด ขณะที่บิลก็จ้องไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ตาไม่กระพริบ
ไรล์ลี่ชี้ไปที่ภาพถ่ายระยะใกล้ของศพที่ดูพิกลพิการน่าเกลียดของมาร์กาเร็ต เจอราตี้
“การสังหารครั้งแรกสุดของฆาตกรคือครั้งที่มีการใช้กำลังรุนแรงที่สุด” เธออธิบาย “แผลพวกนี้ทั้งลึกและน่าสยดสยอง – สภาพเลวร้ายกว่าเหยื่อรายถัดมาอีกสองคนมาก ฉันพนันได้เลยว่าทีมชันสูตรของคุณคงแทงเรื่องออกมาแล้วว่าฆาตกรสร้างบาดแผลพวกนี้ด้วยความรวดเร็ว แทงไม่ยั้งแผลต่อแผลเลย”
ฟลอเรสพยักหน้ารับด้วยความทึ่ง
“ใช่ คุณคาดการณ์ได้ถูกต้อง”
เมอเรดิธมองไรล์ลี่ด้วยความสงสัยอยากรู้
“แล้วนั่นมันบอกอะไรกับคุณ?” เขาถาม
ไรล์ลี่สูดหายใจลึก พาตัวเองเข้าไปสู่ห้วงมโนของฆาตกรอีกครั้ง
“ฉันค่อนข้างแน่ใจอยู่บางอย่าง” เธอบอกออกมา “เขาต้องไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับมนุษย์หน้าไหนเลยในชีวิต น่าจะไม่เคยแม้กระทั่งออกเดท เป็นพวกนางอายอยู่แต่ในบ้านและเป็นคนที่ไม่มีเสน่ห์น่าสนใจ โดนปฏิเสธจากเพศตรงข้ามอยู่เสมอ”
ไรล์ลี่หยุดไปอึดใจหนึ่ง รวบรวมความคิด
“แล้วในที่สุดวันหนึ่งเค้าก็สติแตก” เธอว่าต่อ “เขาลักพาตัวมาร์กาเร็ต เจอราตี้ มัดเธอไว้ เปลื้องเสื้อผ้าของเธอ และพยายามข่มขืนกระทำชำเรา”
ฟรอเรสอ้าปากเหวอด้วยคิดตามอย่างเห็นภาพ
“แต่เขาก็ทำไม่ได้!” ฟลอเรสเสริมให้
“ใช่ เขาไร้ซึ่งสมรรถภาพทางเพศ” ไรล์ลี่พูดต่อไป “แล้วเมื่อเขาไม่สามารถจะข่มเหงเธอได้ มันก็เปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด เขาเริ่มจะใช้มีดแทงใส่เธอ – ซึ่งใกล้เคียงการกระทำชำเราทางเพศมากที่สุดที่เขาสามารถทำได้ มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาใช้ความรุนแรง ฉันเดาว่าฆาตกรคงไม่ได้สนใจจะเก็บเธอไว้นาน”
ฟลอเรสชี้ไปที่ย่อหน้าหนึ่งในรายงานบันทึกคดี
“เซ้นท์ของคุณไม่พลาด” เขาบอก “ศพของเจอราตี้ถูกพบแค่เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เธอหายตัวไป”
ไรล์ลี่รู้สึกหวั่นกับคำพูดของเธอเอง
“มันชักจะติดใจแล้วซะด้วย” เธอเดาใจ “มันสะใจที่เห็นความกลัวและความเจ็บปวดของเจอราตี้ มันพอใจทุกรอยบาดแผลที่เธอถูกแทง จึงกลายเป็นพิธีปฏิบัติของมันตั้งแต่นั้นมา แล้วมันก็เรียนรู้ที่จะไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป ละเลียดความหอมหวานของทุกนาที กับเหยื่อชื่อ รีบ้า ฟราย นั้น การคุกคามและการทรมานนั้นลากยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์”
ในห้องตอนนี้สงบเงียบปราศจากเสียงใดๆ
“แล้วตุ๊กตามาเกี่ยวพันกันยังไง” เมอเรดิธทำลายความเงียบขึ้นมา “ทำไมคุณถึงแน่ใจนักว่ามันต้องการสื่อถึงตุ๊กตา”
“สภาพศพมันดูเหมือนตุ๊กตาเป็นอย่างมาก” บิลพูดแทน “อย่างน้อยก็สองรายล่าสุด ไรล์ลี่คิดไม่ผิดหรอก”
“มันมีความเกี่ยวพันกับพวกตุ๊กตา” ไรล์ลี่ตอบเงียบๆ “เพียงแต่ฉันยังไม่แน่ใจว่าทำไม เรื่องนี้มันน่าจะมีปมเกี่ยวกับการแก้แค้นอะไรซักอย่าง”
ฟลอเรสถามขึ้นในที่สุด “แล้วตกลงคุณคิดว่าฆาตกรที่เราตามหาจะอยู่ในบรรดานักโทษที่มีประวัติกระทำความผิดมั้ย?”
“อาจเป็นได้” ไรล์ลี่ตอบ “แต่ไม่ใช่นักโทษคดีข่มขืน และไม่ใช่พวกชอบใช้ความรุนแรง น่าจะเป็นคนที่ออกจะดูไร้พิษภัย ดูไม่ค่อยมีพิษสงอะไรซะมากกว่า – ประมาณพวกถ้ำมองน่ะ หรือไม่ก็พวกวิตถารชอบเปิดของโชว์ ไม่ก็พวกที่ชอบสำเร็จความใคร่ในที่สาธารณะซะมากกว่า”
ฟลอเรสพิมพ์ตามที่เธอพูดอย่างเร็วรัว
“โอเค” เขาเอ่ยขึ้น “ผมจะตัดพวกผู้กระทำผิดในข้อหาใช้ความรุนแรงออก”
จำนวนของจุดปักหมุดสีแดงบนแผนที่ลดน้อยลงจนเหลือเพียงหยิบมือหนึ่ง
“ตกลงตอนนี้เราเหลือพวกไหนบ้าง” ไรล์ลี่ยิงคำถามไปที่ฟลอเรส
ฟลอเรสกวาดตามองทะเบียนบันทึกและอ้าปากหวอ
“ผมว่าผมเจอตัวมันแล้ว” ฟลอเรสโพล่งออกมา “ผมว่าผมเจอไอ้คนที่คุณว่าแล้ว ชื่อของเขาคือ รอส แบล็คเวล แล้วดูนี่ เขาเคยทำงานอยู่ในร้านขายของเล่นเมื่อตอนที่ถูกจับได้ว่าเอาตุ๊กตามาจัดวางท่าลามกอนาจาร ประมาณเสมือนหนึ่งว่าพวกตุ๊กตากำลังร่วมเพศในท่าพิศดารวิตถารต่างๆ เจ้าของร้านจับส่งตำรวจ แบล็คเวลเลยโดนแค่ภาคฑัณท์ แต่เจ้าหน้าที่ก็คอยจับตาดูหมอนี่อยู่ตั้งแต่นั้น”
เมอเรดิธเอามือลูบคางอย่างใช้ความคิด “ก็อาจเป็นฆาตกรที่เรากำลังตามหา” เขากล่าว
“ให้ผมกับเจ้าหน้าที่เพจไปเอาตัวมาตอนนี้เลยมั้ยครับ” บิลถามขึ้น
“เรามีหลักฐานไม่พอจะนำตัวเขามาสอบสวน” เมอเรดิธตอบ “หรือแม้แต่ข้อหาที่จะไปขอหมายค้นก็ไม่มี เราไม่ควรที่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น เพราะถ้ามันเป็นคนที่เราคิดไว้และฉลาดอย่างที่เราคิดไว้จริงๆ มันต้องหาทางหลุดรอดมือเราไปได้แน่ พรุ่งนี้คุณไปเยี่ยมเขาหน่อย ลองไปฟังสิว่าเขามีอะไรจะพูดบ้าง ดูแลเขาดีๆล่ะ”
บทที่ 11
เมื่อไรล์ลี่กลับถึงบ้านเข้าไปในเมืองเฟร็ดดริกส์เบิร์ก ท้องฟ้าก็ค่ำมืดแล้ว หากเดาไม่ผิดเธอคิดว่าคืนนี้อะไรมันคงจะแย่ลง
กว่านี้แน่ เธอกระตุกกับความรู้สึกเดจาวูขณะที่เธอขับรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ในละแวกบ้านหรูในแถบชานเมือง ครั้งหนึ่งเธอเคยอยู่ที่บ้านหลังนี้กับไรอันและลูกสาวของพวกเขา มีความทรงจำมากมายที่นี่ หลายอย่างนั้นเป็นความทรงจำที่ดี หากแต่หลายอย่างก็เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีนัก และบางอย่างก็เรียกว่าแย่เลยทีเดียว
ขณะที่เธอกำลังจะออกจากรถเพื่อเดินไปที่ตัวบ้าน ประตูหน้าก็เปิดออก เอพริลเดินออกมาและไรอันก็ยืนเห็นเป็นเงาอยู่ภายใต้แสงที่สาดมาจากทางเดิน เขาโบกมือให้เอพริลที่กำลังเดินจากมาและเดินถอยหลังกลับเข้าไปในตัวบ้านพร้อมปิดประตู
สำหรับเธอแล้วดูเหมือนเขาจะปิดประตูลงแรงไปเสียหน่อย แต่เธอก็รู้ดีว่าคงเป็นเพราะเธอคิดไปเอง ประตูบานนั้นถูกปิดตายลงมาซักพักแล้ว และชีวิตแบบเก่านั้นก็จบลงไปแล้วเช่นกัน หากแต่ในความเป็นจริงนั้นคือตัวเธอไม่เคยเหมาะกับชีวิตในโลกที่มีแต่พิธีรีตอง จืดชืด แม้จะปลอดภัยและเป็นที่นับหน้าถือตา ใจของเธอนั้นอยู่แต่กับการออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสภาวะที่วุ่นวายคาดคะเนอะไรไม่ได้ และอันตราย
เอพริลเดินมาถึงรถและเปิดประตูเข้าไปนั่งทางด้านผู้โดยสาร
“แม่สายนะ” เธอสะบัดเสียงกอดอก
“แม่ขอโทษ” ไรล์ลี่ตอบ เธออยากจะพูดมากกว่านี้เพื่อให้เอพริลรู้ว่าเธอนั้นเสียใจจริงๆที่มาสาย ไม่ใช่แต่เฉพาะคืนนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะกับเรื่องพ่อของเธอ แต่สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไรล์ลี่อยากจะเป็นแม่ให้ได้ดีกว่านี้มาก อยู่บ้านเพื่อเจอลูก อยู่ข้างๆเอพริลเวลาที่เธอเจอปัญหา แต่ชีวิตการทำงานของเธอก็ไม่เคยอำนวยให้ทำแบบนั้นได้
ไรล์ลี่ดึงตัวเองออกจากแรงกระตุ้นนั้น
“พ่อแม่ทั่วไปเค้าไม่ทำงานทั้งวันทั้งคืนด้วยเหมือนกัน” เอพริลว่าต่อ
ไรล์ลี่ถอนใจ
“แม่เคยบอกแล้วไงว่า – ” เธอจะเริ่มอธิบาย
“หนูรู้แล้ว” เอพริลตัดบท “อาชญากรไม่เคยมีวันหยุด ฟังแล้วเหมือนข้ออ้างนะแม่”
ไรล์ลี่ขับรถต่อไปในความเงียบอีกครู่หนึ่ง อยากจะคุยกับเอพริลแต่เธอก็เหนื่อยเกินไป เรื่องที่ทำงานเธอก็เต็มตื้นมากจนเกินพอ เธอเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเหมือนกัน
“อยู่กับพ่อเป็นยังไงบ้าง” เธอถามขึ้นมาในที่สุด
“ก็ซังกะบ๊วย” เอพริลตอบ
เป็นคำตอบที่รู้ๆกันอยู่แล้ว เอพริลดูจะเข้ากับพ่อไม่ค่อยได้มากกว่าแม่ซะอีกในช่วงนี้
แล้วทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบอีก
แต่แล้ว ด้วยเสียงที่อ่อนลง เอพริลเสริมว่า “อย่างน้อยแกเบรียล่าก็อยู่ด้วย มันก็ดีที่ได้เห็นคนหน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตรบ้าง”
ไรล์ลี่ยิ้มน้อยๆ เธอซาบซึ้งต่อแกเบรียล่าจริงๆ หญิงชาวกัวเตมาลาวัยกลางคนที่เป็นแม่บ้านให้เธอมานานหลายปี แกเบรียล่านั้นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและเป็นระเบียบ เป็นสิ่งที่ไรล์ลี่นั้นหาไม่ได้ในตัวไรอันเลย เธอรู้สึกยินดีที่แกเบรียล่านั้นยังอยู่ในชีวิตของพวกเธอ – และยังอยู่เพื่อดูแลเอพริลเมื่อใดก็ตามที่เธอต้องไปพักที่บ้านของพ่อ
ระหว่างทางกลับบ้าน ไรล์ลี่รับรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับลูกสาว แต่เธอจะทำอย่างไรที่จะเข้าให้ถึงลูกสาวให้ได้ มันก็ไม่ใช่ว่าเธอนั้นจะไม่เข้าใจว่าเอพริลรู้สึกยังไง – โดยเฉพาะเหตุการณ์อย่างในคืนวันนี้ ลูกสาวเธอต้องรับรู้ถึงความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการ เดี๋ยวโดนพาไปทิ้งไว้ที่บ้านพ่อ เดี๋ยวถูกส่งกลับไปบ้านแม่ มันคงจะยากสำหรับเด็กอายุสิบสี่ปีที่มีเรื่องให้กระทบอารมณ์อยู่แล้วตั้งหลายเรื่องในชีวิต โชคยังดีที่เอพริลตกลงจะไปอยู่บ้านพ่อทุกวันหลังเลิกเรียนจนกว่าไรล์ลี่จะมารับ แต่วันนี้ วันแรกของการตกลงกัน ไรล์ลี่กลับมารับช้าไปมาก
ไรล์ลี่รู้สึกเหมือนตาปริ่มๆขณะที่ขับรถไป เธอคิดอะไรไม่ออกไม่รู้จะพูดอะไร เธอเหนื่อยเกินไปจริงๆ เธอเหนื่อยเกินไป เสมอ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เอพริลเดินจ้ำไปที่ห้องของเธอโดยไม่พูดอะไรพร้อมปิดประตูเสียงดังใส่ ไรล์ลี่ยืนอยู่ตรงทางเดินครู่หนึ่งและเคาะประตูห้องเอพริล
“ออกมาเถอะลูก” เธอเรียก “ออกมาคุยกันหน่อย ไปนั่งกินชาเปบเปอร์มิ้นกันในครัวแป๊บนึงนะ หรือจะไปนั่งกันในสวนหลังบ้านก็ได้ วันนี้พระจันทร์สวยนะลูก น่าเสียดายถ้าไม่ออกไปดู”
เธอได้ยินเสียงเอพริลตอบกลับมา “แม่ออกไปดูเถอะ หนูไม่ว่าง”
ไรล์ลี่ยืนพิงขอบประตูอย่างหมดแรง
“ลูกบ่นอยู่ตลอดว่าแม่ไม่มีเวลาให้ลูก” ไรล์ลี่คุยต่อ
“นี่มันเลยเที่ยงคืนแล้วนะแม่ มันดึกแล้ว”
ไรล์ลี่รู้สึกที่คอเริ่มจับเป็นก้อนและน้ำในตาเริ่มเอ่ออยู่ในดวงตา แต่เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองร้องไห้
“แม่กำลังพยายามอยู่นะ เอพริล” เธอบอก “แม่กำลังพยายามอย่างสุดๆจริงๆ – กับทุกอย่าง”
รอบตัวตกอยู่ในความเงียบ
“หนูรู้” เอพริลตอบออกมาจากในห้องในที่สุด
หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับไปเงียบเช่นเดิม ไรล์ลี่อยากจะได้เห็นหน้าลูกสาวเธอในตอนนี้ มันจะเป็นไปได้หรือที่เธอจะได้ยินเสี้ยวหนึ่งของความเห็นใจจากในคำพูดสองคำนั้น น่าจะไม่มั้ง หรือจะเป็นความโกรธ? ไรล์ลี่ก็ไม่คิดอย่างนั้นเช่นกัน คงจะเป็นความห่างเหินซะมากกว่ากระมัง
ไรล์ลี่เข้าห้องน้ำไปนานเพื่ออาบน้ำอุ่นผ่อนคลาย เธอปล่อยให้สายน้ำและหยดน้ำร้อนบีบนวดร่างกายที่ปวดเมื่อยไปทั่วจากวันที่ยาวนานและยากเย็นเช่นวันนี้ เมื่อเธออาบน้ำเสร็จแล้วออกมาเป่าผมให้แห้งร่างกายเธอก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ภายในนั้นยังคงรู้สึกโหวงๆและสับสน
เธอยังไม่พร้อมจะนอน
จึงหยิบรองเท้าแตะและเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกไปในครัว สิ่งแรกที่เธอเห็นเมื่อเปิดตู้คาบิเนตออกคือขวดวิสกี้เบอร์บอนที่ยังมีวิสกี้จุอยู่เกือบเต็ม เธอกำลังคิดว่าจะเทวิสกี้ให้ตัวเองแล้วดื่มซักสองช็อตรวด
ไม่ใช่ไอเดียที่ดี เธอย้ำกับตัวเอง
ในสภาพอารมณ์แบบนี้ เธอคงไม่หยุดแค่เพียงช็อตสองช็อตเป็นแน่ จากปัญหาสารพัดอย่างของเธอในหกสัปดาห์ที่ผ่านมา เธออุตส่าห์หักห้ามใจไม่แตะแอลกอฮอลล์เลย นี่ไม่ใช่เวลามาสูญเสียการควบคุมตัวเอง สุดท้ายแล้วเธอก็จัดการเดินไปชงชามิ้นร้อนๆให้ตัวเองแทน
หลังจากนั้นไรล์ลี่ก็เดินมานั่งในห้องนั่งเล่นและเริ่มเทภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมทั้งสามออกจากซองเอกสาร
เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับเหยื่อรายที่เกิดใกล้เมืองแด็กเก็ตต์เมื่อหกเดือนก่อนมาแล้วพอสมควร – รายที่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าเป็นรายที่สองในสามของคดีทั้งหมด เอลีน โรเจอร์ส นั้นเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกสองคน ทำงานเป็นทั้งเจ้าของและผู้จัดการร้านอาหารกับสามีของเธอเอง และแน่นอน ไรล์ลี่ได้เห็นสถานที่เกิดเหตุที่เหยื่อรายที่สาม รีบ้า ฟราย ได้ถูกนำมาศพมาทิ้งไว้ เธอได้เข้าเยี่ยมครอบครัวของ
ฟรายแล้วเช่นกัน รวมถึงได้พบท่านวุฒิสมาชิกผู้หลงตัวเองคนนั้นด้วย
หากแต่คดีที่เมืองเบลดิ้งเมื่อสองปีก่อนนั้นเป็นความรู้ใหม่สำหรับเธอ ขณะที่เธออ่านรายงานนั้น มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ก็เข้ามาในมโนภาพในสภาพยังเป็นคนจริงๆ หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตและลมหายใจ เธอเคยทำงานในเมืองเบลดิ้งในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชี และเพิ่งจะย้ายจากนิวยอร์คตอนบนไปเวอร์จิเนีย ครอบครัวที่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่โดยไม่นับรวมสามีของเธอนั้นมีน้องสาวสองคน น้องชายหนึ่งคน และมารดาหม้าย เพื่อนและญาติๆบอกว่าเธอเป็นคนดีแต่ค่อนข้างสันโดษ – เป็นไปได้ว่าอาจเป็นคนขี้เหงา
นั่งดื่มชาไปไรล์ลี่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ตอนนี้ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ นั้นจะเป็นอย่างไรหากเธอรอดชีวิตมาได้ อายุสามสิบหกปี ชีวิตยังมีโอกาสอะไรอีกมากมาย – ทั้งเรื่องลูก และเรื่องอื่นอีกเยอะแยะ
ไรล์ลี่รู้สึกขนหัวลุกเมื่ออีกความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว แค่เพียงเมื่อหกอาทิตย์ก่อน ชีวิตของตัวเธอเองก็เกือบจะต้องจบลงกลายเป็นอีกหนึ่งคดีในซองเอกสารเหมือนที่เธอกำลังนั่งอ่านอยู่นี้ เรื่องราวชีวิตของเธอทั้งหมดเกือบจะต้องกลายมาเป็นกองภาพถ่ายอันน่าเกลียดน่ากลัวอยู่ในรายงานบันทึกคดี
เธอหลับตาลงพยายามไล่ความคิดพวกนั้นออกไปเมื่อความจำในช่วงนั้นกำลังทยอยหลั่งไหลกลับเข้ามา
แต่แม้ว่าเธอจะพยายาม เธอก็ยังไม่สามารถหยุดมันได้อยู่ดี
ขณะที่เธอคืบคลานผ่านตัวบ้านอันมืดมิด เธอได้ยินเสียงอะไรขูดขีดอยู่ใต้แผ่นกระดาน แล้วก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ หลังจากลองเคาะๆที่กำแพง เธอก็เจอมัน – ประตูสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กที่เปิดลงไปสู่พื้นที่แคบๆใต้ตัวบ้าน เธอส่องไฟฉายเข้าไปด้านใน
แสงสาดส่องลงบนหน้าตาที่หวาดกลัว
“ฉันมาเพื่อช่วยคุณ” ไรล์ลี่บอก
“คุณมาแล้ว!” เหยื่อร้องไห้ออกมา “โอ้ ขอบคุณพระเจ้าที่คุณมาถึงแล้ว!”
ไรล์ลี่พุ่งตัวข้ามพื้นดินแดงตรงไปยังกรงขังที่ตรงมุม เธอหาวิธีปลดล็อคอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเธอจึงดึงมีดพกออกมาและงัดแม่กุญแจจนกระทั่งมันปลดออก วินาทีถัดมา หญิงสาวผู้นั้นก็คลานหนีออกมาจากกรงขัง
ทั้งไรล์ลี่และหญิงสาวมุ่งหน้าตรงไปที่ประตูจัตุรัสที่เปิดอยู่ หญิงสาวนั้นรอดออกไปได้อย่างหวุดหวิดในขณะที่ร่างอันบึกบึนของชายผู้หนึ่งออกมาขวางทางไรล์ลี่ไว้ เธอถูกบล็อคไว้ แต่ผู้หญิงคนนั้นยังมีโอกาสหนีรอดได้
“วิ่งเร็ว!” ไรล์ลี่ตะโกน “หนีไป!”
ไรล์ลี่ดึงตัวเองกลับมาในห้วงปัจจุบัน เธอจะมีวันหลุดพ้นจากความหวาดกลัวนี้หรือเปล่านะ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำคดีใหม่ที่ต้องไปข้องเกี่ยวกับความตายและการทรมานนี้ไม่ได้ทำให้อะไรง่ายขึ้นสำหรับเธอ
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังมีอยู่คนหนึ่งที่เธอจะหันหน้าไปพึ่งได้เสมอ
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วส่งข้อความหามารี
เฮ้ คุณนอนแล้วรึยัง
เพียงไม่กี่วินาที ก็มีข้อความส่งตอบกลับมา
ยังค่ะ คุณเป็นยังไงบ้าง
ไรล์ลี่พิมพ์ตอบ: ก็ไม่ค่อยดี แล้วคุณหล่ะ
ยังกลัวจนนอนไม่ได้รึเปล่า
ไรล์ลี่อยากจะพิมพ์อะไรที่จะทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีขึ้น แต่แค่ส่งข้อความแบบนี้ดูเหมือนจะไม่พอ
คุณอยากจะคุยมั้ย เธอพิมพ์ไป ฉันหมายถึง คุยนะ – ไม่ใช่ส่งข้อความ
ใช้เวลานานหลายวินาทีกว่ามารีจะตอบกลับมา
ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากคุย
ไรล์ลี่แปลกใจไปนิดหนึ่ง แต่แล้วเธอก็เข้าใจ ว่าเสียงของเธอนั้นมันไม่ได้ฟังแล้วสบายใจสำหรับมารี บางครั้งมันอาจจะยิ่งกระตุ้นให้กลับไปคิดถึงความทรงจำเลวร้ายพวกนั้นก็ได้
ไรล์ลี่นึกถึงคำพูดครั้งล่าสุดของมารีที่ได้คุยกัน ตามหาไอ้สารเลวนั่น แล้วฆ่ามันให้ฉัน ระหว่างที่กำลังนึกสงสัยอยู่นั้น ไรล์ลี่ก็มีข่าวที่คิดว่ามารีคงอยากได้ยิน
ฉันกลับไปทำงานแล้ว ไรล์ลี่พิมพ์
มารีพิมพ์รัวตอบกลับมาอย่างเร็วหลายข้อความ
โอ้ ดีจังเลย! ดีใจจัง! ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันภูมิใจในตัวคุณนะ คุณกล้าหาญมาก
ไรล์ลี่ถอนหายใจ เธอไม่ได้คิดว่าเธอกล้าหาญเลย – ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนนี้
มารียังคงพูดต่อ
ขอบคุณมาก การที่รู้ว่าคุณกลับไปทำงานอีกครั้งทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก ฉันว่าตอนนี้ฉันคงนอนหลับได้แล้วล่ะ กู้ดไนท์
ไรล์ลี่พิมพ์ตอบกลับไป สู้สู้นะคะ
หลังจากนั้นเธอจึงวางโทรศัพท์ลง เธอเองก็รู้สึกสบายใจขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไร การกลับไปทำงานได้แบบนี้เท่ากับเธอได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง เธอกำลังจะค่อยๆหายดีอย่างช้าๆแต่มั่นคง
ไรล์ลี่จัดการดื่มชาที่เหลือจนหมดและตรงไปนอนทันที เธอปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำและหลับไหลไปอย่างรวดเร็ว
ไรล์ลี่ในวัยหกขวบอยู่ในร้านขายลูกกวาดกับแม่ เธอมีความสุขมากง่วนอยู่กับลูกกวาดที่แม่กำลังซื้อให้เธอ
แต่แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาพวกเธอ ผู้ชายร่างใหญ่กำยำ เขาสวมอะไรบางอย่างคลุมหน้า – ถุงน่องไนล่อน แบบเดียวกับที่แม่สวมอยู่ที่ขา เขากระชากปืนออกมาตะโกนใส่แม่ว่าให้เอากระเป๋าเงินมาให้เขา แต่แม่นั้นกลัวมากจนขยับไม่ได้ เธอไม่กล้าล้วงให้เขา
และนั่นทำให้เขายิงเข้าที่หน้าอกของเธอ
เธอล้มลงกับพื้น เลือดไหลนอง ผู้ชายคนนั้นกระตุกกระเป๋าเธอไปพร้อมกับวิ่งหนี
ไรล์ลี่เริ่มตะโกนแหกปาก ตะโกนแล้ว ตะโกนเล่า
แล้วเธอก็ได้ยินเสียงของแม่
“ไม่มีอะไรที่ลูกจะช่วยแม่ได้ แม่ต้องไปแล้วและหนูก็หยุดมันไม่ได้หรอก”
ไรล์ลี่ยังคงอยู่ในร้านขายลูกกวาดแต่ตอนนี้เธออยู่ในร่างของผู้ใหญ่แล้ว ยืนคร่อมร่างของศพแม่ที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าเธอ
“หนูต้องพาแม่กลับมา!” เธอร้องไห้
แม่นั้นกำลังส่งยิ้มเศร้าๆให้ไรล์ลี่
“หนูทำไม่ได้หรอกลูก” แม่บอก “หนูทำให้คนตายฟื้นคืนชีพไม่ได้”
ไรล์ลี่เด้งตัวขึ้นนั่ง หายใจหอบ สะดุ้งตื่นจากฝันจากเสียงก๊อกแก๊กรัวๆ เธอมองไปรอบตัวรู้สึกตื่นๆ บ้านนั้นเงียบลงแล้วตอนนี้
แต่เธอแน่ใจว่าเธอได้ยินเสียงบางอย่าง เหมือนเสียงมันมาจากประตูหน้าบ้าน
ไรล์ลี่ลุกขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณ เธอคว้าไฟฉายมาถือไว้ ดึงปืนออกมาจากตู้เสื้อผ้า แล้วค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังผ่านตัวบ้านไปที่ประตูหน้าบ้าน
เธอมองลอดบานกระจกแก้วที่ประตู แต่ก็ไม่พบอะไร ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบ
ไรล์ลี่ทำใจเตรียมพร้อมและเปิดประตูผลัวะออกไปพร้อมส่องไฟฉายออกไปด้านนอก ไม่มีใคร ไม่มีอะไรผิดปกติ
ขณะที่กำลังส่องไฟฉายไปมา บางอย่างที่เฉลียงด้านหน้าสะดุดตาเธอ มีหินก้อนเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ตรงนั้น มีใครเอามาโยนใส่ประตูทำให้เสียงดังก๊อกแก๊กรึเปล่า?
ไรล์ลี่พยายามนึกในหัว พยายามจะนึกให้ได้ว่ามีหินอยู่ตรงนั้นหรือไม่เมื่อตอนที่เธอกลับถึงบ้านเมื่อคืนนี้ ในอารมณ์เบลอเพิ่งตื่นนอนของเธอนั้น เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเคยอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า
ไรล์ลี่ยืนอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นใครเลยบริเวณนั้น
เธอปิดและล็อคประตูหน้าและเดินกลับผ่านห้องโถงไปยังห้องนอน พอมาถึงสุดทาง เธอก็ต้องตกใจที่เห็นประตูห้องนอนของเอพริลเปิดแง้มอยู่
ไรล์ลี่ดึงประตูเปิดออกและมองเข้าไปด้านใน
หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นตระหนก
เอพริลหายไปแล้ว
บทที่ 12
“เอพริล!” ไรล์ลี่ตะโกนเรียก “เอพริล!”
ไรล์ลี่วิ่งไปเข้าหาในห้องน้ำ แต่ลูกสาวของเธอก็ไม่อยู่ในนั้น
เธอวิ่งหาไปทั่วบ้านเหมือนคนสติแตก เปิดประตูทุกบาน ส่องเข้าไปมองหาทุกห้อง ทุกตู้เสื้อผ้า แต่ไม่เจออะไรเลย
“เอพริล!” เธอตะโกนเรียกอีกครั้ง
ไรล์ลี่รับรู้ถึงรสชาติขมๆของกรดไหลย้อนภายในปาก มันเป็นรสชาติของความกลัว
แต่แล้วเมื่ออยู่ภายในครัวเธอก็ได้กลิ่นแปลกๆลอยเข้ามาจากหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดค้างอยู่ เธอจำกลิ่นนี้ได้จากสมัยที่เธอยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเมื่อนานมาแล้ว ความกลัวหมดลงทันที หากแต่ถูกเข้ามาแทนที่ด้วยความหงุดหงิดและเสียใจ
“โอ้ พระเจ้า” ไรล์ลี่พึมพำออกมาเสียงดัง รู้สึกโล่งอกอย่างที่สุด
เธอกระชากประตูหลังเปิดออก ในแสงจากยามเช้าเธอเห็นลูกสาวของเธอที่ยังอยู่ในชุดนอน กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะปิกนิคเก่าตัวนั้น หน้าตาดูเจื่อนๆและมีพิรุธ
“แม่จะเอาอะไรเหรอคะ” เอพริลถาม
ไรล์ลี่เดินอาดๆผ่านสนามหญ้า พร้อมยื่นมือออกไป
“เอามาให้แม่” ไรล์ลี่สั่ง
เอพริลพยายามตีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา
“เอาอะไรให้แม่” เธอถามกลับ
เสียงของไรล์ลี่นั้นสะอึกไปด้วยความเสียใจมากกว่าจะเป็นความโกรธ “บุหรี่ยัดไส้กัญชาที่ลูกกำลังสูบอยู่นั่นไง” เธอบอก
“แล้วขอร้องเลย – อย่ามาโกหกแม่”
“แม่จะบ้าเหรอ” เอพริลตอบกลับ พยายามทำเสียงให้ดูไม่พอใจมากที่ถูกกล่าวหา “หนูไม่ได้กำลังสูบอะไรทั้งนั้น เอะอะแม่ก็ชอบคิดไปเองว่าหนูต้องทำอะไรไม่ดี แม่รู้ตัวรึเปล่า?”
ไรล์ลี่จับสังเกตว่าลูกสาวของเธอนั้นอยู่ในท่าหลังค่อมเอนมาด้านหน้าขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้
“เลื่อนขาออกไป” ไรล์ลี่สั่ง
“อะไรอีก” เอพริลย้อน ทำเป็นไม่เข้าใจ
ไรล์ลี่ชี้ไปที่เท้าที่น่าสงสัยนั้น
“เอาขาออก”
เอพริลส่งเสียงอย่างรำคาญแต่ก็ทำตามที่สั่ง แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้ รองเท้าแตะของเธอเหยียบอยู่บนบุหรี่ยัดไส้มารีฮวนน่าที่เพิ่งโดนเหยียบแบนติดพื้น ยังมีควันจางๆลอยขึ้นมาจากใต้รองเท้าแตะ และกลิ่นก็ยิ่งแรงมากขึ้นไปกว่าเดิม
ไรล์ลี่ก้มลงไปคว้ามันขึ้นมา
“ทีนี้ ส่งทั้งหมดที่เหลือมาให้แม่”
เอพริลยักไหล่ก่อนตอบ “ที่เหลืออะไร”
ไรล์ลี่แทบจะคุมน้ำเสียงไม่อยู่ “เอพริล แม่ไม่ได้พูดเล่นนะ อย่ามาโกหกแม่ ขอร้อง”
เอพริลกลอกตาไปมาแล้วล้วงมือลงไปบนกระเป๋าเสื้อ แล้วดึงบุหรี่ยัดไส้กัญชาที่เหลือที่ยังไม่ได้จุดสูบออกมา
“โอ้ พระเจ้า เอ้านี่ เอาไปเลย” เธอตอบพร้อมยื่นส่งให้กับแม่ “อย่าพยายามจะมาบอกหนูล่ะว่าแม่ไม่ได้จะเก็บไว้สูบเองเมื่อมีโอกาส”
ไรล์ลี่เก็บบุหรี่ยัดไส้ทั้งสองตัวนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมของเธอ
“ยังมีอะไรอีก” เธอออกคำสั่ง
“ก็แค่นั้นแหละ มีอยู่แค่นั้น” เอพริลตอบกลับสะบัด “แม่ไม่เชื่อหนูรึไง ไม่เป็นไร ตามสบาย ค้นตัวหนูได้เลย ค้นห้อง ค้นที่ไหนก็ได้ ก็หนูมีอยู่แค่นี้”
ไรล์ลี่ยืนตัวสั่นไปหมด เธอพยายามอย่างมากที่จะควบคุมสติอารมณ์
“ลูกไปเอาของพวกนี้มาจากไหน” เธอถาม
เอพริลยักไหล่ตอบ “ซินดี้ให้มา”
“ใครคือซินดี้”
เอพริลหัวเราะหยันๆ “ถึงบอกไปแม่ก็ไม่รู้จัก แม่ว่ามั้ย? ทำอย่างกับแม่รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตหนูงั้นแหละ แม่จะแคร์ทำไม จริงมั้ย? หนูหมายความว่า ถึงหนูจะเมากัญชาแต่มันจะมีอะไรแตกต่างสำหรับแม่เหรอ?”
ไรล์ลี่นั้นเหมือนถูกแทงใจดำ เอพริลนั้นจี้ไปที่จุดตายกะเอาให้กระอัก และมันก็เจ็บปวดมาก ไรล์ลี่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
“เอพริล ทำไมลูกถึงเกลียดแม่” เธอร้องไห้
เอพริลดูประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้สำนึกอะไร “หนูไม่ได้เกลียดแม่”
“แล้วทำไมทำเหมือนลงโทษแม่ แม่ไปทำอะไรให้ถึงคู่ควรกับการปฏิบัติแบบนี้”
เอพริลมองออกไปในความว่างเปล่า “บางทีแม่ก็ควรหาเวลาลองนั่งคิดดูเองบ้างนะ”
เอพริลลุกขึ้นจากม้านั่งและเดินมุ่งหน้าเข้าไปในบ้าน
ไรล์ลี่เดินไปเดินมาอยู่ในครัว หยิบนู่นหยิบนี่ออกมาจะทำอาหารเช้าเหมือนหุ่นยนต์ ขณะที่เธอหยิบเบคอนกับไข่ออกมาจากตู้เย็น เธอกลับคิดสงสัยว่าจะทำอย่างไรในสภานการณ์เช่นนี้ เธอควรต้องกักบริเวณเอพริลทันที แต่เธอจะหาวิธีทำแบบนั้นยังไง?
เมื่อตอนไรล์ลี่นั้นกำลังพักร้อน เธอก็มีเวลาจับตาดูเอพริลอยู่หรอก แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้ เมื่อเธอกลับเข้าไปประจำการ ตารางเวลาของเธอก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ และจากที่เห็นในตอนนี้ ลูกสาวเธอเองก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนกัน
ไรล์ลี่ครุ่นคิดถึงทางเลือกขณะที่กำลังวางแผ่นเบคอนเพื่อทอดลงในกระทะ มีอยู่อย่างหนึ่งที่เธอแน่ใจ เพราะเอพริลจะต้องไปใช้เวลาส่วนใหญ่กับพ่อ ไรล์ลี่จึงคิดว่าควรจะต้องบอกไรอันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นก็จะเปิดทางให้สารพัดปัญหาตามมา ไรอันนั้นก็เชื่ออยู่แล้วว่าไรล์ลี่ไร้ซึ่งความสามารถทั้งในฐานะภรรยาและในฐานะแม่ หากเธอบอกเขาเรื่องที่เธอจับเอพริลสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชาใด้ในสนามหญ้าหลังบ้าน เขาจะต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในเรื่องนั้น
แต่บางทีเขาก็อาจจะคิดถูก เธอคิดกับตัวเองเศร้าๆขณะที่มือก็ดันขนมปังสองแผ่นลงไปในเครื่องปิ้ง
ที่ผ่านมา ไรอันและไรล์ลี่สามารถจัดการที่จะเลี่ยงปัญหาการช่วงชิงสิทธิ์การเลี้ยงดูเอพริลมาได้ เธอรู้ดีถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยยอมรับแต่เขาก็สนุกกับการใช้ชีวิตเยี่ยงชายโสดและอิสรภาพมากเกินกว่าที่จะมานั่งใส่ใจกับการเลี้ยงลูกวัยรุ่น เขาก็ดูไม่ค่อยจะตื่นเต้นอะไรตอนที่ไรล์ลี่บอกว่าเอพริลจะได้มาอยู่กับเขามากขึ้น
แต่เธอก็รู้ดีเช่นกันว่าท่าทีของสามีเก่าเธอนั้นสามารถจะกลับตาลปัตรได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากเขามีข้ออ้างในการโยนความผิดอะไรให้เธอ หากเขารู้ว่าเอพริลแอบสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชา อาจจะพยายามพรากเธอไปจากไรล์ลี่เลยก็เป็นได้ แล้วนั่นคงเป็นอะไรที่เธอทนไม่ได้
ไม่กี่นาทีต่อมา ไรล์ลี่และลูกสาวก็นั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกันที่โต๊ะ ความเงียบระหว่างทั้งสองนั้นยิ่งน่าอึดอัดมากกว่าปกติเสียอีก
ในที่สุดเอพริลก็ถามขึ้น “แม่จะบอกพ่อรึเปล่า”
“ลูกคิดว่าบางทีแม่ควรจะบอกมั้ย” ไรล์ลี่ตอบ
ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่สัตย์จริงที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น
เอพริลคอตก ดูออกว่ากังวล
แล้วก็ขอร้องขึ้นว่า “หนูขอร้อง แม่อย่าบอกแกเบรียล่านะ”
คำพูดนั้นแทงทะลุเข้าไปที่ใจของไรล์ลี่ เอพริลนั้นกังวลว่าแม่บ้านจะรู้เรื่องมากกว่าจะสนใจว่าพ่อของเธอจะว่ายังไง – หรือแม้กระทั่งว่าแม่ของเธอจะว่าอย่างไร
เรื่องมันแย่มาถึงขั้นนี้เชียวหรือ ไรล์ลี่คิดในใจอย่างเศร้าๆ
สิ่งล้ำค่าตัวน้อยที่มีค่าที่สุดที่หลงเหลือจากชีวิตครอบครัวของเธอกำลังถูกแยกออกเป็นเสี่ยงๆต่อหน้าต่อตา เธอรู้สึกราวกับว่าเธอเหมือนไม่ใด้เป็นแม่อีกต่อไป เธออยากรู้เหลือเกินว่าไรอันจะเคยรู้สึกแบบนี้ในมุมของความเป็นพ่อบ้างมั้ย
คงจะไม่ จะให้มานั่งรู้สึกผิดนั้นก็ไม่ใช่สไตล์ของไรอัน บางทีเธอก็อิจฉาที่เขาไม่รู้สึกรู้สมอะไรกับสิ่งรอบตัวได้ง่ายๆ
หลังอาหารเช้า ขณะที่เอพริลกำลังเตรียมตัวไปโรงเรียน บ้านทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบ และไรล์ลี่กำลังหมกมุ่นอยู่กับอีกความคิดหนึ่งจากเรื่องในเมื่อคืนว่า – ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆล่ะ มีอะไรหรือใครที่ทำให้เกิดเสียงกุกกักนั้นที่ประตูหน้าบ้าน มันมีเสียงกุกกักอยู่ที่หน้าบ้านจริงๆหรือเปล่า หินเล็กๆพวกนั้นอยู่ดีๆมาจากไหน
เธอนึกไปถึงที่มารีวิตกจริตว่ามีโทรศัพท์แปลกๆ และนั่นทำให้ความหมกหมุ่นและขยาดกลัวค่อยๆเริ่มก่อตัวขึ้นภายในตัวเธอ
และเธอกำลังจะควบคุมมันไม่ได้ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกดโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคย
“เบ็ตตี้ ริชเตอร์ ฝ่ายนิติเวชเอฟบีไอพูดสาย” มีเสียงรับโทรศัพท์อย่างห้วนๆ
“เบ็ตตี้ นี่ ไรล์ลี่ เพจ พูดสาย” ไรล์ลี่กลืนน้ำลายเอื้อก “ฉันว่าคุณรู้ว่าฉันโทรมาทำไม”
เพราะยังไงแล้ว ไรล์ลี่ก็โทรศัพท์เข้ามาแบบนี้ทุกๆสองสามวันภายในระยะเวลาหกสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ริชเตอร์นั่นได้รับมอบหมายให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีของปีเตอร์สัน และไรล์ลี่ก็อยากรู้เหลือเกินว่ามันมีผลสรุปออกมาว่ายังไง
“คุณต้องการจะให้ฉันบอกกับคุณว่าปีเตอร์สันนั้นตายแล้วจริงๆ” เบ็ตตี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจ เธอเป็นคนที่มีความอดทน เข้าอกเข้าใจ และมีอารมณ์ขัน และไรล์ลี่ก็รู้สึกขอบคุณที่มีเธอเป็นเพื่อนปรับทุกข์มาตลอด
“ฉันรู้ว่ามันฟังดูประสาท”
“หลังจากเรื่องที่คุณต้องเจอมา?” เบ็ตตี้บอก “ไม่หรอก ฉันไม่คิดว่าคุณประสาท แต่ฉันก็ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่จะบอกคุณ มีแค่เพียงข้อมูลเดิมๆ ก็คือ เราพบศพของปีเตอร์สัน แน่นอนว่ามันถูกไหม้เป็นเถ้าถ่าน แต่ส่วนสูงและรูปร่างก็ตรงกับเขา คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นใครคนอื่น”
“คุณมั่นใจขนาดไหน ขอเป็นเปอร์เซ็นต์ได้มั้ย”
“ก็ประมาณ 99%” เธอตอบ
ไรล์ลี่สูดหายใจลึกเข้าอย่างช้าๆ
“คุณทำให้มันเป็น 100% ไม่ได้เหรอ” เธอถาม
เบ็ตตี้ถอนหายใจ “ไรล์ลี่ ฉันไม่สามารถจะการันตีความแน่นอนอะไรในชีวิตให้คุณได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น ไม่มีใครทำได้ ไม่มีใครมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นพรุ่งนี้เช้า โลกอาจจะถูกทำลายด้วยอุกกาบาตก็ได้ในระหว่างนี้ แล้วพวกเราก็จะตายกันหมดทุกคน”
ไรล์ลี่ปล่อยหัวเราะน้อยๆเสียงละห้อย
“ขอบคุณที่ทำให้ฉันต้องมากังวลกับอีกเรื่องหนึ่ง” เธอบอก
เบ็ตตี้ก็ขำเล็กน้อยเช่นกัน “ได้ทุกเมื่อ” เธอตอบ “ยินดีที่ได้ช่วยนะ”
“แม่?” เอพริลตะโกนเรียกออกมา พร้อมแล้วที่จะไปโรงเรียน
ไรล์ลี่วางสายลงอย่างรู้สึกขมขื่น และเตรียมตัวออกจากบ้าน หลังจากส่งเอพริลแล้วเธอตกลงจะไปรับบิลวันนี้ พวกเขามีผู้ต้องสงสัยที่ตรงตามทุกเกณฑ์ต้องสอบสวน
และไรล์ลี่มีความรู้สึกว่าคนๆนี้อาจเป็นเจ้าฆาตกรชั่วร้ายที่พวกเขากำลังตามหา
บทที่ 13
ไรล์ลี่ดับเครื่องยนต์แล้วนั่งรอบิลอยู่หน้าบ้าน ชื่นชมกับแบบบ้านตากอากาศสองชั้นสวยงามของเขา เธอเคยสงสัยมาตลอดว่าเขาจัดการกับสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างไร ถึงได้ดูเขียวสว่างสวยงาม แล้วยังมีไม้พุ่มประดับที่ตกแต่งเล็มใบและกิ่งได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ชีวิตครอบครัวของบิลอาจจะดูยุ่งเหยิง แต่เขาก็จัดการสนามหญ้าได้อย่างน่ามอง เพอร์เฟ็คสำหรับละแวกที่อยู่อาศัยที่เหมือนหลุดมาจากภาพถ่ายเช่นนี้ เธออดที่จะอยากรู้ไม่ได้ว่าสนามหญ้าหลังบ้านของเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในชุมชนเล็กๆใกล้กับเมือง
ควอนติโก้นี้
บิลเดินออกมาโดยมีภรรยา, แม็คกี้, เดินตามหลังมา พร้อมกับถลึงตาใส่ไรล์ลี่อย่างดุๆ ไรล์ลี่มองไปทางอื่น
บิลก้าวขึ้นรถและปิดประตู
“รีบไปจากที่นี่กันเถอะ” เค้าบ่นด้วยความโมโห
ไรล์ลี่สตาร์ทรถและหักพวกมาลัยเบี่ยงออกจากทางเดิน
“ฉันเดาว่าที่บ้านคุณสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีเหรอ” เธอถาม
บิลสั่นหน้า
“เราทะเลาะกันบ้านแทบแตกเมื่อคืนนี้ที่ผมกลับมาดึก แล้วนี่ยังลากมาต่ออีกในตอนเช้า”
เขาเงียบไปซักแป๊บหนึ่ง แล้วเสริมขึ้นมาขรึมๆ “เธอพูดเรื่องหย่าอีกแล้ว แล้วเธอก็จะเอาสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดูลูกชายทั้งหมด”
ไรล์ลี่ลังเล แต่แล้วเธอก็เดินหน้าถามคำถามที่เธอมีอยู่ในหัว “แล้วฉันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยรึเปล่า?”
บิลเงียบไป
“อืม” เขาสารภาพออกมาในที่สุด “เธอไม่ชอบใจที่เรากลับมาทำงานร่วมกันอีก เธอบอกว่าคุณเป็นเหมือนสิ่งมอมเมาที่ไม่ดี”
ไรล์ลี่ไม่รู้จะตอบอย่างไร
บิลเสริมขึ้นมาอีกว่า “เธอบอกว่าผมจะมีสภาพแย่ที่สุดเวลาที่ผมทำงานกับคุณ บอกว่าผมถูกดึงความสนใจ หมกมุ่นกับงานมากขึ้น”
ก็จริงของเธอนะ ไรล์ลี่คิด เธอและบิลนั้นต่างหมกมุ่นกับงานทั้งคู่
ระหว่างขับรถไปทั้งคู่ก็เงียบไปอีก ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น บิลก็เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค
“ผมมีข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับคนที่เรากำลังจะไปคุยด้วยวันนี้ นายรอส แบล็คเวล”
เขากดเลื่อนอ่านหน้าจออย่างเร็ว
“มีประวัติเป็นผู้กระทำผิดทางเพศ” เขากล่าวเสริม
ริมฝีปากของไรล์ลี่นั้นห่อตัวด้วยความขยะแขยง
“ข้อหาอะไร”
“มีสื่อลามกเกี่ยวกับผู้เยาว์ไว้ในครอบครอง จริงๆเขาโดนตั้งข้อสงสัยมากกว่านี้แต่ว่าไม่มีหลักฐานเอาผิด ชื่อของเขาอยู่ในระบบแต่ไม่ได้ถูกควบคุมความประพฤติ เป็นเคสของเมื่อสิบปีมาแล้ว รูปของเขาก็ค่อนข้างเก่าแล้วด้วย”
พวกอีแอบ เธอคิดในใจ สงสัยท่าจะจับยาก
บิลอ่านต่อ
“โดนไล่ออกจากงานหลายที่ ด้วยเหตุผลคลุมเครือ ครั้งสุดท้ายเขาทำงานอยู่ที่ร้านสาขาแฟรนไชส์ของห้างใหญ่ในเมืองเบลท์เวย์ – ขายของซื้อขายในชีวิตประจำวันทั่วไป ลูกค้าของร้านส่วนใหญ่ก็พวกครอบครัวและเด็กๆ เมื่อตอนที่ทางร้านจับได้ว่าแบล็คเวลเอาตุ๊กตามาจัดท่าทางลามกอนาจาร ทางร้านก็ไล่เขาออกและจับเขาส่งตำรวจ”
“ผู้ชายที่ทำวิตถารกับตุ๊กตาแถมยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเกี่ยวกับเด็ก” ไรล์ลี่บ่นพึมพำ
จนถึงตอนนี้ รอส แบล็คเวล นั้นตรงกับเค้าโครงที่เธอปะติดปะต่อขึ้นมา
“แล้วตอนนี้ล่ะ” เธอถามขึ้น
“เขาได้งานอยู่ที่ร้านขายของสะสม อย่างพวกโมเดลต่างๆ” บิลตอบ “เป็นสาขาของแฟรนไชส์เดิมในอีกห้างหนึ่ง”
ไรล์ลี่แปลกใจเล็กน้อย
“ผู้จัดการไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติของนายแบล็คเวลตอนที่จ้างเขาเหรอ”
บิลยักไหล่
“พวกเขาอาจจะไม่สนก็ได้ รสนิยมทางเพศของเขาดูจะหนักไปทางเพศหญิงทั้งหมด บางทีพวกเขาอาจไม่คิดว่าจะมีอันตรายอะไรในสถานที่ทำงานที่มีแต่โมเดลรถ โมเดลเครื่องบิน กับโมเดลรถไฟหรอก”
เธอรู้สึกสะท้านไปทั่วร่าง ทำไมคนประเภทนั้นยังมีปัญญาหางานทำได้อีกนะ ผู้ชายคนนี้ดูมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นฆาตกรโรคจิต แล้วทำไมเขาถึงยังได้รับการปล่อยให้ออกมาลอยนวลอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีก
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางฝ่าดงจราจรอันแสนติดมาถึงเมืองแซนฟิลด์ ชานเมืองวอชังตันดีซีนี้ไรล์ลี่เห็นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนตัวอย่างของ “เมืองที่เจริญแล้ว” ธรรมดาทั่วไป ที่ส่วนมากเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและสำนักงานใหญ่ของบริษัทต่างๆ เธอดูว่ามันไร้ชีวิตชีวา จอมปลอม และน่าสลดใจ
เธอจอดรถไว้ข้างหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งใหญ่ที่หนึ่ง ในชั่วขณะเธอได้แต่นั่งอยู่ในรถและจ้องมองดูรูปเก่าของแบล็คเวลบนคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของบิล มันไม่มีอะไรเด่นเลยบนใบหน้าของเขา แค่ชายผิวขาวที่มีผมสีเข้มกับสีหน้าอวดดี ตอนนี้ก็คงจะอายุประมาณห้าสิบกว่าได้แล้ว
เธอกับบิลออกจากรถและลงเดินเท้าตรงผ่านดินแดนแห่งความสุขของผู้จับจ่ายใช้สอย จนกระทั่งพวกเขามองเห็นร้านทำโมเดล
“ฉันไม่อยากปล่อยให้มันหนีไปได้” ไรล์ลี่บอก “ถ้ามันเห็นเราแล้วชิ่งจะทำยังไง”
“เราน่าจะต้อนมันในร้านได้” บิลตอบ “ทำให้มันขยับไปไหนไม่ได้แล้วให้ลูกค้าออกจากร้าน”
ไรล์ลี่วางมือหนึ่งบนปืนของเธอ
ยังไม่ใช่ตอนนี้ เธอบอกตัวเอง อย่าสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
เธอยืนตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง คอยมองดูลูกค้าของร้านเดินเข้าออก แบล็คเวลจะเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นรึเปล่า มันหนีไปแล้วรึเปล่านะ
ไรล์ลี่กับบิลเดินผ่านประตูเข้าไปในร้านทำโมเดล พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่แผ่กางออกและโมเดลแบบจำลองเมืองเล็กๆประกอบอย่างละเอียด จบด้วยรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่และแสงไฟที่สาดมาจากไฟจราจร โมเดลเครื่องบินห้อยย้อยลงมาจากเพดาน ไม่มีตุ๊กตาให้เห็นซักตัวเดียว
ผู้ชายหลายคนดูเหมือนกำลังง่วนกับการทำงานในร้าน แต่ไม่มีคนไหนที่เหมือนกับที่เธอวาดภาพไว้ในความคิด
“ฉันไม่เห็นเขาเลย” ไรล์ลี่บอก
ที่เค้าน์เตอร์หน้าร้าน บิลถาม “มีคนชื่อ รอส แบล็คเวล ทำงานอยู่ที่นี่มั้ยครับ”
ชายหนุ่มที่เค้าน์เตอร์เก็บเงินพยักหน้าและชี้ไปทางชั้นวางอุปกรณ์ประกอบแบบจำลอง ชายรูปร่างอ้วนเตี้ยม่อต้อผมกึ่งดำกึ่งขาวกำลังจัดแยกสินค้าอยู่ เขาหันหลังให้ไรล์ลี่และบิล
ไรล์ลี่แตะมือไปที่ปืนอีกครั้ง แต่ปล่อยมันไว้อยู่ในปลอกหุ้ม ทั้งเธอและบิลกระจายกันไปคนละทางเพื่อจะได้บล็อคหากนาย
แบล็คเวลคิดจะหนี
หัวใจเธอเต้นรัวขึ้นขณะที่เธอก้าวเข้าไปใกล้
“รอส แบล็คเวล ใช่รึเปล่า?” ไรล์ลี่ถามออกไป
ชายผู้นั้นหันมา เขาสวมแว่นตาหนาเตอะและพุงยื่นเลยออกมานอกเข็มขัด ไรล์ลี่ชะงักไปกับผิวหนังด้านๆที่ซีดเผือดราวกับขาดเลือดของเขา เธอคิดว่าเขาไม่น่าจะวิ่งหนีได้ แต่การประเมินคำว่า “บุคคลน่ารังเกียจ” ของเธอ ก็ดูพอเหมาะพอเจาะกับเขา
“ก็แล้วแต่สถานการณ์” แบล็คเวลตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คุณมีธุระอะไร”
ทั้งคู่หยิบตราประจำตัวออกมาแสดง
“ว้าว มาจากองค์กรเหรอ” แบล็คเวลออกอาการราวกับถูกใจ “นี่เป็นเรื่องใหม่เลยนะ ผมชินซะแล้วกับการจัดการกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หวังว่าคุณคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาจับผม เพราะผมคิดจริงๆ ว่าพวกเรื่องเข้าใจผิดแปลกๆมันเป็นอดีตไปแล้ว”
“เราแค่อยากจะถามคำถามคุณสองสามข้อ” บิลตอบ
แบล็คเวลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยและเอียงคอมาแทนคำถาม
“คำถามสองสามข้อเหรอ? ก็อย่างว่านะ ผมน่ะแทบจะท่องบัญญัติสิทธิพื้นฐานของพลเมืองได้อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องตอบคำถามคุณหากผมไม่อยากตอบ แต่เฮ้ ไม่แน่นะ มันอาจจะสนุกก็ได้ ถ้าคุณเลี้ยงกาแฟผม ผมก็เอาด้วยละกัน”
แบล็คเวลเดินตรงไปที่เค้าน์เตอร์หน้าร้าน โดยมีไรล์ลี่และบิลตามไปติดๆ ไรล์ลี่นั้นตื่นตัวเตรียมพร้อมหากเขาคิดหาทางหนี
“ฉันขอเบรคไปกินกาแฟนะเบอร์นี่” แบล็คเวลบอกที่แคชเชียร์
ไรล์ลี่บอกไม่ถูกจากสีหน้าของบิลว่าเขานั้นกำลังสงสัยว่าเราจับถูกคนอยู่หรือเปล่า เธอเข้าใจว่าทำไมเขาอาจจะคิดแบบนั้น
แบล็คเวลไม่ได้ดูตกใจที่เจอพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ในความเป็นจริงแล้ว เขาดูจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ
แต่เท่าที่ไรล์ลี่เข้าใจ แบบนี้ทำให้เขาดูยิ่งวิปริตและไร้ศีลธรรมมากขึ้นไปอีก หลายคนที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เลวทรามต่ำช้าที่สุดในประวัติศาสตร์นั้นก็มีการแสดงออกที่มั่นใจและมีเสน่ห์ สิ่งสุดท้ายที่เธอคิดว่าจะได้เห็นคือการที่ฆาตกรดูมีอาการสำนึกผิดแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
ทางไปศูนย์อาหารนั้นใกล้นิดเดียว แบล็คเวลพาบิลและไรล์ลี่เดินตรงไปที่ร้านกาแฟ หากชายผู้นี้กำลังหวาดวิตกกับการอยู่ร่วมพื้นที่กับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอสองคนแล้วล่ะก็ เขาก็เก็บความรู้สึกได้มิดชิดมาก
เด็กหญิงที่กำลังเดินอยู่ด้านหลังแม่นั้นสะดุดและล้มลงมาตรงหน้าพวกเขา
“อุ๊บส์!” แบล็คเวลร้องออกมาด้วยความสนุกสนาน เขาก้มลงไปและอุ้มเด็กให้ยืนขึ้น
แม่ของเด็กกล่าวขอบคุณอย่างอัตโนมัติและจูงมือเด็กหญิงเดินต่อไป ไรล์ลี่มองแบล็คเวลที่กำลังจ้องมองขาอ่อนที่อยู่ใต้กระโปรงสั้นของเด็กหญิง เธอรู้สึกคลื่นไส้กับภาพที่เห็น และยิ่งสงสัยเขาหนักมากขึ้น
ไรล์ลี่คว้าต้นแขนแบล็คเวลเข้าอย่างแรง แต่เขากลับมองเธอด้วยสายตาฉงนและใสซื่อ เธอสลัดแขนทิ้งและปล่อยเขาไป
“ไปสั่งกาแฟของคุณสิ” เธอบอก พยักเพยิดให้เขาไปที่เค้าน์เตอร์ของร้าน
“ผมขอคาปูชิโน่” แบล็คเวลบอกกับหญิงสาวอายุน้อยหลังเค้าน์เตอร์ “คนพวกนี้จะเป็นคนจ่ายนะ”
พร้อมกับหันมาทางบิลและไรล์ลี่ เขาถามต่อ “คุณสองคนจะเอาอะไร?”
“ไม่เป็นไร เราไม่ดื่ม” ไรล์ลี่ตอบ
บิลจ่ายเงินค่าคาปูชิโน่ และทั้งสามก็เดินมุ่งหน้าไปที่โต๊ะที่ไม่มีคนอื่นนั่งอยู่รอบๆ
“โอเค คุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผม” แบล็คเวลถามขึ้น เขาดูผ่อนคลายและเป็นมิตร “ผมหวังว่าพวกคุณคงจะไม่ด่วนตัดสินผมเหมือนเจ้าหน้าที่อื่นๆที่ผมเคยเจอมานะ คนเราสมัยนี้มันใจแคบ”
“ใจแคบเกี่ยวกับเรื่องการวางตุ๊กตาในท่าล่อแหลมน่ะเหรอ” บิลถาม
แบล็คเวลดูเหมือนเขาเจ็บปวดจริงๆ “คุณพูดซะมันฟังดูเป็นเรื่องสกปรกไปเลย” เขาบอก “มันไม่มีอะไรล่อแหลมเลย คุณลองดูกันเอาเอง”
แบล็คเวลเอาโทรศัพท์มือถือของเขาออกมาและเริ่มเปิดให้ดูภาพถ่ายงานฝีมือของเขาั รวมถึงหุ่นลามกอนาจารที่เขาสร้างภายในบ้านตุ๊กตา หุ่นตัวเล็กรูปคนอยู่ในสภาพไม่สวมเสื้อผ้าในแบบต่างๆ มันถูกจับวางท่าทางในหลากหลายจินตนาการของการร่วมเพศหมู่และถูกวางอยู่ในบริเวณต่างๆของบ้าน สมองของไรล์ลี่นั้นงุนงงกับความหลากหลายของท่าทางการร่วมเพศที่ถูกแสดงอยู่ในภาพถ่าย – ในหลายรูปน่าจะผิดกฎหมายรัฐในหลายๆรัฐ
ดูล่อแหลมมากสำหรับฉัน ไรล์ลี่คิด
“ผมแค่เสียดสีสังคมก็เท่านั้น” แบล็คเวลอธิบาย “ผมแค่ต้องการสื่อให้เห็นถึงประเด็นทางสังคมที่สำคัญ เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรมหยาบโลนและบ้าวัตถุ ใครซักคนต้องออกมาเรียกร้องแบบนี้บ้าง ผมก็แค่ใช้อิสรภาพทางคำพูดให้เกิดประโยชน์อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผมไม่ได้ใช้มันในทางที่ผิด ไม่ใช่ว่าผมออกมาตะโกนว่า ‘ไฟไหม้’ ในโรงหนังที่มีคนดูอยู่แน่นซะเมื่อไหร่”
ไรล์ลี่สังเกตว่าบิลนั้นเริ่มจะออกอาการไม่พอใจแล้ว
“แล้วเด็กๆที่มาเห็นภาพจำลองเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ของคุณล่ะ? บิลถาม “คุณไม่คิดว่าคุณทำร้ายพวกเขาบ้างเหรอ”
“ไม่ ด้วยความสัตย์จริง ไม่เลย” แบล็คเวลตอบอย่างเยาะๆ “พวกเขาเห็นอะไรที่แย่ยิ่งกว่านี้จากสื่อต่างๆทุกวัน เดี๋ยวนี้ไม่มีคำว่าความใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กอีกต่อไป นั่นก็คือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกให้โลกรู้ มันทำให้ผมใจสลาย ผมจะบอกคุณให้”
เขาพูดเหมือนรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไรล์ลี่นึกในใจ
แต่เธอก็เห็นค่อนข้างชัดเจนว่าเขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลย รอส แบล็คเวล นั้นไม่มีศีลธรรมแม้แต่นิดเดียว หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็ไม่มีฝังอยู่ในกระดูกร่างกายของเขา ยิ่งเวลาผ่านไปไรล์ลี่ก็ยิ่งเกิดความสงสัยในความรู้สึกผิดของเขามากขึ้น
เธอพยายามจะอ่านสีหน้าเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหมือนพวกโรคจิตวิปริตทั้งหลาย เขาปกปิดความรู้สึกตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม
“บอกฉันหน่อย รอส” เธอบอก “คุณชอบออกไปข้างนอกมั้ย? ฉันหมายถึงไปแคมป์ปิ้งหรือไปตกปลาอะไรแบบนี้”
หน้าของแบล็คเวลเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มกว้าง “อ๋อ แน่นอน ตั้งแต่ผมเป็นเด็กแล้ว ผมเป็นลูกเสือด้วยนะสมัยก่อน บางทีก็ต้องเข้าไปในป่าคนเดียวทีละเป็นอาทิตย์ บางครั้งผมก็คิดว่าผมคงเป็น แดเนียล บูนน์ เมื่อชาติที่แล้ว”
ไรล์ลี่ถามต่อ “แล้วคุณชอบล่าสัตว์ด้วยรึเปล่า”
“แน่นอน ตลอดเวลาเลยหละ” เขาตอบด้วยเสียงกระตือรือร้น “ผมได้รางวัลตั้งหลายถ้วยอยู่ที่บ้าน คุณรู้มั้ยหัวของกวางตัวใหญ่ๆ ผมยึดมันติดกับผนังด้วยตัวเองเลยนะ ผมเก่งเรื่องการสต๊าฟซากสัตว์ด้วย”
ไรล์ลี่หรี่ตามองแบล็คเวล
“คุณมีที่ไหนที่ชอบไปมั้ย? ฉันหมายถึงป่าหรืออะไรแบบนี้ สวนของรัฐหรืออุทยานแห่งชาติ”
แบล็คเวลลูบคางอย่างใช้ความคิด
“ผมไปที่เยลโล่สโตนบ่อยมาก” ผมว่า “นั่นเป็นสถานที่โปรดของผม แน่นอน มันยังเทียบไม่ได้กับภูเขาเดอะเกรทสโมกกี้ หรือ อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี มันเลือกยาก”
บิลเสริมเข้ามา “แล้วสวนเมืองโมวส์บี้หล่ะ หรือไม่ก็อุทยานแห่งชาติใกล้เมืองแด็กเก็ตต์”
อยู่ดีๆแบล็คเวลก็ดูระวังตัว
“คุณอยากรู้ไปทำไม” เขาถามอย่างตะกุกตะกัก
ไรล์ลี่รู้ว่าช่วงเวลาแห่งความจริง – หรือในทางตรงกันข้าม – นั้นมาถึงแล้ว เธอล้วงมือไปในกระเป๋าแล้วหยิบเอาภาพถ่ายของเหยื่อการฆาตกรรมที่ถ่ายไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ออกมา
“คุณรู้จักผู้หญิงเหล่านี้หรือไม่” ไรล์ลี่ถาม
แบล็คเวลตาลุกด้วยความตื่นตัว
“ไม่” เขาตอบด้วยเสียงสั่นเทา “ผมไม่เคยเห็นพวกเธอมาก่อนในชีวิต”
“คุณแน่ใจหรือเปล่า?” ไรล์ลี่ต้อน “บางทีชื่อของพวกเธออาจจะทำให้คุณจำได้ รีบ้า ฟราย, เอลีน โรเจอร์ส, มาร์กาเร็ต เจอราตี้”
แบล็คเวลดูตื่นตระหนก
“ไม่เคย” เขาตอบ “ผมไม่เคยเห็นพวกเธอ ไม่เคยได้ยินชื่อด้วย”
ไรล์ลี่สังเกตใบหน้าเขาครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็เข้าใจสถานการณ์ เธอได้รู้ในสิ่งที่ต้องการจะรู้เกี่ยวกับ รอส แบล็คเวล แล้ว
“ขอบคุณที่สละเวลาให้เรา รอส” เธอกล่าว “แล้วจะติดต่อมา หากเราต้องการทราบอะไรเพิ่มเติม”
บิลดูงุนงงขณะที่เดินตามเธอออกมาจากศูนย์อาหาร
“เมื่อกี๊นี้มันเกิดอะไรขึ้น” เขาถามสะบัดๆ “คุณคิดอะไรอยู่ เขาผิดชัดๆและก็รู้ด้วยว่าเราตามกลิ่นเขาอยู่ เราปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้จนกว่าเราจะจับเขาได้”
ไรล์ลี่ปล่อยเสียงถอนใจอย่างเริ่มจะหมดความอดทนเล็กน้อย
“ลองคิดดูนะบิล” เธอพูด “คุณได้เห็นผิวสีซีดเผือดของเขานั่นรึเปล่า ไม่มีกระแม้แต่จุดเดียว ผู้ชายคนเมื่อกี๊ไม่เคยแม้แต่จะออกไปข้างนอกได้ถึงหนึ่งวันเต็มๆหรอกในชีวิต”
“ถ้างั้น เขาก็เคยไม่เคยเป็นลูกเสือเหรอ?”
ไรล์ลี่ขำเล็กน้อย “ไม่เคย” เธอตอบ “แล้วฉันยังฟันธงให้คุณได้ด้วยว่าเขาไม่เคยไปเยลโล่สโตนหรืออุทยานแห่งชาติโยเซมิตีหรือภูเขาเดอะเกรทสโมกกี้ และเขาก็ไม่รู้วิธีสต๊าฟซากสัตว์ด้วยแน่นอน
บิลดูค่อนข้างละอายในตอนนี้
“เขาทำซะผมเกือบเชื่อแน่ะ” บิลบอก
ไรล์ลี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่ เขาเกือบทำได้แน่ะ” เธอพูด “เขาโกหกเก่งทีเดียว สามารถทำให้คนฟังเชื่อว่ากำลังพูดความจริงเกี่ยวกับทุกเรื่อง แล้วก็ชอบที่จะโกหกด้วย โกหกทุกครั้งที่สบโอกาส – ยิ่งเรื่องที่โกหกเป็นเรื่องใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งดี”
เธอหยุดพูดแป๊บหนึ่ง
“ปัญหาคือ” ไรล์ลี่เสริม “เขาห่วยแตกเวลาเล่าความจริง เพราะไม่เคยชิน เขาดูจะสมาธิหลุดเวลาพยายามจะเล่า”
บิลเดินข้างเธอเงียบๆครู่หนึ่ง กำลังพยายามจะละเลียดข้อมูลพวกนี้
“คุณหมายความว่า – ?” เขาเริ่มเอ่ย
“เขาพูดความจริงเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บิล นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงของเขาถึงฟังดูรู้สึกผิด ความจริงจะฟังเหมือนเรื่องโกหกเวลาถูกพูดถึงเสมอ เขาไม่เคยพบหรือเจอผู้หญิงเหล่านั้นมาก่อนเลยในชีวิต ฉันไม่ได้บอกว่าเขาไม่มีทางสังหารคนได้ เขาน่าจะทำได้ แต่เขาไม่ได้เป็นคนลงมือในคดีสังหารพวกนี้”
บิลส่งเสียงคำรามในลำคอ
“ให้ตายสิ” เขาบ่นออกมา
ไรล์ลี่ไม่ได้พูดอะไรต่ออีกในระหว่างทางกลับ นี่เป็นความล้มเหลวสุดๆเลย เธอยิ่งคิดเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก ฆาตกรตัวจริงยังคงลอยนวลอยู่ข้างนอก แล้วพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน และเธอนั้นรู้ รู้ดีว่ามันจะต้องลงมือสังหารอีกในเร็ววันนี้
ไรล์ลี่เริ่มอารมณ์เสียกับความไร้สามารถในการเจาะคดีนี้ แต่ขณะที่เธอกำลังคุ้ยสมองของเธออยู่นั้นเอง อยู่ๆเธอก็นึกได้ว่าใครที่เธอควรจะต้องไปคุยด้วย ในตอนนี้
บทที่ 14
อีกนิดเดียวก็จะถึงเมืองแซนฟิลด์แล้ว เมื่อจู่ๆไรล์ลี่ก็หักพวงมาลัยข้ามสองเลนและเบี่ยงออกไปบนทางออก
บิลนั้นประหลาดใจ “นี่เรากำลังจะไปไหน” เขาถามขึ้น
“เมืองเบลดิ้ง” ไรล์ลี่ตอบ
บิลจ้องหน้าเธอจากที่นั่งผู้โดยสาร รอให้เธออธิบายมากกว่านี้
“สามีของ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ยังอาศัยอยู่ที่นั่น” เธอบอก “เขาชื่อ รอย ใช่มั้ย? รอย เจอราตี้ แล้วเขาเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันด้วยใช่รึเปล่า?”
“จริงๆแล้ว เป็นร้านซ่อมและขายอะไหล่” บิลบอก
ไรล์ลี่พยักหน้า “เรากำลังจะไปเยี่ยมเขา” เธอตอบ
บิลยักไหล่อย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“โอเค แต่ผมก็ไม่รู้นะว่าทำไม” เขาตอบ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็สอบสวนเขาละเอียดทีเดียวเกี่ยวกับการฆาตกรรมภรรยาของเขา แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า”
ไรล์ลี่ไม่พูดอะไรเลยซักพัก เธอรู้เรื่องพวกนี้หมดแล้ว แต่ยังไงก็ตาม เธอรู้สึกว่ามันยังมีอะไรต้องเรียนรู้เพิ่มอีก มันต้องมีช่องโหว่อะไรโดนปล่อยทิ้งไว้ในเมืองเบลดิ้ง แค่ระยะทางสั้นๆผ่านฟาร์มชนบทของรัฐเวอร์จิเนียเท่านั้นเอง เธอต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร – ถ้าเธอทำได้ แต่เธอก็ชักเริ่มไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน
“ฉันมันขึ้นสนิมซะแล้วล่ะ บิล” ไรล์ลี่พูดเบาๆขณะขับรถ “มีอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อกี๊นี้ ที่ฉันมั่นใจมากว่า รอส แบล็คเวล ต้องเป็นฆาตกรที่เราตามหา ฉันควรจะต้องรู้ตั้งแต่แว่บแรกที่เห็น แต่สัญชาตญาณของฉันมันเดี้ยงไปแล้ว”
“อย่ากดดันตัวเองมากเกินไปเลย” บิลตอบ “เจ้าหมอนั่นก็ดูจะตรงตามเค้าโครงคนร้ายที่คุณบอก”
ไรล์ลี่คำรามอยู่ในลำคอ “อืม แต่เค้าโครงคนร้ายของฉันมันผิดไง ฆาตกรของเราจะไม่มีทางจัดท่าทางตุ๊กตาแบบนั้นแน่ – และไม่ใช่ในที่สาธารณะด้วย”
“ทำไมล่ะ?” บิลถาม
ไรล์ลี่หยุดคิดไปซักพัก
“เพราะฆาตกรดูจริงจังกับตุ๊กตามากเกินไป” เธอตอบ “มันต้องมีความหมายลึกซึ้งอะไรสำหรับเขาแน่ ต้องเป็นเรื่องส่วนตัวอะไรซักอย่าง ฉันคิดว่าเขาน่าจะรู้สึกเหมือนโดนดูถูกหากมาเห็นสิ่งที่แบล็คเวลกระทำกับตุ๊กตา ท่าท่างที่แบล็คเวลจับวางให้ตุ๊กตาน่ะ เขาน่าจะเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่ต่ำช้า ตุ๊กตาไม่ใช่ของเล่นสำหรับเขา พวกมัน…ไม่รู้สิ ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
“ผมรู้ว่าความคิดคุณทำงานยังไง” บิลบอก “และไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เดี๋ยวคุณก็จะคิดออกได้เองในที่สุด”
ไรล์ลี่เงียบไป กำลังเล่นภาพเหตุการณ์ของสองสามวันที่ผ่านมาย้อนซ้ำไปซ้ำมาในหัวสมอง แต่มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้น
“ฉันก็คิดผิดอยู่บ่อยๆเหมือนกัน” เธอบอกบิล “ฉันคิดว่าฆาตกรมันพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เป็นแม่ ฉันมั่นใจเลยทีเดียว แต่ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ไม่ได้เป็นแม่คน ฉันคาดผิดไปได้ยังไง”
“เดี๋ยวความคิดคุณก็จะไหลลื่นเองนั่นแหละ” บิลตอบ
พวกเขามาถึงชานเมืองของเมืองเบลดิ้งแล้ว บ้านเมืองดูโทรมและเก่า เป็นเมืองเล็กๆที่น่าจะอยู่มาแล้วหลายยุคสมัย หากแต่ฟาร์มใกล้ๆนี้น่าจะถูกซื้อโดยครอบครัวเศรษฐีที่อยากจะเป็น “ชาวนายกระดับ” ที่ยังคงเดินทางไปทำงานแสวงหาอำนาจในวอชิงตันดีซี สภาพเมืองเหมือนกำลังจะดับสลายขนาดที่ว่าบางคนอาจจะขับรถผ่านเมืองไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาถึงเมืองแล้ว
ร้านซ่อมและขายอะไหล่ยนต์ของ รอย เจอราตี้ นั้นมองเห็นได้ง่ายมาแต่ไกล
ไรล์ลี่และบิลลงจากรถและเดินเข้าไปในออฟฟิศด้านหน้าที่ค่อนข้างทรุดโทรม ไม่มีใครอยู่ในนั้น ไรล์ลี่กดออดเรียกอยู่ที่เค้าน์เตอร์ พวกเขารอแต่ไม่มีใครมาต้อนรับ ไม่กี่นาที พวกเขาก็เข้าไปสำรวจในอู่ซ่อมรถ เท้าคู่หนึ่งโผล่ออกมาจากข้างใต้รถ
“คุณ รอย เจอราตี้ รึเปล่าคะ?” ไรล์ลี่ถามออกไป
“ครับ” เสียงตอบรับมาจากด้านล่างรถ
ไรล์ลี่มองรอบๆ ไม่มีคนงานซักคนให้เห็นเลย เศรษฐกิจมันแย่มากขนาดที่เจ้าของต้องลงมาทำทุกอย่างเองเชียวหรือ?
เจอราตี้เลื่อนตัวออกมาจากใต้รถ หรี่ตามองพวกเขาอย่างระแวงสงสัย เขามีรูปร่างบึกบึนในอายุประมาณสามสิบกลางๆถึงปลาย สวมชุดคลุมทั้งตัวที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน เขาเช็ดมือกับผ้าสกปรกผืนหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืน
“คุณไม่ใช่คนแถวนี้นี่” เขาบอก และเสริมว่า “มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ?”
“เรามาจากเอฟบีไอ” บิลตอบ “เราต้องการสอบปากคำคุณซักสองสามข้อ”
“อา พระเจ้า” เขาบ่นในลำคอ “ผมไม่มีเวลากับเรื่องพวกนี้”
“คงจะรบกวนคุณไม่นานหรอก” ไรล์ลี่บอก
“เอ่อ นี่คุณ” เขาบ่นรำคาญ “ถ้าเราจะต้องคุยกัน เราก็ต้องคุยกัน”
เขาเดินนำไรล์ลี่กับบิลเข้าไปในมุมเครื่องดื่มของพนักงานที่มีตู้กดน้ำกระป๋องสภาพเกือบพังอยู่หลายตัว พวกเขานั่งลงบนเก้าอี้พลาสติก ราวกับไม่มีคนอื่นอยู่แถวนั้นเลย รอยหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดโทรทัศน์สภาพเก่าคร่ำครึ เขากดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายช่องจนมาหยุดอยู่ที่ซิทคอมเก่าแก่เรื่องหนึ่ง แล้วเขาก็จ้องเขม็งไปที่หน้าจอ
“เริ่มถามสิ่งที่คุณอยากรู้แล้วรีบทำให้มันเสร็จๆไปซักที” เขาเริ่ม “หลายวันมานี้ก็ยิ่งกว่านรกอยู่แล้ว”
ไรล์ลี่เดาได้อย่างทะลุปรุโปร่งทันทีว่าเขาหมายความว่าอะไร
“ฉันเสียใจด้วยที่ข่าวการฆาตกรรรมของภรรยาคุณถูกนำกลับมาเล่นอีกครั้ง” เธอบอก
“หนังสือพิมพ์บอกว่ามีอีกสองคดีที่เหมือนกัน” เจอราตี้พูด “ผมไม่อยากจะเชื่อเลย โทรศัพท์ผมสายแทบไหม้กับพวกนักข่าวที่โทรเข้ามา แล้วยังมีพวกชั่วที่ว่างโทรมาก่อกวนอีก อีเมลของผมก็เต็มจนล้น ไม่มีการเคารพสิทธิส่วนบุคคลหลงเหลืออยู่เลย สงสารก็แต่อีฟลิน – ภรรยาของผม – เธอสะเทือนใจมาก”
“คุณแต่งงานใหม่เหรอครับ” บิลถาม
เจอราตี้พยักหน้า ยังคงจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ “เราแต่งงานกันเจ็ดเดือนหลังจากที่มาร์กาเร็ต…”
เขาไม่สามารถพูดจนจบประโยคได้
“คนแถวนี้คิดว่ามันเร็วเกินไป” เขาบอก “แต่มันไม่เร็วไปเลยสำหรับผม ผมไม่เคยรู้สึกเหงามากมายขนาดนี้เลยในชีวิต อีฟลินเป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ ผมไม่รู้ว่าผมจะกลายเป็นยังไงถ้าไม่มีเธอ ผมว่าผมคงไม่รอด”
เสียงของเขาเข้มขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึก
“เรามีลูกสาวเล็กๆคนนึงแล้วตอนนี้ อายุหกเดือน ชื่อลูซี่ ความสุขของชีวิตผม”
เสียงหัวเราะจากซิทคอมในโทรทัศน์จู่ๆก็แทรกขึ้นมาในสถานการณ์ที่ช่างไม่เหมาะเอาเสียเลย เจอราตี้สูดน้ำมูกและกระแอมเพื่อเคลียร์ลำคอจากเสลดและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังไม่คิดไม่ออกอยู่ดีว่าคุณมีอะไรจะถามผม” เขาพูดกึ่งถาม “ตามที่ผมเข้าใจ ผมได้ตอบคำถามไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างทุกรูปแบบเท่าที่พวกคุณคิดออกแล้วเมื่อสองปีก่อน มันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ คุณก็ยังจับคนร้ายไม่ได้อยู่ดี แล้วคุณก็ไม่มีทางจะจับได้แล้วตอนนี้”
“เรายังกำลังพยายามอยู่นะคะ” ไรล์ลี่บอก “เราจะจับเขามาลงโทษให้ได้”
หากแต่ตัวเธอนั้นยังรู้สึกถึงความว่างเปล่าในคำพูดของตัวเอง
เธอหยุดซักพักแล้วจึงถาม “คุณพักอยู่ใกล้กับที่นี่เหรอคะ? ฉันกำลังอยากถามว่าเราจะขอไปเยี่ยมที่บ้านคุณจะได้หรือไม่ แค่ขอไปดูรอบๆ”
คิ้วของเจอราตี้นั้นผูกเป็นโบว์อย่างใช้ความคิด
“ผมจำเป็นต้องอนุญาตมั้ย? หรือผมมีทางเลือกอื่นหรือเปล่า?” เขาถาม
ไรล์ลี่ชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามของเขา
“มันเป็นแค่คำขอน่ะค่ะ” เธอตอบ “แต่มันก็อาจจะมีประโยชน์”
เจอราตี้ส่ายหัวอย่างแน่วแน่
“ไม่” เขาตอบ “ผมต้องแบ่งเส้นไว้ให้ชัดเจน ตำรวจแทบจะย้ายมาอยู่กินนอนที่บ้านผมเมื่อสมัยเหตุการณ์ในช่วงนั้น บางคนก็มั่นใจเหลือเกินว่าผมนี่แหละคือคนที่ฆ่าเธอ บางทีตอนนี้พวกคุณก็อาจจะกำลังคิดแบบเดียวกันอยู่ก็ได้ ว่าผมฆ่าคน”
“ไม่ใช่” ไรล์ลี่ให้ความมั่นใจกับเขา “นั่นไม่ใช่เหตุผลว่าทำไมเราถึงมาที่นี่”
เธอมองเห็นบิลกำลังดูเครื่องอยู่อย่างจดจ้อง
เจอราตี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง เขายังคงร่ายต่อ “แล้วยังมีอีฟลินผู้น่าสงสาร – เธอต้องอยู่บ้านกับลูซี่ แล้วสภาพจิตใจเธอก็ย่ำแย่อยู่แล้วกับเสียงโทรศัพท์พวกนั้น ผมจะไม่ปล่อยให้เธอต้องมาเจออะไรมากกว่านี้ ผมเสียใจด้วย ผมไม่ได้อยากไม่ให้ความร่วมมือนะ แต่พอแล้วก็คือพอแล้ว”
ไรล์ลี่เดาได้เลยว่าบิลจะต้องแย้ง เธอจึงชิงพูดขึ้นมาก่อนเขา
“ฉันเข้าใจ” เธอตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ”
ไรล์ลี่แน่ใจว่าทั้งเธอและบิลน่าจะไม่ได้ข้อมูลสำคัญอะไรจากการเยี่ยมบ้านเจอราตี้อยู่แล้ว แต่เขาอาจจะยอมตอบซักคำถามสองคำถาม
“ภรรยาของคุณ – มาร์กาเร็ต ภรรยาคนแรกของคุณ – ชอบตุ๊กตารึเปล่าคะ?” ไรล์ลี่ถามอย่างระมัดระวัง “เธออาจจะมีสะสมตุ๊กตาบ้างรึเปล่า?”
เจอราตี้หันหน้ามาทางเธอ ละสายตาออกจากโทรทัศน์เป็นครั้งแรก
“ไม่นะครับ” เขาตอบ ดูมีทีท่าแปลกใจกับคำถาม
ไรล์ลี่ตระหนักได้ว่าคงไม่มีใครเคยถามคำถามประหลาดแบบนี้กับเขาเป็นแน่ จากทฤษฎีร้อยแปดที่ตำรวจจะสรรหามาคิดได้เมื่อสองปีก่อน ตุ๊กตาไม่น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น และถึงแม้เขาจะต้องเจอกับการคุกคามจากสถานการณ์ในขณะนี้ คงไม่มีใครปะติดปะต่อความเกี่ยวพันกันกับตุ๊กตาอย่างแน่นอน
“เธอไม่ชอบตุ๊กตา” เจอราตี้กล่าวต่อ “ไม่ใช่ว่าเกลียด แต่มันแค่ทำให้เธอเศร้า เธอไม่สามารถ – เราไม่สามารถ – มีลูกได้ แล้วตุ๊กตาก็ทำให้เธอคิดถึงแต่เรื่องนั้น มันคอยย้ำเตือนเธอ บางครั้งเธอก็ร้องไห้เวลาอยู่กับตุ๊กตา”
ถอนหายใจหนักหน่วง แล้วจึงหันหน้ากลับไปทางโทรทัศน์อีกครั้ง
“เธอไม่มีความสุขเลยในช่วงปีหลังๆ” เขากล่าวในเสียงหลบต่ำ น้ำเสียงฟังดูห่างไกล “ผมหมายถึงกับการที่เราไม่มีลูก ทั้งเพื่อนๆและญาติๆหลายคนมีลูกเป็นของตัวเอง มันเหมือนกับว่าทุกคนมีลูกหรือเลี้ยงลูกกันตลอดเวลายกเว้นพวกเรา มีงานเลี้ยงรับขวัญหลานมาให้พวกเราต้องไปอยู่ตลอด บรรดาแม่ๆมาขอให้เธอไปช่วยจัดการเลี้ยงวันเกิดลูกให้ มันทำให้เธอจิตตก
ไรล์ลี่เหมือนมีก้อนสงสารมาจุกอยู่ที่คอหอย เธอรู้สึกเห็นใจชายผู้นี้ที่กำลังพยายามกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมหลังจากต้องเจอกับโศกนาฏกรรมที่รับไม่ได้เช่นนั้น
“ฉันคิดว่าเราหมดคำถามแล้วค่ะ คุณเจอราตี้” เธอกล่าว “ขอบคุณมากที่สละเวลาให้ ฉันรู้ว่ามันอาจจะดูช้าเกินไปมากที่จะพูด แต่ฉันเสียใจด้วยกับความสูญเสียของคุณ”
หลังจากนั้นไม่นาน ไรล์ลี่และบิลก็ขับรถออกไป
“มาเสียเวลาเปล่า” ไรล์ลี่พูดกับบิล
ไรล์ลี่มองกระจกหลังเห็นเมืองเล็กของเวลดิ้งกำลังค่อยๆลับตาไป เธอรู้แล้วว่าฆาตกรไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่มันต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณที่ฟลอเรสชี้บนแผนที่ ที่ไหนซักแห่งที่ใกล้ๆนี้ ไม่แน่พวกเขาอาจกำลังขับรถผ่านบ้านของมันโดยไม่รู้ตัวก็ได้ตอนนี้ ความคิดนี้ทรมานไรล์ลี่มาก เธอแทบรู้สึกถึงการปรากฎกายของมันได้ ความกระตือรือร้นของมัน ความอยากในการทรมานและฆ่าเหยื่อที่กำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของมัน
และเธอต้องหยุดมันให้ได้
บทที่ 15
ชายหนุ่มถูกปลุกขึ้นจากเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ ทีแรกเขาไม่รู้ว่าตัวเขาอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่รู้คือวันนี้จะต้องเป็นวันสำคัญ เป็นวันที่เขามีชีวิตอยู่เพื่อรอมัน
เขารู้ว่ามันมีเหตุผลที่เขามาตื่นอยู่ในที่แปลกถิ่นนี้ – เพราะมันกำลังจะเป็นวันๆนั้น เป็นวันที่สร้างความพอใจอันหอมหวานให้แก่เขา และจะเป็นวันที่แสนหวาดกลัวและเจ็บปวดเหลือคณาสำหรับคนอื่น
แต่ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนล่ะ? ยังครึ่งหลับครึ่งตื่น ยังจำอะไรไม่ได้ เขานอนแผ่อยู่บนโซฟาในห้องที่ปูด้วยพรม จ้องมองไปที่ตู้เย็นและไมโครเวฟ แสงยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เขาลุกขึ้นเปิดประตูห้องและมองออกไปนอกทางเดินมืดๆ กดเปิดสวิชต์ข้างๆกรอบประตู แสงสาดเข้าไปในทางเดินห้องโถงเข้าไปถึงประดูด้านตรงข้ามที่เปิดอยู่ เขาพอจะมองเห็นเบาะเตียงคนไข้สีดำกับกระดาษสีขาวปลอดเชื้อที่วางพาดคลุมอยู่ด้านบน
แน่ละ เขาคิดในใจ คลินิครักษาฟรี
ตอนนี้เขาจำได้แล้วว่าอยู่ที่ไหนและมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ยินดีกับตัวเองที่อึดถึกและมีไหวพริบ เขามาถึงที่คลินิคช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ช่วงตอนที่ข้างในกำลังวุ่น ในระหว่างความพลุกพล่านของเหล่าคนไข้ เขาแค่เข้าไปขอวัดความดันง่ายๆ และ เธอ ก็คือนางพยาบาลที่วัดความดันให้กับเขา
ผู้หญิงคนนั้นเองที่เขามาเพื่อเจอโดยเฉพาะ ผู้หญิงคนที่เขาเฝ้ามองมาหลายวันแล้ว ทั้งที่บ้าน ทั้งเวลาเธอไปช็อปปิ้ง ทั้งเวลาที่เธอมาทำงานที่นี่
หลังจากวัดความดันแล้ว เขาก็ดันตัวเองเข้าไปอยู่ในช่องแคบลึกเข้าไปในตู้เก็บวัสดุการแพทย์ พวกสต๊าฟไร้เดียงสาช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย คลินิคนั้นปิดแล้วและทุกคนก็กลับบ้านไปหมด โดยที่ไม่แม้แต่จะมาตรวจเช็คตู้เก็บซัพพลาย หลังจากนั้นเขาก็คลานออกมาและทำตัวตามสบายประหนึ่งบ้านเขาเองที่นี่ ตรงมุมพักผ่อนของสต๊าฟ เขานอนหลับสบายดี
แล้ววันนี้ก็จะเป็นวันที่ไม่ธรรมดา
เขาปิดไฟเพดานลงทันที คนภายนอกจะต้องไม่รู้ว่ายังมีคนอยู่ในอาคาร เขามองดูเวลาบนนาฬิกามือถือ เหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะเจ็ดโมงเช้าแล้ว
เธอจะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว เขารู้จากการเฝ้าสังเกตการณ์มาหลายวัน งานของเธอคือเตรียมความเรียบร้อยของคลินิคสำหรับทั้งแพทย์และคนไข้ในทุกๆเช้า ตัวคลินิคเองเปิดทำการตอนแปดโมงเช้า ในระหว่างเจ็ดถึงแปดโมง เธอจะอยู่ที่นี่คนเดียวเสมอ
แต่วันนี้จะไม่เหมือนเดิม วันนี้เธอจะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
เขาได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดในลาดจอดรถด้านนอก เขาปรับมูลี่ให้พอดีต่อการมองออกไปด้านนอก เธออยู่นั่นเอง กำลังก้าวลงจากรถ
เขาไม่มีปัญหาในการควบคุมความตื่นเต้น ครั้งนี้ไม่ได้เหมือนสองครั้งแรกที่เขายังรู้สึกกลัวและหวาดหวั่น ตั้งแต่ครั้งที่สามเป็นต้นมา พอทุกอย่างมันเริ่มเข้าที่ เขาก็รู้ว่าเขาจับจุดได้แล้ว ตอนนี้เขาทั้งชำนาญและมีฝีมือ
แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เขาอยากจะทำให้แปลกออกไปจากทุกครั้ง เพียงเพื่อปรับกิจวัตร ให้ครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งก่อนๆเล็กน้อย
เขากะจะทำให้เธอประหลาดใจด้วยของฝากนิดหน่อย – ด้วยวิธีเรียกหาเหยื่อของเขาเอง
*
ขณะที่ ซินดี้ แมคคินน่อน เดินผ่านลานจอดรถที่ว่างโล่ง เธอก็คิดย้ำในหัวว่ากิจวัตรวันนี้เธอต้องทำอะไรบ้าง หลังจากที่เก็บวัสดุซัพพลายส์เข้าที่เรียบร้อยแล้ว งานที่ต้องทำสิ่งแรกคือต้องจัดทำใบขอซื้อให้ร้านขายยาและตรวจเช็คเพื่ออัพเดทปฏิทินนัดคนไข้
หลังจากเปิดคลินิคตอนแปดโมง ก็จะมีคนไข้มาเข้าคิวรอต่อแถวที่หน้าประตูแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือของวันก็ต้องจัดการเรื่องกระจุกกระจิกจิปาถะ รวมถึงการตรวจวัดชีพจร, ตรวจเลือด, ฉีดยา, นัดกับคนไข้, และทำงานตามคำขอที่บางทีก็ไร้เหตุผลของเหล่าพยาบาลวิชาชีพและแพทย์
หน้าที่ของผู้ช่วยพยาบาลอย่างเธอมันไม่ได้สวยหรูเลย แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็รักในงานที่เธอทำ มันเป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่มที่ได้ช่วยคนที่หากไม่ได้มารักษาที่นี่ก็คงไม่สามารถสู้ค่ารักษาพยาบาลได้ เธอรู้ดีว่าที่นี่พวกเธอทำงานช่วยชีวิตคน แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่บริการขั้นพื้นฐานก็ตาม
ซินดี้ล้วงกุญแจคลินิคออกจากกระเป๋าและปลดล็อคประตูแก้วด้านหน้า เธอเดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วและหันกลับไปล็อคประตูตามเดิม เดี๋ยวก็มีคนมาเปิดประตูอีกทีตอนแปดโมงเช้า หลังจากนั้นเธอก็รีบใส่รหัสโค้ดเพื่อยับยั้งการทำงานของระบบฉุกเฉินของอาคาร
ขณะที่เธอกำลังเดินไปที่บริเวณนั่งรอของคนไข้ บางอย่างเตะตาเธอ วัตถุเล็กๆวางกองอยู่บนพื้น ในแสงไฟสลัวเช่นนี้ เธอมองไม่ออกว่ามันคืออะไร
เธอกดเปิดไฟเหนือศีรษะ วัตถุที่อยู่บนพื้นเป็นดอกกุหลาบ
เธอเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา ดอกกุหลาบไม่ใช่ของจริง มันเป็นของปลอมทำมาจากผ้าถูกๆ แต่มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
สงสัยคนไข้จะทำหล่นไว้เมื่อวาน แต่ทำไมไม่มีใครเก็บมันขึ้นมาหลังปิดคลินิคตอนห้าโมงเย็น?
แล้วทำไม เธอ ไม่เห็นมันเมื่อวานนี้? เธอว่าเธอรอจนแม่บ้านทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยนะ เธอเป็นคนสุดท้ายที่กลับบ้านและมั่นใจว่าไม่มีดอกกุหลาบหล่นอยู่ตรงนั้น
แล้วสารอดรินาลีนก็หลั่งไหลออกมาด้วยความกลัวที่บังเกิด เธอรู้แล้วว่าดอกกุหลาบหมายถึงอะไร เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอต้องออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ เสียเวลาไม่ได้แล้ว
แต่ขณะที่กำลังหันหลังวิ่งไปที่ประตู มืออันแข็งแรงคว้าแขนเธอไว้จากด้านหลัง ทำให้เธอไปไหนไม่ได้ ไม่มีเวลาคิดแล้ว ต้องปล่อยให้ร่างกายตอบโต้ด้วยตัวมันเอง
เธอยกศอกขึ้นแล้วหมุนตัวไปด้านหลัง ถ่วงน้ำหนักทั้งหมดไปทางด้านข้างและด้านหลัง รู้สึกได้ว่าศอกไปกระแทกกับพื้นผิวแข็งๆแต่นุ่มหยุ่น พร้อมกับได้ยินเสียงโอดครวญออกมาอย่างดังและดุร้าย ขณะเดียวกับที่น้ำหนักของคนที่โจมตีเธอเทลงมาด้านหน้าลงบนตัวเธอ
เธอจะโชคดีซัดไปโดนลิ้นปี่ของมันรึเปล่า? เธอหันไปดูไม่ได้ มันไม่มีเวลาให้ทำเช่นนั้น – ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียว
เธอวิ่งไปที่ประตู แต่เหมือนเวลาเดินช้าลง รู้สึกเหมือนไม่ได้วิ่งเลย กลับเหมือนการเคลื่อนตัวผ่านวุ้นเจลาตินสีใสก้อนหนาเสียมากกว่า
เธอมาถึงประตูในที่สุดและพยายามจะกระชากเปิด แต่แน่นอนมันจะเปิดได้อย่างไรในเมื่อเธอล็อคมันไปแล้วตอนเดินเข้ามาเมื่อกี๊นี้
เธอควานมือลงไปในกระเป๋าอย่างรีบเร่งจนกระทั่งเจอกุญแจ แต่แล้วมือเธอกลับสั่นมากจนถือกุญแจไว้ไม่อยู่ ร่วงเสียงดังลงบนพื้น เวลาเดินช้ามากขึ้นไปอีกขณะที่เธอก้มลงไปเก็บมันขึ้นมา เธอเกลี่ยกุญแจไปมาจนกระทั่งเจอดอกที่ใช่ แล้วจึงเสียบมันลงไปในแม่กุญแจ
มันไร้ประโยชน์สิ้นดี มือของเธอมันสั่นจนทำอะไรไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนโดนทรยศจากร่างกายของตัวเอง
และแล้วตาเธอก็สะดุดกับภาพความเคลื่อนไหวลางๆด้านนอก บนทางเดินเท้าถัดจากลานจอดรถ มีหญิงคนหนึ่งกำลังพาสุนัขมาเดินเล่น มือยังจับที่กุญแจแน่น เธอยกกำปั้นขึ้นและทุบไปที่กระจกแก้วอย่างหนาบานนั้น อ้าปากกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
แต่เสียงของเธอก็โดนอุดด้วยอะไรบางอย่าง อุดแน่นอยู่รอบปาก ทำให้มุมปากถูกดึงอย่างเจ็บปวดอยู่ด้านข้าง มันเป็นผ้า – ผ้าขี้ริ้ว หรือ ผ้าเช็ดหน้า หรือ ผ้าพันคอ คนร้ายยัดผ้าลงปากเธอด้วยความรุนแรงไร้ความปรานีจนจะทำให้เธออาเจียน ตาเธอปูดโปนออกมา แต่แทนที่จะกรีดร้องให้คนช่วย เธอทำได้เพียงแค่ปล่อยเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด
เธอดิ้นก่ายมือไปมาจนกุญแจหล่นจากมืออีกครั้ง พร้อมกับที่โดนลากอย่างไร้แรงต่อต้านเข้าไปทางด้านหลัง ค่อยๆหายออกไปจากแสงสว่างยามเช้า หายเข้าไปในความมืด ในความมืดมนจากความสั่นสะพรึงที่ไม่คาดคิดและเกินกว่าจินตนาการใดๆ
บทที่ 16
“คุณรู้สึกว่ามันแปลกถิ่นมั้ย?” บิลถาม
“รู้สึก” ไรล์ลี่ตอบ “แล้วฉันว่าคนอื่นก็มองเราสองคนออกเหมือนกัน”
ทั้งตุ๊กตาและผู้คนที่ดูจะปนเปกันอย่างมั่วๆถูกจัดให้นั่งอยู่ในเครื่องตกแต่งเบาะหนังหุ้มของล็อบบี้โรงแรมอันโอ่โถง ผู้คน – ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายบ้างประปราย – กำลังนั่งดื่มชากาแฟและสนทนากันอยู่ ตุ๊กตามากมายหลายชนิด ทั้งแบบหญิงและชาย นั่งรวมกลุ่มอยู่ด้วยราวกับเป็นเด็กน้อยมารยาทงาม ไรล์ลี่ว่ามันเหมือนการรวมญาติแบบพิลึกกึกกือที่ลูกๆทุกคนเป็นของปลอม
ไรล์ลี่อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ภาพพิสดารนั้น เมื่อไม่มีหลักฐานชี้นำให้ตามแล้ว เธอกับบิลจึงตัดสินใจมาที่นี่ มาที่งานแสดงตุ๊กตา หวังว่าอาจจะเจอหลักฐานนำทางอะไรบ้าง แม้ว่าจะดูเป็นไปได้ยากแค่ไหนก็ตาม
“คุณสองคนลงทะเบียนแล้วรึยังครับ?” เขาถาม
ไรล์ลี่หันหน้าไปเจอกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังมองเสื้อแจ็คเก็ตของบิลอยู่ ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะเห็นอาวุธที่กำบังไว้อยู่ภายในเสื้อ เจ้าหน้าที่วางมือไว้ใกล้กับปลอกกระบอกปืนของเขา
เธอว่าในสถานที่ที่คนยั้วเยี้ยแบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็มีเหตุผลที่จะกังวล หากเกิดมีคนบ้ากราดยิงขึ้นมา สามารถทำให้คนแตกตื่นได้เลยในสถานที่แบบนี้
บิลหยิบตราประจำตัวขึ้นมาแสดง “เอฟบีไอ” เขากล่าว
เจ้าหน้าที่หัวเราะเล็กน้อย
“ไม่แปลกใจเท่าไหร่” เขาบอก
“ทำไมล่ะ?” ไรล์ลี่ถาม
เจ้าหน้าที่ส่ายหัว
“เพราะว่าผมเจอกลุ่มคนที่แปลกที่สุดที่เคยเจอมารวมอยู่ในที่เดียว”
“อืม” บิลเห็นด้วย “แล้วก็ไม่ใช่จะเป็นมนุษย์ทุกคนด้วยนะ”
เจ้าหน้าที่ยักไหล่ก่อนตอบ “คุณพนันได้เลยว่าต้องมี ใครซักคน ในนี้ที่เคยทำอะไรผิดมา”
เขาผงกหัวไปด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่ง สอดส่องบริเวณห้อง
“ผมจะดีใจมากเมื่องานนี้จบลง” แล้วเขาก็เดินจ้ำอาดๆจากไป ท่าทางระแวดระวังและตื่นตัว
ไรล์ลี่เดินทอดน่องกับบิลเข้าไปในฮอลล์ที่เชื่อมต่อกัน เธอไม่ค่อยแน่ใจว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกังวลอะไร ให้พูดตรงๆคือ ผู้ที่มางานแต่ละคนดูพิลึกพิลั่นมากกว่าจะมีประสงค์ร้าย เหล่าผู้หญิงที่เห็นก็อายุไล่ไปตั้งแต่เด็กยันคนมีอายุ บางคนก็ดูนิ่งขรึมและเข้มงวด บางคนก็ดูเปิดเผยและมนุษยสัมพันธ์ดี
“บอกผมอีกทีได้มั้ยว่าคุณมาที่นี่หวังว่าจะเจออะไร” บิลถามเบาๆ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ไรล์ลี่สารภาพ
“บางทีคุณอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องตุ๊กตานั่นมากไป” เขาพูด เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบใจที่ต้องอยู่ที่นี่ “แบล็คเวลดูจิตๆกับตุ๊กตาก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่พวกวิตถาร แล้วเมื่อวานเราก็ได้รู้แล้วว่าเหยื่อรายแรกไม่ได้ชอบตุ๊กตาด้วยซ้ำ”
ไรล์ลี่ไม่ตอบ บิลอาจจะถูกก็ได้ แต่พอเขาเอาโบรชัวร์ของงานแสดงนี้มาให้เธอดู ก็ไม่รู้ทำไมเธอถึงต้องมาอย่างช่วยไม่ได้ เธออยากจะลองดูอีกสักตั้ง
เหล่าผู้ชายที่ไรล์ลี่เห็นดูเหมือนพวกหนอนหนังสือหรือไม่ก็พวกศาสตราจารย์ ส่วนใหญ่จะสวมแว่น และมีอีกหลายคนทีเดียวที่ไว้เคราแพะ ไม่มีใครที่ดูแล้วสามารถเป็นฆาตกรได้เลย เธอเดินผ่านหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ กำลังโยกตุ๊กตาเด็กไปมาในอ้อมแขนและร้องเพลงกล่อม ถัดไปอีกฟากนู้น หญิงชรากำลังคุยกับตุ๊กตาลิงตัวเท่าคนอย่างออกรสชาติ
โอเค ไรล์ลี่นึกในใจ มันมีอะไรประหลาดๆนิดหน่อยนะที่นี่
บิลดึงโบรชัวร์ออกจากกระเป๋าเสื้อและพลิกดูขณะที่กำลังเดินไปด้วย
“มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้างรึยัง?” ไรล์ลี่ถามเขา
“ก็มีช่วงพูดคุย เล็คเชอร์ให้ความรู้ แล้วก็เวิร์คช็อป – ประมาณนั้น บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่บางเจ้าก็อยู่ที่นี่เพื่อมาอัพเดท
เทรนด์และความคลั่งไคล้ใหม่ๆให้บรรดาเจ้าของร้านฟัง แล้วก็มีบางคนที่เหมือนจะเป็นที่รู้จักในแวดวงตุ๊กตา พวกเขามีให้คำแนะนำและพูดคุยอะไรประมาณนี้”
แล้วบิลก็หัวเราะออกมา
“เฮ้ ดูนี่ มีเล็คเชอร์หัวข้อเด่นเด้งออกมาด้วยนะ”
“หัวข้ออะไร?”
“การสรรสร้างสังคมทางเพศสมัยวิคตอเรียในยุคของตุ๊กตาพอร์ซเลน’ อีกไม่กี่นาทีจะเริ่มแล้ว อยากไปดูหน่อยมั้ย”
ไรล์ลี่หัวเราะเช่นกัน “ฉันว่าเราคงจะฟังไม่รู้เรื่องซักคำ มีอย่างอื่นอีกมั้ย”
บิลส่ายหัว “ก็ไม่เชิงไม่มี ไม่มีอะไรจะช่วยทำให้เข้าใจจุดประสงค์ของฆาตกรโหดเหี้ยมทารุณได้อยู่แล้ว”
บิลกับไรล์ลี่เดินย้ายมาในห้องใหญ่ที่เปิดอยู่ถัดไป บู๊ทส์สินค้าและโต๊ะเรียงรายมากมายเหมือนเขาวงกตขนาดมหึมา ตุ๊กตาและหุ่นเชิดสารพัดแบบที่หาได้ในโลกจัดแสดงโชว์อยู่ มีตั้งแต่ตัวจิ๋วเท่านิ้วก้อยไปยันขนาดเท่าคน จากของเก่าโบราณไปยันของใหม่แกะกล่องเพิ่งออกมาจากโรงงาน บางชนิดก็เดินได้ บางชนิดก็พูดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นแบบห้อย นั่ง หรือยืน อยู่ตรงนั้น จ้องกลับมาที่ผู้เข้าชมที่ออกันอยู่เป็นกลุ่มหน้าตุ๊กตาแต่ละตัว
เป็นครั้งแรกที่ไรล์ลี่เห็นเด็กจริงๆอยู่ในงาน – ไม่มีเด็กผู้ชาย มีแต่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ส่วนใหญ่ยังต้องอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของผู้ปกครอง แต่ก็มีบางรายที่หลุดรอดสายตาผู้ปกครองไปกับกลุ่มเด็กซน สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก
ไรล์ลี่หยิบกล้องจิ๋วขึ้นมาจากโต๊ะ จากป้ายที่ติดไว้อ้างว่ามันใช้ได้จริง บนโต๊ะเดียวกันมีหนังสือพิมพ์จิ๋ว, ตุ๊กตาของเล่น, กระเป๋าถือ, กระเป๋าสตางค์, และเป้สะพาย บนโต๊ะถัดไปมีอ่างอาบน้ำสำหรับตุ๊กตาและอุปกรณ์ภายในห้องน้ำต่างๆ
ในโซนของเสื้อทีเชิร์ตมีบริการสกรีนเสื้อสำหรับตุ๊กตาและสำหรับลูกค้าที่เป็นคนจริงๆ แต่ร้านทำผมนั้นสำหรับตุ๊กตาเท่านั้น ภาพ
วิกผมอันเล็กหลายอันที่ถูกจัดทรงไว้อย่างเรียบร้อยทำให้ไรล์ลี่นั้นเย็นวาบ ทางเอฟบีไอได้ตรวจสอบพบบริษัทผู้ผลิตวิกผมจากจุดฆาตกรรมแล้ว ยังรู้แล้วว่ามันมีวางขายอยู่ตามร้านทั่วทุกมุมนับไม่ถ้วน มาได้เห็นมันถูกวางเรียงรายแบบนี้ทำให้นึกไปถึงภาพที่ไรล์ลี่เห็นมาที่คนอื่นในที่นี้ไม่ได้เห็น ภาพของศพหญิงสาว สภาพเปลือยเปล่า นั่งแยกขาออกเหมือนตุ๊กตา สวมวิกผมขนาดไม่พอดีหัวที่ทำมาจากผมตุ๊กตา
เธอมั่นใจว่าภาพพวกนี้คงไม่มีวันจางหายไปจากความจำของเธอแน่ หญิงสาวเหล่านั้นถูกกระทำอย่างไร้ความปราณี แต่ยังอุตส่าห์ถูกจัดวางท่าทางศพไว้เพื่อสื่อถึง….บางอย่างที่เธอก็ยังตอบไม่ได้ แต่ก็แน่ละ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอกับบิลถึงมาอยู่ที่นี่
เธอก้าวไปด้านหน้าและพูดกับหญิงสาววัยรุ่นสดใสมีชีวิตชีวาที่ดูเหมือนจะเป็นคนจัดการร้านทำผมตุ๊กตา
“คุณขายวิกผมพวกนี้ที่นี่รึเปล่าคะ?” ไรล์ลี่ถาม
“แน่นอนค่ะ” หญิงสาวตอบ “อันนั้นเอาไว้สำหรับจัดแสดง แต่ฉันมีอันใหม่อยู่ในกล่อง คุณชอบอันไหนคะ”
ไรล์ลี่ไม่รู้จะตอบว่าอะไรต่อไป “คุณจัดแต่งทรงผมให้วิกผมอันเล็กพวกนี้ด้วยเหรอคะ” เธอถามในที่สุด
“เราสามารถเปลี่ยนทรงให้ได้ค่ะ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนิดหน่อยเท่านั้น”
“คนประเภทไหนที่มาซื้อคะ” ไรล์ลี่ถาม เธออยากถามว่ามีผู้ชายที่ดูแปลกๆมาซื้อวิกผมตุ๊กตาบ้างหรือเปล่า
หญิงสาวมองหน้าเธอตาโต “ฉันไม่แน่ใจว่าคุณหมายความว่าอะไร” เธอพูด “คนหลากหลายประเภทซื้อมันค่ะ บางครั้งพวกเขาก็เอาตุ๊กตาที่มีอยู่แล้วมาเปลี่ยนทรงผม”
“ฉันหมายความว่า มีผู้ชายมาซื้อบ่อยมั้ยคะ?” ไรลลี่ถาม
หญิงสาวดูจะอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดแล้วตอนนี้ “เท่าที่จำได้ก็ไม่ค่ะ” เธอกล่าว หลังจากนั้นก็หันไปคุยกับลูกค้าคนอื่นซะเฉยๆ
ไรล์ลี่ยืนต่ออีกเดี๋ยวหนึ่ง รู้สึกเหมือนพวกปัญญาอ่อนที่เปิดประเด็นถามคนด้วยคำถามแบบนี้ ราวกับว่าเธอยื่นโลกอันมืดมนของเธอไปใส่หน้าอีกคนที่น่าจะมีโลกสดใสและเรียบง่าย
บิลแตะแขนเธอแล้วพูดว่า “ผมว่าคุณไม่เจอไอ้วิตถารที่นี่หรอก”
ไรล์ลี่รู้สึกหน้าร้อนผ่าว แต่ขณะที่เธอหันออกจากร้านทำผมตุ๊กตา เธอตระหนักว่าเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงพิลึกคนเดียวที่ผู้จัดแสดงสินค้าต้องหาวิธีจัดการ เธอเกือบจะเดินชนผู้หญิงคนหนึ่งที่มือกำตุ๊กตาตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อไว้แน่น หน้าก็ร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติ อีกโต๊ะหนึ่ง ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังตะโกนสาดน้ำลายกันว่าใครจะเป็นคนได้ซื้อของสะสมหายากบางอย่าง พวกเขาแทบจะเหมือนเล่นชักเย่อ ขู่จะฉีกสินค้าออกเป็นเสี่ยงๆ
“ตอนนี้ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึงกังวลนัก” เธอบอกกับบิล
เธอเห็นว่าบิลกำลังมองใครบางคนในบริเวณละแวกนี้อย่างเอาจริงเอาจัง
“มีอะไรรึเปล่า?” เธอถามเขา
“ดูผู้ชายคนนั้นสิ” บิลบอก พยักเพยิดไปที่ชายผู้หนึ่ง กำลังยืนอยู่ใกล้ตุ๊กตาตัวใหญ่ในชุดเดรสมีระบายรอบๆที่จัดแสดงอยู่ เขาอายุราวสามสิบกลางๆและหน้าตาหล่อเหลา แตกต่างจากผู้ชายคนอื่นในที่นี้ เขาไม่ได้ดูเหมือนหนอนหนังสือหรือเหมือนอาจารย์ แต่ภายนอกเขากลับเหมือนนักธุรกิจหนุ่มผู้รุ่งเรืองและมั่นใจ แต่งตัวถูกกาลเทศะในชุดสูทราคาแพงและเนคไท
“เขาดูแปลกที่พอกับเราเลย” บิลกระซิบ “ทำไมผู้ชายหน้าตาท่าทางแบบนั้นถึงเล่นตุ๊กตาได้?”
“ฉันก็ไม่รู้” ไรล์ลี่ตอบ “แต่เขาก็ดูเหมือนพวกที่สามารถจะจ้างเพื่อนเล่นตอบโต้ได้หากเขาต้องการ” เธอมองดูหนุ่มนักธุรกิจซักแป๊บหนึ่ง เขาหยุดจ้องตุ๊กตาเด็กหญิงในชุดเดรสระบายรอบตัวที่จัดแสดงแล้ว เขากวาดตามองไปรอบๆ ราวกับให้แน่ใจว่าไม่มีใครกำลังดูอยู่
บิลหันหลังให้ชายหนุ่มและเอนตัวมาข้างหน้าทำเหมือนว่ากำลังคุยกันอย่างออกรสกับไรล์ลี่ “เขากำลังทำอะไรอยู่?”
“กำลังดูสินค้า” เธอตอบ “ในอากัปกิริยาที่ฉันไม่ค่อยชอบใจ”
ชายผู้นั้นโน้มตัวลงไปหาตุ๊กตาตัวหนึ่งแล้วส่องมันอย่างใกล้จนแทบจะชิด – อาจจะใกล้มากเกินไป – แล้วริมฝีปากบางของเขาก็โค้งเป็นรอยยิ้ม และเขาก็หันไปมองซ้ายมองขวารอบห้องอีก
“หรือกำลังมองหาเหยื่อรายใหม่” เธอเสริม
ไรล์ลี่แน่ใจว่าเธอเห็นอาการลับๆล่อๆบางอย่างในอากัปกิริยาของชายคนนั้นตอนที่เขาเอานิ้วลูบไปที่ชุดของตุ๊กตา สำรวจเนื้อผ้าในอาการกึ่งๆมีอารมณ์ทางเพศ
บิลเหลือบมองชายผู้นั้นอีกครั้ง “พระเจ้า” เขาพึมพำเบาๆ “ไอ้หมอนั่นมันโรคจิตหรืออะไรเนี่ย”
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้าปกคลุมไรล์ลี่ ตามหลักเหตุผลแล้ว เธอรู้เป็นอย่างดีว่านี่คงไม่น่าใช่ฆาตกร เพราะอย่างไรซะ มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะบังเอิญมาเจอเขาในที่สาธารณะเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ในเวลาอย่างนี้ ไรล์ลี่นั้นเชื่อว่าเธออยู่ในรัศมีของความชั่วร้าย
“อย่าให้เขาคลาดสายตา” ไรล์ลี่ย้ำ “ถ้าเขาแปลกหนักยิ่งกว่านี้ เราจะเข้าไปสอบปากคำเขาสักข้อสองข้อ”
แต่แล้ว ความเป็นจริงก็เป่าความคิดดำมืดนั้นปลิวหายไป เมื่อเด็กหญิงราวห้าขวบวิ่งร่าเข้าไปหาชายผู้นั้น
“คุณพ่อ” เด็กน้อยเรียกเขา
ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง หน้าเขาสว่างไสวไร้พิษภัยเต็มไปด้วยความรัก เขาเอาตุ๊กตาที่เจอขึ้นมาอวดลูกสาว และเด็กน้อยก็ทั้งหัวเราะและตบมือด้วยความดีใจ เขายื่นตุ๊กตาให้เธอและเด็กน้อยกอดมันไว้แน่น ผู้เป็นพ่อหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาและเตรียมตัวชำระเงิน
ไรล์ลี่ส่งเสียงคำรามออกมา
เซ้นท์ของฉันพลาดอีกแล้ว เธอคิด
เธอเห็นว่าบิลนั้นกำลังฟังใครพูดอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเขา หน้าของเขาดูเครียดขึ้นเมื่อหันมาทางเธอ
“มันเล่นงานเหยื่ออีกรายแล้ว”
บทที่ 17
ไรล์ลี่สบถออกมาในลำคอขณะที่กำลังจะจอดรถข้างๆอาคารยาวที่มีดาดฟ้า ชายสามคนสวมเสื้อแจ็คเก็ตของเอฟบีไอกำลังยืนอยู่ด้านนอก คุยอยู่กับตำรวจท้องที่หลายคน
“นี่มันดูไม่ค่อยดีเลย” ไรล์ลี่เอ่ย “เราน่าจะมาถึงก่อนพวกนั้นจะยกโขยงกันมา”
“ใช่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย” บิลเห็นด้วย
พวกเขาได้รับการบอกเล่าว่าหญิงสาวรายหนึ่งถูกลักพาตัวจากด้านในคลินิคการแพทย์เล็กๆนี้ โดนจับไปเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้เอง
“อย่างน้อยครั้งนี้เราก็มาถึงเร็วกว่าเดิม” บิลบอก “ไม่แน่ เราอาจจะมีโอกาสช่วยเธอออกมาอย่างปลอดภัยก็ได้”
ไรล์ลี่เห็นด้วยอย่างเงียบๆ ในคดีต่างๆที่เกิดก่อนหน้า ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่าเหยื่อถูกจับไปที่ไหนและเมื่อไหร่ เหยื่อสาวเหล่านั้นอยู่ดีๆก็หายตัวไปและกลับมาโผล่อีกทีก็กลายเป็นศพไปแล้วโดยทิ้งสัญลักษณ์เป็นนัยยะสื่อถึงความคิดของฆาตกร
ไม่แน่ครั้งนี้อาจจะต่างไป เธอคิด
เธอโล่งอกที่มีคนเห็นเหตุการณ์มากพอที่จะโทรรายงานเหตุการณ์ร้ายกับ 911 ตำรวจท้องที่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง และพวกเขาก็ได้แจ้งไปที่เอฟบีไอ พวกเขาเดาเอาว่านี่เป็นการก่อเหตุในรูปแบบเดียวกัน
“มันก็ยังนำหน้าเราไปก้าวหนึ่งอยู่ดี” ไรล์ลี่พูดขึ้น “ถ้าเป็นมันจริงๆ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ฉันจะคาดว่ามันจะก่อเหตุชิงตัวใครเลย”
เธอเคยคิดว่าฆาตกรน่าจะต้องสะกดรอยตามเหยื่อจากโรงรถ ลานจอดรถ หรือ ลู่วิ่งจ็อกกิ้ง หรือแม้กระทั่งละแวกหมู่บ้านที่มีแสงไฟสลัวๆ
“ทำไมมาเลือกเอาคลินิคเพื่อชุมชน?” เธอถาม “แล้วทำไมก่อเหตุตอนกลางวันแสกๆ? ทำไมถึงกล้าเสี่ยงเข้าไปในตัวอาคาร?”
“แน่ละ ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกอะไรก็ได้” บิลเห็นด้วย “เริ่มปฏิบัติงานกันเถอะ”
ไรล์ลี่จอดรถไว้ให้ใกล้บริเวณที่ขึงเทปกั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่เธอและบิลกำลังลงจากรถ เธอเห็นและจำผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่พิเศษ คาร์ล วาล์วเดอร์ ได้
“แย่ละ” ไรล์ลี่พูดเบาๆกับบิลขณะเดินเข้าไปภายในตัวอาคาร
ไรล์ลี่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกับ วาล์วเดอร์ – ชายหนุ่มหน้าเด็ก หน้าตกกระ ที่มีผมหยักศกสีทองแดง ทั้งไรล์ลี่และบิลไม่เคยมีใครทำคดีภายใต้บังคับบัญชาของเขามาก่อน แต่เขามีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยจะดี เจ้าหน้าที่คนอื่นๆเคยบอกว่าเขาเป็นเจ้านายประเภทที่แย่ที่สุด – คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และเพราะเหตุนั้นถึงยิ่งแน่วแน่ที่จะวางอำนาจบาตรใหญ่และใช้อำนาจเข้าข่ม
ที่ทำให้เรื่องยิ่งแย่ไปกว่านี้สำหรับไรล์ลี่และบิลคือ วาล์วเดอร์มีตำแหน่งสูงกว่าหัวหน้าทีมสายตรง เบรนท์ เมอเรดิธ ของพวกเขา ไรล์ลี่ไม่รู้ว่าวาล์วเดอร์อายุเท่าไหร่ แต่เธอแน่ใจว่าเขาขึ้นมาเป็นใหญ่ในเอฟบีไอได้เร็วเกินไปสำหรับตัวเขาเอง หรือสำหรับใครก็ตาม
เท่าที่ไรล์ลี่รู้ มันเป็นตัวอย่างชั้นดีของทฤษฎีปีเตอร์ทีเดียวล่ะ วาล์วเดอร์ได้ประสบความสำเร็จในการขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เกินความสามารถของตัวเองแล้ว
วาล์วเดอร์ก้าวเดินมาข้างหน้าเพื่อประจันหน้าไรล์ลี่และบิล
“เจ้าหน้าที่เพจและเจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์ ผมยินดีที่คุณมาถึงที่นี่ได้” เขากล่าว
ไม่มีพิธีรีตอง ไรล์ลี่ยิงคำถามตรงไปที่วาล์วเดอร์เพื่อถามคำถามที่เธออยากจะรู้
“เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นคนๆเดียวกันกับที่จับเหยื่อผู้หญิงอีกสามคนไป?”
“ด้วยสิ่งนี้ไง” วาล์วเดอร์บอก พร้อมกับชูถุงพิสูจน์หลักฐานที่ข้างในมีดอกกุหลาบทำจากผ้าราคาถูก “มันอยู่บนพื้นด้านใน”
“บ้าเอ๊ย” ไรล์ลี่สบถ
องค์กรนั้นคอยระมัดระวังไม่ไห้ข้อมูลรั่วไหลไปถึงสื่อ เกี่ยวกับรายละเอียดวิธีการจัดการเหยื่อของฆาตกร – การที่เขาทิ้งดอกกุหลาบไว้ในจุดเกิดเหตุในสถานที่ๆเขาจะจัดวางศพ นี่ไม่ใช่การกระทำเลียนแบบหรือจากฆาตกรรายใหม่
“คราวนี้เป็นใครกันล่ะ?” บิลถาม
“เธอชื่อ ซินดี้ แมคคินน่อน” วาล์วเดอร์บอก “เธอเป็นผู้ช่วยพยาบาล โดนจับไปตอนที่มาทำงานตอนเช้าเพื่อจัดความเรียบร้อยของคลินิค”
แล้ววาล์วเดอร์ก็แนะนำเจ้าหน้าที่อีกสองคน ผู้หญิงอายุน้อยคนหนึ่ง และ ผู้ชายที่น่าจะอายุน้อยกว่าอีกคนหนึ่ง “คุณอาจจะเคยพบ เจ้าหน้าที่ เคร็ก หวง และเจ้าหน้าที่ เอมิลี่ เครตั้น พวกเขาจะมาร่วมทีมช่วยเหลือคุณในคดีนี้”
บิลพึมพำออกมาให้ได้ยิน “แม่ง อะไรกันว—”
ไรล์ลี่กระทุ้งไปที่ซี่โครงของบิลเพื่อบอกให้เขาเงียบ
“หวงและเครตั้นได้ฟังบรีฟคดีคร่าวๆแล้ว” วาล์วเดอร์เสริม “พวกเขารู้เรื่องคดีพอๆกับที่คุณรู้”
ไรล์ลี่ฉุนอยู่ในใจ เธอต้องการจะบอกวาล์วเดอร์ว่า ไม่ หวงกับเครตั้นไม่ได้รู้พอๆกับที่เธอรู้ ไม่ได้รู้มากเท่าบิลด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้พอๆกันโดยไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับสถานที่เกิดเหตุ หรือ โดยไม่ได้ใช้เวลานับไม่ถ้วนไปกับการส่องหาหลักฐาน พวกเขาไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับสิ่งที่บิลและเธอได้ใส่ลงไปแล้วในคดีนี้ แล้วเธอเองก็แน่ใจด้วยว่าเจ้าหน้าที่เด็กสองคนนี้ยังไม่เคยลองมองภาพผ่านความคิดฆาตกรเพื่อจะได้รับรู้และเข้าใจประสบการณ์ของฆาตกร
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้าลึกและระงับความโกรธ
“ด้วยความเคารพนะคะท่าน” เธอกล่าว “เจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์และดิฉันเราเข้าใจคดีเป็นอย่างดีและเราก็ต้องรีบทำงานอย่างเร็วด้วย ความช่วยเหลือพิเศษ…มันไม่ได้ช่วยอะไร” เธอเกือบจะพูดว่าความช่วยเหลือพิเศษมันจะยิ่งทำให้ช้าลงไปอีก แต่ก็หยุดตัวเองไว้ได้ทัน ไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดดูเบาเด็กๆ
ไรล์ลี่มองเห็นรอยยิ้มหยันบนหน้าอ่อนเยาว์ของวาล์วเดอร์
“ด้วยความเคารพ เจ้าหน้าที่เพจ” เขาตอบกลับมา “ท่านวุฒิสมาชิกนิวโบรไม่เห็นด้วย”
หัวใจเธอหล่นตุ้บไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไรล์ลี่จำการพูดคุยกับวุฒิสมาชิกได้ และบางอย่างที่เขาบอกไว้ “คุณอาจจะไม่รู้ แต่ผมมีคนรู้จักสนิทสนมในตำแหน่งระดับสูงอยู่หลายคนในองค์กรของคุณ”
แน่นอน วาล์วเดอร์ต้องเป็นหนึ่งในพวก “คนรู้จักสนิทสนม”
วาล์วเดอร์เชิดคางขึ้นและพูดด้วยอำนาจที่หยิบยืมเขามา “ท่านวุฒิสมาชิกบอกว่าคุณมีปัญหาในการทำความเข้าใจกับความสำคัญในภาพรวมของคดีนี้”
“ดิฉันเกรงว่าท่านวุฒิสมาชิกจะปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” ไรล์ลี่กล่าว “ฉันเข้าใจและเห็นใจนะคะ ท่านโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก จึงคิดว่าการฆาตกรรมของบุตรสาวนั้นมันเกี่ยวพันกับการเมืองหรือเป็นเรื่องส่วนตัวหรือทั้งคู่ ซึ่งจริงๆมันเห็นชัดอยู่แล้วว่าไม่ใช่”
วาล์วเดอร์หรี่ตามองอย่างเยาะๆ
“มันเห็นชัดตรงไหน” เขาบอก “มันเห็นชัดสำหรับผมว่าท่านพูดถูก”
ไรล์ลี่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ท่านคะ บุตรสาวของท่านวุฒิสมาชิกเป็นเหยื่อรายที่สามจากตอนนี้ที่เพิ่มเป็นสี่รายแล้วนะคะ” เธอแย้ง “ระยะเวลาของการก่อเหตุมันลากยาวมาถึงสองปีกว่า มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ลูกสาวของท่านต้องมากลายเป็นหนึ่งในบรรดาเหยื่อ”
“ผมไม่คิดแบบนั้น” เขาแย้งกลับ “และเจ้าหน้าที่หวงกับเจ้าหน้าที่เครตั้นก็ไม่คิดอย่างนั้นเช่นกัน”
ราวกับนัดไว้ เจ้าหน้าที่ เอมิลี่ เครตั้น แทรกขึ้น
“คุณไม่รู้สึกเหรอว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก?” เธอร่วมวง “เช่นว่า บางครั้งผู้กระทำผิดจะจัดฉากการสังหารเหยื่อรายหนึ่งก่อนจะลงมือฆาตกรรมเหยื่อที่ตั้งใจเอาชีวิตจริงๆ เพื่อให้มันดูเหมือนเป็นการลงมือต่อเนื่องและไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว”
“การลักพาตัวครั้งล่าสุดนี้อาจมีจุดประสงค์แบบเดียวกันก็ได้” เจ้าหน้าที่ เคร็ก หวง เสริมเข้ามา “เหยื่อล่อชิ้นสุดท้าย”
ไรล์ลี่คุมตัวเองไม่ได้ กลอกตาไปกับความอ่อนต่อโลกของเด็กพวกนี้
“นั่นมันเป็นความคิดที่เก่ามากแล้ว” เธอตอบ “เรื่องในนิยาย มันไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตจริง”
“ยังไงก็ช่าง” วาล์วเดอร์พูดด้วยเสียงวางอำนาจ “มันเกิดขึ้นแล้วคราวนี้”
“เราไม่มีเวลาจะมาเสียกับเรื่องพวกนี้” ไรล์ลี่สะบัด หมดสิ้นความอดทน “เรามีพยานบ้างรึเปล่า?”
“มีอยู่หนึ่งคน” วาล์วเดอร์ตอบ “เกรต้า เทโดรว์โทรแจ้ง 911 แต่จริงๆแล้วเธอก็ไม่ได้เห็นอะไรมากมาย เธอนั่งอยู่ด้านใน พนักงานต้อนรับก็อยู่ด้านในเหมือนกัน แต่เธอไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริง ตอนที่เธอมาถึงตอนแปดโมงเช้า ตำรวจมาถึงที่นี่แล้ว”
ผ่านเข้าไปในประตูแก้วของคลินิค ไรล์ลี่มองเห็นผู้หญิงสองคนนั่งอยู่ในห้องนั่งรอ คนหนึ่งรูปร่างผอมอยู่ในชุดวิ่งออกกำลังกาย ถือเชือกจูงเจ้าตูบพันธุ์ค็อกเกอร์สเปเนียลอยู่ข้างๆ อีกคนหนึ่งโครงร่างใหญ่ วัยกลางคน หน้าตาออกไปทางฮิสแปนิก
“ท่านได้สอบสวนคุณ เทโดรว์ แล้วรึยังคะ?” ไรล์ลี่ถามวาล์วเดอร์
“เธอสะเทือนขวัญมากเกินกว่าจะให้ปากคำ” วาล์วเดอร์ตอบ “เราจะนำตัวเธอกลับไปที่หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมด้วย”
ครั้งนี้ไรล์ลี่อดกลอกตาไปมาไม่ได้ ทำไมจะต้องทำให้พยานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่รู้สึกเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย จะทำกร่างทำไม อย่างกับนั่นจะไม่ทำให้เธอสะเทือนขวัญไปมากกว่านี้?
ไม่สนใจมือไม้ที่โบกไม่ให้เธอเข้าของวาล์วเดอร์ เธอผลักประตูผลัวะเปิดออกและเดินอาดๆผ่านเข้าไปตรงทางเข้า
บิลตามเธอเข้ามา แต่เขาปล่อยหน้าที่สอบสวนให้เป็นของไรล์ลี่ ขณะที่เขาไปตรวจสอบห้องทำงานที่เชื่อมต่อกัน พร้อมไปสอดส่องดูห้องนั่งรอ
ผู้หญิงคนที่อยู่กับเจ้าตูบมองไรล์ลี่อย่างหวั่นๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” เกรต้า เทโดรว์ ถาม “ฉันพร้อมจะให้ปากคำแล้ว แต่ไม่มีใครถามอะไรฉันเลย ทำไมฉันถึงยังกลับบ้านไม่ได้?”
ไรล์ลี่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเธอและลูบมือเธอปลอบ
“คุณจะได้กลับบ้านแน่ค่ะ คุณเทโดรว์ ไม่นานหรอก” เธอบอก “ดิฉัน เจ้าหน้าที่เพจ และฉันจะสอบปากคำคุณนิดหน่อยในตอนนี้”
เกรต้า เทโดรว์ พยักหน้าสั่นๆ เจ้าตูบเพียงแต่นอนอยู่บนพื้นข้างๆมองขึ้นมาหาไรล์ลี่อย่างเป็นมิตร
“หมาน่ารักนะคะ” ไรล์ลี่บอก “มารยาทดีมาก มันอายุเท่าไหร่คะ เป็นตัวผู้ – หรือตัวเมีย?”
“ตัวผู้ค่ะ ชื่อ โทบี้ อายุห้าขวบ”
ไรล์ลี่ยื่นมือออกไปหาเจ้าตูบช้าๆ เมื่อเห็นท่าทางเหมือนจะอนุญาตของมัน เธอจึงเอามือลูบหัวมันเบาๆ
หญิงสาวพยักหน้าเป็นคำขอบคุณ ไรล์ลี่หยิบดินสอและสมุดโน๊ตออกมา
“ตอนนี้ก็ค่อยๆนะคะ ไม่ต้องรีบ” ไรล์ลี่เอ่ย “ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง พยายามนึกให้ได้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”
หญิงสาวพูดขึ้นอย่างช้าๆและตะกุกตะกัก
“ฉันพาโทบี้มาเดินเล่น” เธอชี้ไปด้านนอก “เรากำลังเลี้ยวมุมเข้ามาหลังรั้วต้นไม้เตี้ยๆ ตรงด้านนั้น มองเข้ามาก็เห็นคลินิค ฉันรู้สึกว่าได้ยินอะไรซักอย่าง เลยมองไปทางนั้น มีผู้หญิงคนนึงอยู่ที่ประตูคลินิค เธอกำลังทุบประตูแก้ว ฉันคิดว่าเห็นเธอโดนอุดปาก แล้วก็มีใครบางคนมาดึงเธอไปข้างหลังหายออกไปจากระยะสายตา”
ไรล์ลี่ลูบมือหญิงสาวอีกครั้ง
“คุณทำได้ดีมากค่ะ คุณเทโดรว์” เธอกล่าว “คุณเห็นหน้าคนร้ายบ้างมั้ยคะ”
หญิงสาวพยายามนึกอย่างหนัก
“ฉันไม่เห็นหน้าเขา” เธอตอบ “ฉันมองไม่เห็นหน้าเขา มันมีไฟเปิดอยู่ในคลินิค แต่….”
ไรล์ลี่เห็นภาพความทรงจำแล่นผ่านในหน้าของหญิงสาว
“อ้อ” เธอสะดุด “เขาสวมหน้ากากสกีสีมืดๆ”
“ทำได้ดีมากค่ะ แล้วเห็นอะไรอีกคะ”
หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้หยุดคิด ฉันดึงโทรศัพท์ออกมาโทรแจ้ง 911 ต้องรอสายนานมาก กว่าจะมีคนมารับสาย ฉันกำลังพูดสายกับโอเปอเรเตอร์แล้วก็มีรถขนของวิ่งผ่าออกมาจากด้านหลังอาคาร ยางล้อครูดไปกับพื้นขณะกำลังจะออกจากลานจอดรถ มันออกมาแล้วเลี้ยวซ้าย”
ไรล์ลี่จดโน๊ตอย่างรัว เธอเห็นแล้วว่าวาล์วเดอร์กับสมุนเด็กน้อยสองคนเดินเข้ามาในห้องและยืนอยู่ตรงโน้น แต่เธอก็ทำเป็นไม่สนใจ
“เป็นรถขนของแบบไหนคะ” เธอถาม
คิ้วของหญิงสาวผูกเป็นโบว์ “เป็นรถกระบะ ฉันคิดว่านะ อืมใช่ ถูกแล้ว ดูเก่ามาก – อาจจะเป็นรุ่นตั้งแต่ยุคเก้าสิบปลายๆ มันสกปรกมากด้วย แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสีน้ำเงินเข้ม หรือสีกรมท่า แล้วก็มีอะไรอยู่บนหลังคารถ เหมือนแคมเปอร์แต่ไม่ใช่แคมเปอร์ เหมือนตะแกรงอลูมิเนียมที่มีช่อง”
“ประทุนเหรอ?” ไรล์ลี่ลองเสนอ
หญิงสาวพยักหน้า “ฉันคิดว่ามันคงมีชื่อเรียกแบบนั้น”
ไรล์ลี่นั้นพอใจและประทับใจในความจำของหญิงสาวมาก
“แล้วเลขทะเบียนรถล่ะคะ” ไรล์ลี่ถาม
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย
“ฉัน – ฉันมองไม่ทัน” เธอตอบ น้ำเสียงผิดหวังกับตัวเอง
“ไม่เห็นแม้แต่ตัวอักษรเดียว หรือ เลขเดียวเหรอคะ” ไรล์ลี่ถามอีก
“ฉันขอโทษค่ะ แต่ฉันไม่เห็นจริงๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันพลาดไปได้ยังไง”
วาล์วเดอร์ก้มต่ำลงมากระซิบเสียงเข้มที่ข้างหูไรล์ลี่
“เราต้องเอาตัวเธอไปหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม” เขาบอก
เขาดึงตัวเองกลับไปเล็กน้อยขณะที่ไรล์ลี่ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณค่ะ คุณเทโดรว์” ไรล์ลี่บอก “ตอนนี้คงมีเพียงเท่านี้ค่ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอที่อยู่เบอร์ติดต่อไว้รึยังคะ”
หญิงสาวพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับบ้านไปพักผ่อนนะคะ” ไรล์ลี่พูดกับเธอ “เราจะติดต่อไปเร็วๆนี้ค่ะ”
หญิงสาวจูงเจ้าตูบออกไปจากคลินิคเพื่อกลับบ้าน วาล์วเดอร์ดูพร้อมจะระเบิดด้วยความโกรธและไม่ได้ดั่งใจ
“คุณกำลังทำบ้าอะไร” เขาออกคำสั่ง “ผมบอกว่าต้องเอาตัวเธอไปหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมไง”
ไรล์ลี่ยักไหล่ “ฉันนึกไม่ออกเลยว่าทำไมเราถึงต้องทำอย่างนั้น” เธอบอก “เราต้องเดินหน้าคดีนี้ต่อไปแล้วเธอคนนั้นก็บอกเราหมดทุกอย่างเท่าที่เธอจะทำได้แล้ว”
“ผมต้องการให้หมอสะกดจิตเธอ ช่วยให้เธอจำทะเบียนรถได้ มันต้องอยู่ในหัวสมองเธอตรงไหนซักแห่ง”
“เจ้าหน้าที่วาล์วเดอร์” ไรล์ลี่พูดขึ้น พยายามไม่ให้เสียงออกอาการหมดความอดทนตามที่เธอรู้สึก “เกรต้า เทโดรว์ เป็นหนึ่งในพยานที่ช่างสังเกตที่สุดที่ฉันเคยสอบปากคำในช่วงที่ผ่านมายาวนานนี้ เธอบอกว่าเธอไม่รู้ว่าเธอพลาดไปได้ยังไง พูดมาจากคนที่มีความจำดีมากอย่างเธอ มันมีความหมายได้อยู่อย่างเดียว”
เธอหยุดพูดไปซักพักอย่างท้าทายให้วาล์วเดอร์ต้องเดาว่า “อย่างเดียว” นั้นคืออะไร เธอบอกได้จากหน้าตาอันว่างเปล่าของเขาเลยว่าเขาไม่มีไอเดียอะไรเลย
“มันไม่มีเลขทะเบียนจะให้เห็น” เธอพูดต่อในที่สุด “ถ้าไม่ใช่คนร้ายเอามันออก มันก็ต้องสกปรกเลอะซะจนอ่านไม่ออก สิ่งที่เธอเห็นคือพื้นที่ว่างเปล่าตรงบริเวณที่ควรจะมีทะเบียนรถ หากมีทะเบียนรถอยู่ตรงนั้นจริง ผู้หญิงคนนั้นคงได้มองเห็นอย่างน้อยก็เศษเสี้ยวหนึ่งของมัน”
บิลแปร้นเสียงทางจมูกอย่างชื่นชม ไรล์ลี่อยากจะเข้าไปปิดปากเขา แต่นั่นก็คงยิ่งทำให้เรื่องแย่ เธอตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย
“ญาติของเหยื่อได้รับการติดต่อหรือยังคะ” เธอถามวาล์วเดอร์
เขาพยักหน้า “สามีของเธอมาที่นี่แป๊บนึง แต่เขารับไม่ได้ เราเลยส่งเขากลับบ้าน เขาอยู่ถัดไปไม่กี่บล็อค ผมจะส่งเจ้าหน้าที่หวง กับ เจ้าหน้าที่เครตั้น ไปสอบสวนเขาเอง”
เจ้าหน้าที่อายุน้อยทั้งสองยืนแยกตัวออกไปคุยอะไรกันอย่างกุลีกุจอมาซักพักแล้ว พวกเขาหันมาทางไรล์ลี่ บิล และ วาล์วเดอร์ หน้าตาดูพอใจกับผลงานมาก
“เอมิลี่ – เอ้ย เจ้าหน้าที่เครตั้นกับผมเราคิดออกแล้ว” หวงพูดขึ้น “มันไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ ไม่มีอะไรบ่งถึงการใช้กำลังเข้าไป นั่นก็หมายถึงไอ้โรคจิตนั่นมันรู้จักคนใน พูดก็คือ เขารู้จักคนที่ทำงานในคลินิค เขาอาจจะทำงานอยู่ที่นี่เองก็เป็นได้”
“เขามีโอกาสได้กุญแจมา” เครตั้นเสริมทัพ “อาจจะขโมยมา หรืออาจจะยืมมาแล้วเอาไปปั๊มกุญแจใหม่ อะไรทำนองนั้น และเขารู้รหัสโค้ดปิดสัญญาณเตือน เขาเดินเข้าเดินออกได้โดยที่ไม่ทำให้สัญญาณมันหวีดขึ้นมา เราจะสอบสวนบรรดาสต๊าฟโดยมีข้อสันนิษฐานนี้เป็นแนวทาง
“และเราก็รู้ว่าควรมุ่งประเด็นไปที่ใคร” หวงพูดขึ้น “คนที่มีความอาฆาตหรือความแค้นกับท่านวุฒิสมาชิกนิวโบร”
ไรล์ลี่ระงับอารมณ์โกรธ สองคนนี้กำลังด่วนสรุปอะไรที่ยังไม่มีหลักฐาน แน่นอนพวกเขาอาจจะถูก แต่เราลืมมองอะไรไปรึเปล่า? เธอมองไปรอบห้องนั่งรอของคลินิคและทางเดินที่เชื่อมต่อและพบความเป็นไปได้อันใหม่ในหัว เธอหันไปทางพนักงานต้อนรับเชื้อสายฮิสแปนิก
“ขอโทษนะคะ คุณผู้หญิง” เธอพูดกับหญิงวัยกลางคนเป็นภาษาสเปน “ห้องเก็บเวชภัณฑ์อยู่ตรงไหนคะ?”
“ตรงนั้น” เธอตอบกลับเป็นภาษาสเปน ชี้มือไปทางประตูตรงทางเดิน
ไรล์ลี่เดินไปที่ประตูและเปิดออก เธอมองเข้าไปข้างในแล้วหันกลับมาบอกวาล์วเดอร์ว่า “ดิฉันสามารถบอกท่านได้เลยว่ามันเข้ามาภายในอาคารได้อย่างไร มันเข้ามาทางนี้”
วาล์วเดอร์ดูไม่สบอารมณ์ ในทางตรงกันข้าม หน้าของบิลบอกทุกอารมณ์ยกเว้นความหงุดหงิด – จะพูดให้ตรงก็คือ เขาดูยินดีมาก ไรล์ลี่รู้ว่าบิลก็ไม่ชอบวาล์วเดอร์มากพอๆกับเธอ เขาอยากจะเห็นวาล์วเดอร์โดนสอนมวยในการสืบคดีดูสักครั้ง
เจ้าหน้าที่อ่อนประสบการณ์อีกสองคนยืนจ้องไปที่ประตูตรงทางเดินที่บัดนี้เปิดออก แล้วหันกลับมาทางไรล์ลี่
“ดิฉันไม่เข้าใจ” เจ้าหน้าที่เอมิลี่ เครตั้น บ่นอุบ
“มันก็แค่ตู้เก็บของ” เคร็ก หวง เสริมเข้ามา
“ดูกล่องด้านหลังพวกนั้นสิ” ไรล์ลี่บอก “อย่าแตะต้องอะไรนะ”
บิลกับวาล์วเดอร์เข้าไปร่วมวงกับกลุ่ม เพื่อจะดูภายในตู้เก็บซัพพลายขนาดใหญ่ ทั้งกระดาษและผ้าพันเคล็ดถูกเก็บไว้บนชั้นวางแบบกว้าง เสื้อผ้าของแพทย์ถูกตั้งรวมกันอยู่มุมหนึ่ง แต่กล่องใหญ่หลายใบที่วางอยู่บนพื้นนั้นดูแปลกที่ แม้ว่าทุกอย่างในตู้นี้จะถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่กล่องพวกนั้นวางอยู่ในมุมแปลกๆและมีพื้นที่ว่างเหลือให้เห็นอยู่ด้านหลังกล่อง
“กล่องพวกนี้ถูกดันออกมาจากกำแพงด้านหลัง” บิลคอมเม้นท์ “พื้นที่สามารถให้คนแอบอยู่ด้านหลังได้อย่างสบายๆ”
“ไปตามทีมพิสูจน์หลักฐานมานี่” วาล์วเดอร์สั่งเสียงสะบัดกับเจ้าหน้าที่เด็กน้อยทั้งสอง แล้วเขาจึงถามไรล์ลี่ “คุณมีทฤษฎีว่ายังไง?”
สมองของเธอประมวลภาพเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว เธอเริ่มต่อจิ๊กซอว์ทีละตัว
“เขามาถึงที่คลินิคเมื่อวานนี้” เธอเริ่ม “น่าจะตอนบ่ายๆ ช่วงที่คลินิคกำลังวุ่นวายเป็นพิเศษ ท่ามกลางความพลุกพล่านของคนไข้ เขาสอบถามเรื่องง่ายๆบางอย่างกับพนักงานต้อนรับ อาจจะเป็นการวัดความดันเลือด และ เธอ ก็อาจจะเป็นนางพยาบาลที่วัดความดันเลือดให้กับเขา – ซินดี้ แมคคินน่อน ผู้หญิงคนที่เขาเฝ้าสะกดรอยตาม ผู้หญิงที่เขามาเพื่อลักพาตัว เขาน่าจะสนุกเลยล่ะ”
“คุณก็ไม่สามารถจะแน่ใจได้อยู่ดี” วาล์วเดอร์บอก
“ไม่หรอก” ไรล์ลี่เห็นด้วย “และแน่นอนเขาคงไม่บอกชื่อจริง ให้คนไปตรวจสอบบันทึกคลินิคว่าเธอได้ให้บริการใครที่สต๊าฟคนอื่นไม่คุ้นหน้าบ้างรึเปล่า อันที่จริงเราควรจะตรวจสอบคนไข้ทุกคนที่มาใช้บริการที่นี่เมื่อวานนี้”
การทำอย่างนั้นมันใช้เวลานาน ไรล์ลี่รู้ดี แต่พวกเขาก็ต้องตรวจสอบทุกความเป็นไปได้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องมีคนหยุดการก่อเหตุของชายผู้นี้
“เขามาที่นี่” ไรล์ลี่พูดต่อ “พูดคุยกับคนไข้รายอื่นๆ ไม่แน่อาจมีใครจำอะไรประหลาดๆได้ ขณะที่ไม่มีคนสนใจ เขาก็จัดการหาวิธีเข้าไปในห้องเก็บซัพพลายนี้”
“มันไม่ใช่ห้องเก็บยาแล้วผมก็ไม่เห็นว่าจะมีของมีค่าอะไรพอให้ขโมย” บิลเสริม “ดังนั้น มันถึงไม่มีคนคอยเฝ้าจับตาดูอย่างระมัดระวัง”
“เขาหดตัวเข้าไปในพื้นที่แคบใต้ชั้นล่างสุดของชั้นวางของ แอบอยู่หลังกล่องพวกนั้น” ไรล์ลี่บรรยายต่อ “พวกสต๊าฟไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น คลินิคปิดตามเวลาปกติและทุกคนก็กลับบ้านโดยไม่มีใครสังเกตอะไร หลังจากแน่ใจว่าทุกคนกลับไปหมดแล้ว ไอ้โรคจิตก็ผลักกล่องออก คลานออกมา และทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน เขารออยู่ที่นี่ทั้งคืน ถ้าให้ฉันเดา มันคงนอนหลับสบาย”
ทีมพิสูจน์หลักฐานเดินเข้ามา เจ้าหน้าที่ขยับเปิดทางให้พวกทีมพิสูจน์ทำหน้าที่หาเส้นผม, ลายนิ้วมือ, หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สามารถตรวจหาดีเอ็นเอหรือหลักฐานอื่นได้
“คุณอาจพูดถูก” วาล์วเดอร์บ่นพึมพำเบาๆ “เราต้องตามไปเช็คทุกที่ที่เขาอาจจะเดินไปในช่วงกลางคืน นั่นหมายถึงทุกบริเวณ”
“มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด” ไรล์ลี่บอก “ซึ่งปกติก็เป็นวิธีที่ดีสุดเช่นกัน”
เธอสวมถุงมือพลาสติกเดินลงไปตรงทางเดิน มองเข้าไปดูทุกห้อง ห้องหนึ่งเป็นมุมกาแฟของสต๊าฟ มีโซฟาดูนุ่มน่านั่ง
“ที่นี่เป็นที่นอนของเขา” เธอพูดด้วยความรู้สึกมั่นใจ
วาล์วเดอร์มองดูภายใน “ทุกคน อยู่ห่างๆห้องนี้จนกว่าทีมพิสูจน์จะตรวจสอบเสร็จ” เขาพูดขึ้น พยายามอย่างมากที่สุดให้เสียงฟังดูเหมือนเชี่ยวชาญ
ไรล์ลี่เดินกลับมาที่ห้องนั่งรอ “เขามาอยู่บริเวณนี้แล้วตอน ซินดี้ แมคคินน่อน มาถึงเมื่อเช้า ตามเวลาที่กะไว้ แล้วก็คว้าตัวเธอไว้”
ไรล์ลี่ชี้ไปที่สุดทางเดิน
“แล้วเขาก็ลากเธอออกไปตรงทางออกด้านหลัง เขาเอารถกระบะมาจอดรอไว้อยู่แล้ว”
ไรล์ลี่หลับตาลงครู่หนึ่ง เธอแทบจะเหมือนมองเห็นเขาในความคิด ร่างเป็นเงาดำที่เธอมองยังไงก็เห็นไม่ชัด ถ้าเขาดูโดดเด่นก็ต้องมีคนสังเกตเห็นแล้ว แสดงว่าภายนอกเขาดูธรรมดาทั่วไป ไม่อ้วน ไม่เตี้ยมากไม่สูงมาก ไม่มีทรงผมประหลาดๆ ไม่มีรอยสักหรือรอยทำสีผม เขาน่าจะสวมเสื้อผ้าที่ดูกำลังดี แบบที่ระบุไม่ได้ว่าทำอาชีพอะไร ชุดลำลองธรรมดา เธอคิดว่าแบบนั้นน่าจะดูเป็นธรรมชาติ น่าจะเป็นสไตล์เสื้อผ้าที่ใส่ประจำ
“เขามีความเกี่ยวข้องยังไงกับเหยื่อผู้หญิงพวกนี้?” เธอพึมพึมเบาๆ “อาการโกรธเกรี้ยวแบบนี้มาจากไหน?”
“เดี๋ยวเราก็รู้” บิลบอกอย่างแน่วแน่
วาล์วเดอร์นั้นปิดปากเงียบสนิทไปแล้วตอนนี้ ไรล์ลี่รู้เหตุผลว่าทำไม ทฤษฎีสุดประณีตเกี่ยวกับเรื่องผู้ต้องหามีคอนเน็คชั่นกับคนใน ตอนนี้ดูช่างน่าขันเสียเหลือเกิน เมื่อไรล์ลี่อ้าปากพูดอีกครั้ง เธอกล่าวในน้ำเสียงเกือบๆจะให้กำลังใจว่า
“เจ้าหน้าที่วาล์วเดอร์ ดิฉันรู้สึกขอบคุณความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนของท่าน” เธอกล่าว “พวกเขายังต้องเรียนรู้ และวันหนึ่งพวกเขาก็จะเก่งได้เอง ดิฉันเชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่ดิฉันก็ยังคิดว่าท่านควรจะปล่อยการสอบสวนสามีของเหยื่อให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์และดิฉัน”
วาล์วเดอร์ถอนหายใจและพยักหน้าให้เธอน้อยๆแทบสังเกตไม่เห็น
ไม่ต้องพูดอะไรอีก ไรล์ลี่และบิลกลับออกไปจากที่เกิดเหตุ เธอมีคำถามสำคัญหลายอย่างจะถามสามีของเหยื่อนั่นเอง
บทที่ 18
เธอขับรถไปตามที่อยู่ที่พนักงานต้อนรับของคลินิคให้มา ไรล์ลี่รู้สึกถึงความไม่ชอบเดิมๆที่จะต้องไปสอบปากคำครอบครัว ภรรยาหรือสามีของเหยื่อ เธอสัมผัสได้ว่าครั้งนี้มันจะแย่ยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่การลักพาตัวยังเพิ่งเกิดสดๆร้อนๆอยู่
“ไม่แน่ คราวนี้ เราอาจจะหาเธอพบก่อนมันจะลงมือสังหาร” เธอพูดขึ้น
“ถ้าทีมพิสูจน์หลักฐานสามารถหาหลักฐานอะไรเกี่ยวกับมันได้” บิลตอบ
“ไม่รู้ทำไม ฉันมีความรู้สึกว่าชื่อของมันไม่น่าจะอยู่ในสารบบไหนเลย” ภาพที่ไรล์ลี่ร่างเค้าโครงขึ้นในหัวนั้นไม่ใช่ภาพของผู้ต้องหาทั่วไป เหตุที่เกิดนี้มันดูจะมาจากมุมส่วนตัวของคนร้ายแต่เธอก็ตอบไม่ได้ว่าอะไร เธอต้องหาคำตอบได้แน่ เธอมั่นใจ แต่เธอจำเป็นต้องหาคำตอบได้เร็วพอที่จะหยุดความโหดร้ายน่าเวทนาที่ซินดี้กำลังต้องเจอในขณะนี้ ไม่มีใครสมควรต้องมาทนความเจ็บปวดจากคมมีดนั้น…หรือความมืดมิดนั้น…หรือแสงไฟแสบตาจากคบเพลิงนั่น…
“ไรล์ลี่” บิลเรียกขึ้นเสียงเฉียบ “นั่นไง อยู่ตรงนั้น”
ไรล์ลี่โดนฉุดกลับมาสู่ปัจจุบัน เธอจอดรถตรงทางเดินเท้าแล้วมองไปรอบๆบริเวณย่านนั้น ค่อนข้างซ่อมซ่อแต่ก็ดูอบอุ่นและเชื้อเชิญ มันเหมือนพวกบ้านเช่าราคาถูกที่คนอายุน้อยและมีเงินไม่มากจะมาตามหาฝัน
แน่นอน ไรล์ลี่แน่ใจว่าย่านนี้คงไม่คงอยู่แบบนี้ไปตลอด การปรับปรุงพื้นที่น่าจะมีกำหนดมาถึงในอีกไม่ช้า ซึ่งอันที่จริงก็น่าจะดีสำหรับพวกห้องแสดงงานศิลปะ หากเหยื่อนั้นรอดพ้นออกมาได้อย่างปลอดภัย
ไรล์ลี่กับบิลเดินลงจากรถและตรงไปที่หน้าร้านแกลลอรี่ รูปปั้นเหล็กหน้าตาหล่อเหลาวางแสดงไว้อยู่ตรงกระจกด้านหน้าหลังป้ายห้อยที่มีคำว่า “ปิดแล้ว”
อพาร์ทเม้นท์ของสองสามีภรรยาอยู่ด้านบน ไรล์ลี่กดออดที่หน้าประตู เธอและบิลรออยู่ด้านนอกเพียงครู่ สงสัยว่าใครกันนะที่จะออกมาเปิดประตู
เมื่อประตูเปิดออก เธอโล่งอกที่ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ชำนาญการเฉพาะทางของเอฟบีไอหน้าตาเป็นกันเอง เบเวอร์ลี่ แชดดิกก์ ไรล์ลี่เคยร่วมงานกับเบเวอร์ลี่มาก่อนแล้ว ผู้ชำนาญการเฉพาะทางทำงานนี้มาแล้วอย่างน้อยก็ยี่สิบปี เธอมีวิธีที่วิเศษมากในการจัดการกับความเศร้าเสียใจในการสูญเสียของสมาชิกในครอบครัว
“เราต้องการสอบปากคำคุณแมคคินน่อนบางข้อ” ไรล์ลี่เอ่ย “หวังว่าคุณจะจัดการได้”
“โอเค” เบเวอร์ลี่ตอบ “แต่ค่อยๆพูดกับเขาก็แล้วกัน”
เบเวอร์ลี่พาบิลและไรล์ลี่เดินขึ้นมาชั้นบนของอพาร์ทเม้นท์เล็ก สภาพข้างบนให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาในความเศร้า ตกแต่งด้วยภาพวาดและรูปปั้นสวยงามมากมาย คนที่อาศัยอยู่ที่นี่น่าจะต้องชอบสังสรรค์ให้กับชีวิตและโอกาส มันคงไม่มีอีกแล้วสินะ? ใจเธอปวดร้าวไปกับคู่สามีภรรยาอายุน้อยคู่นี้
นาตาเนียล แมคคินน่อน ชายวัยยี่สิบปลายๆ นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นกึ่งห้องกินข้าว รูปร่างผอมโย่งเก้งก้างของเขายิ่งทำให้เขาดูหัวใจสลาย
เบเวอร์ลี่แจ้งด้วยเสียงนุ่มนวล “คุณนาตาเนียล เจ้าหน้าที่เพจและเจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์มาขอพบค่ะ”
ชายหนุ่มมองบิลและไรล์ลี่อย่างมีหวัง พูดด้วยเสียงต่ำๆอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“คุณหาซินดี้พบแล้วรึยัง? เธอเป็นอะไรรึเปล่า? ยังมีชีวิตอยู่มั้ย?
ไรล์ลี่ตระหนักว่าเธอไม่สามารถจะพูดอะไรที่เป็นประโยชน์ได้เลย ยิ่งขอบคุณที่เบเวอร์ลี่นั้นอยู่ที่นี่ด้วย และที่เธอนั้นสานสัมพันธ์อันดีไว้ได้แล้วกับสามีผู้กระวนกระวายคนนี้
เบเวอร์ลี่นั่งลงข้างๆ นาตาเนียล แมคคินน่อน
“ยังไม่มีใครมีข้อมูล นาตาเนียล” เธอพูด “พวกเขามาเพื่อช่วยคุณ”
บิลและไรล์ลี่นั่งลงด้านข้าง
ไรล์ลี่ถามขึ้น “คุณแมคคินน่อน ในระยะนี้ภรรยาของคุณมีพูดอะไรเกี่ยวกับความรู้สึกหวาดกลัวหรือถูกคุกคามบ้างหรือเปล่าคะ”
เขาส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร
บิลเสริมเข้ามา “มันเป็นคำถามที่น่าลำบากใจ แต่เราจำเป็นจะต้องถามตามหน้าที่ ทั้งคุณและภรรยาของคุณมีศัตรูที่ไหน หรือใครที่อาจประสงค์ร้ายกับคุณบ้างหรือเปล่าครับ”
ฝั่งสามีดูไม่ค่อยเข้าใจคำถาม
“ไม่ ไม่” เขาพูดติดๆขัดๆ “ฟังนะครับ มีบางครั้งที่อาจจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งบ้างตามสายงานของผม แต่มันก็เป็นแค่เรื่องงี่เง่าเล็กๆน้อยๆ เป็นการจิกกัดกันระหว่างศิลปิน ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรอย่าง…”
เขาหยุดพูดไปกลางประโยค
“แล้วทุกคนก็…รัก ซินดี้ด้วย” เขาพูดต่อ
ไรล์ลี่จับสังเกตความกังวลและไม่แน่ใจในการใช้ไวยากรณ์ในรูปอดีตกาลของเขา เธอรับรู้ว่าการสอบปากคำชายผู้นี้คงไม่ให้ผลลัพธ์อะไรและคงเป็นอะไรที่ไร้ความรู้สึกไปสักหน่อย เธอและบิลควรจะรีบตัดบทและปล่อยให้เป็นหน้าที่ความดูแลของเบเวอร์ลี่จะดีกว่า
ในระหว่างนี้ ไรล์ลี่สำรวจไปรอบอพาร์ทเม้นท์ พยายามมองหาหลักฐานแม้เพียงเล็กน้อย
ไม่จำเป็นต้องมีใครบอกเลยว่าซินดี้และนาตาเนียล แมคคินน่อน นั้นไม่มีลูกด้วยกัน นอกจากอพาร์ทเม้นท์จะไม่ใหญ่พอแล้ว ภาพศิลปะรอบๆบ้านยังไม่ได้มีการทำแผงป้องกันมือเด็กอีกต่างหาก
แต่เธอสงสัยว่าสถานการณ์คงจะไม่เหมือนกันกับ มาร์กาเร็ต และ รอย เจอราตี้ ซะทีเดียว เซ้นท์ของเธอบอกว่าทั้งซินดี้และนาตาเนียลนั้นเลือกเองที่จะไม่มีลูก แบบชั่วคราว
พวกเขากำลังรอเวลาที่เหมาะสม ให้มีเงินมากกว่านี้, มีบ้านหลังใหญ่กว่านี้, ชีวิตเป็นระบบมากกว่านี้
พวกเขาคิดว่ามีเวลาเหลือเฟือ ไรล์ลี่คิดในใจ
เธอนึกย้อนไปถึงการคาดการณ์เมื่อช่วงต้นของเธอว่าฆาตกรพุ่งเป้าไปที่คนเป็นแม่ ตอนนี้ทำให้เธอต้องแปลกใจอีกครั้งว่าทำไมเธอถึงได้คิดพลาดไปมากมายเช่นนี้
มีสิ่งอื่นในอพาร์ทเม้นท์ที่เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เธอไม่เห็นรูปถ่ายของนาตาเนียลและซินดี้ตรงไหนเลย มันก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ดูจากที่คู่สามีภรรยานั้นสนใจกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากมายยกเว้นรูปถ่ายของตัวเอง พวกเขาไม่ใช่คนหลงรูป
แต่ถึงกระนั้น ไรล์ลี่จำเป็นต้องเห็นหน้าซินดี้ชัดๆ
“คุณแมคคินน่อนคะ” เธอเรียกเขาอย่างระมัดระวัง “คุณพอจะมีรูปถ่ายปัจจุบันของภรรยาคุณมั้ย?”
เขามองเธอด้วยสีหน้าว่างเปล่าครู่หนึ่ง ก่อนจะฉายแววดีใจ
“ทำไมครับ มีสิ” เขาตอบ “ผมมีที่เพิ่งถ่ายใหม่ๆเลยอยู่ในมือถือ”
เขาดึงรูปภาพขึ้นมาบนหน้าจอมือถือแล้วส่งต่อให้ไรล์ลี่
ไรล์ลี่ใจเต้นตึกตักจนแทบจะจุกคอหอยเมื่อเธอเห็นภาพ ซินดี้ แมคคินน่อน กำลังนั่งอยู่โดยมีเด็กหญิงประมาณสามขวบนั่งอยู่บนตัก ทั้งคู่ดูสดใสเต็มไปด้วยความสุข ในมือมีตุ๊กตาที่แต่งชุดเดรสสวยงามถืออยู่ระหว่างกลาง
เธอเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ผู้หญิงที่ถูกลักพาตัว, เด็ก, และตุ๊กตา เธอคิดไว้ไม่ผิดเลย อย่างน้อยก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด มันต้องมีความเกี่ยวข้องกันระหว่างฆาตกรกับตุ๊กตา
“คุณแมคคินน่อน เด็กในภาพนี้เป็นใครคะ” ไรล์ลี่ถาม อย่างนิ่งที่สุดเท่าที่จะระงับเสียงได้
“นั่นหลานสาวของซินดี้ ชื่อ เกล” นาตาเนียล แมคคินน่อนตอบเธอ “แม่ของเธอคือพี่สาวของซินดี้ ชื่อ เบ็คกี้”
“รูปนี้ถ่ายไว้เมื่อไหร่คะ” ไรล์ลี่ถามอีก
ชายหนุ่มหยุดคิด “ผมจำได้ว่าซินดี้ส่งมาให้ผมเมื่อวันศุกร์” เขาตอบ “ใช่แล้ว ผมแน่ใจ เธอส่งมาวันนั้นแหละ เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของเกล ซินดี้ไปช่วยพี่สาวจัดงาน เธอเลิกงานเร็วเพื่อไปช่วย”
ไรล์ลี่กระเสือกกระสนในความคิด ไม่แน่ใจว่าควรจะถามอะไรต่อไป
“ตุ๊กตาตัวนี้เป็นของขวัญให้หลานสาวคุณซินดี้เหรอคะ” เธอถามต่อ
นาตาเนียลผงกหัว “เกลตื่นเต้นมาก มันทำให้ซินดี้มีความสุขมาก เธอชอบเวลาเห็นเกลมีความสุข เด็กคนนั้นเป็นเหมือนลูกสาวสำหรับเธอ เธอโทรมาหาผมทันทีเพื่อเล่าให้ผมฟัง นั่นก็เป็นตอนที่เธอส่งรูปมา”
ไรล์ลี่พยายามคุมเสียงให้เป็นปกติ “เป็นตุ๊กตาที่น่ารักมาก ดิฉันพอเข้าใจเลยว่าทำไมเกลถึงชอบมันมาก”
เธอลังเลอีกครั้ง จ้องไปที่ภาพตุ๊กตาราวกับมันสามารถจะบอกเธอในสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรู้ได้ แน่นอนว่าปากเปื้อนรอยยิ้มนั้น ดวงตาสีฟ้าว่างเปล่าคู่นั้น มีกุญแจที่จะไขข้อข้องใจของเธอได้ แต่เธอไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะถามอะไรต่อ
จากหางตา เธอมองเห็นว่าบิลกำลังมองเธออยู่อย่างจดจ้อง
ทำไมคนร้ายที่โหดเหี้ยมถึงต้องจัดท่าเหยื่อให้เหมือนตุ๊กตาด้วย?
ในที่สุดไรล์ลี่ก็ถามขึ้นมาว่า “คุณพอจะทราบมั้ยว่าคุณซินดี้ซื้อตุ๊กตามาจากที่ไหน”
นาตาเนียลมีสีหน้างงงวย บิลเองก็ดูหน้าตาประหลาดใจ ไม่ต้องสงสัยเลย เขาต้องกำลังคิดอยู่แน่ว่าเธอกำลังจะทำอะไร ความจริงก็คือ ไรล์ลี่เองก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน
“ผมไม่ทราบเหมือนกัน” นาตาเนียลบอก “เธอไม่ได้บอกผม มันสำคัญเหรอครับ”
“ดิฉันก็ไม่แน่ใจ” ไรล์ลี่สารภาพ “แต่ก็คิดว่ามันมีเปอร์เซ็นต์”
นาตาเนียลนั้นเริ่มจะหมดความอดทน “ผมไม่เข้าใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณกำลังจะบอกว่าภรรยาของผมถูกจับตัวไปเพราะตุ๊กตาของเด็กคนนึงเนี่ยนะ”
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” ไรล์ลี่พยายามคุมเสียงให้นิ่งและน่าเชื่อถือ ก็แน่ล่ะ เธอเข้าใจดีว่าเธอพูดเหมือนอย่างที่เขาเข้าใจนั่นแหละ เธอคิดว่าภรรยาของเขาน่าจะถูกจับตัวไปเพราะตุ๊กตาของเด็กหญิงคนหนึ่ง แม้ว่ามันจะฟังไม่ขึ้นเลยก็ตาม
นาตาเนียลเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ไรล์ลี่เห็น เบเวอร์ลี่ แชดดิกก์ ผู้ชำนาญการเฉพาะทางที่นั่งอยู่ด้านข้างเริ่มมองเธออย่างอึดอัด
ด้วยการส่ายหน้าน้อยๆ เบเวอร์ลี่เหมือนพยายามจะสื่อให้ไรล์ลี่รู้ว่าต้องเบามือกับชายผู้นี้ให้มากกว่านี้ เธอเตือนตัวเองว่าการสอบปากคำเหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อนั้นไม่ใช่งานถนัดของเธอ
ฉันต้องระวังมากกว่านี้ เธอเตือนตัวเอง หากแต่เธอก็จำเป็นต้องรีบแล้ว หญิงสาวถูกจับตัวไป ถูกจับมัดหรือถูกขังมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือเธอไม่มีเวลาเหลืออยู่อีกนานนัก นี่ใช่เวลามานั่งกั๊กข้อมูลกันหรือ?
“มีทางไหนที่พอจะทราบได้บ้างมั้ยว่าคุณซินดี้ซื้อมันมาจากที่ไหน” ไรล์ลี่ถาม พยายามพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง “แค่เผื่อไว้ว่าเราอาจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้น”
“ซินดี้กับผมเรามีเก็บพวกใบเสร็จต่างๆ” นาตาเนียลบอก “แค่สำหรับไว้หักภาษีรายจ่าย ผมไม่คิดว่าเธอจะเก็บใบเสร็จพวกของขวัญไว้ แต่จะลองดูให้”
นาตาเนียลเดินเข้าไปในตู้และดึงกล่องรองเท้าลงมา เขานั่งกลับลงมาและเปิดดูภายในกล่องที่เต็มไปด้วยกระดาษใบเสร็จ เขาเริ่มค้นและคุ้ยดู มือไม้ก็สั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ผมไม่คิดว่าผมจะช่วยคุณได้” เขาบอก
เบเวอร์ลี่หยิบกล่องไปจากเขาอย่างนุ่มนวล
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแมคคินน่อน” เธอบอกกับเขา “เดี๋ยวดิฉันจะช่วยหาให้เอง”
เบเวอร์ลี่เริ่มคุ้ยใบเสร็จในกล่อง นาตาเนียลนั้นใกล้จะบ่อน้ำตาแตก
“ผมไม่เข้าใจ” เขาพูดออกมาด้วยเสียงแตกพร่า “เธอก็แค่ซื้อของขวัญ มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้จากที่ไหนก็ได้ ผมว่าเธอมีหลายตัวเลือกที่คิดว่าจะซื้อ แต่มาลงตัวที่ตุ๊กตา”
ไรล์ลี่รู้สึกมวนท้อง ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม การตัดสินใจเลือกซื้อตุ๊กตาเป็นเหตุให้ ซินดี้ แมคคินน่อน ต้องมาเจอกับฝันร้าย หากเธอตัดสินใจซื้อตุ๊กตาสัตว์แทน เธอจะยังได้อยู่ในบ้านวันนี้ มีชีวิตอยู่และมีความสุขดีมั้ย?
“คุณได้โปรดช่วยอธิบายผมทีว่าเรื่องตุ๊กตาพวกนี้มันอะไรกัน?” นาตาเนียลถามย้ำ
ไรล์ลี่รู้ว่าชายผู้นี้ยิ่งกว่าสมควรที่จะได้รับคำอธิบาย แต่เธอก็คิดไม่ออกว่าจะพูดยังไงให้มันดูไม่ร้ายแรง
“ดิฉันคิดว่า – ” เธอเริ่มพูดอย่างลังเล “ดิฉันคิดว่าคนร้ายที่จับตัวภรรยาของคุณไป – อาจจะมีความหมกมุ่นเกี่ยวกับตุ๊กตา”
เธอรับรู้ได้ถึงอากัปกิริยาของคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง บิลส่ายหัวและเบือนหน้ามองลงต่ำ เบเวอร์ลี่เงยหน้าขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ นาตาเนียลมองเธอด้วยสีหน้าหมดหวังหมดอาลัยตายอยาก
“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น” เขาถามปนก้อนจุกในลำคอ “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับมัน คุณปิดบังอะไรอะไรผมอยู่”
ไรล์ลี่คิดหาคำตอบที่จะช่วยกู้สถานการณ์ได้ แต่เธอก็เห็นแววตระหนักถึงความจริงในดวงตาคู่นั้นของเขา
“มันเคยก่อคดีมาก่อน ใช่มั้ย?” เขาถาม “มันเคยมีเหยื่อมาก่อนหน้านี้ใช่มั้ย เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่อง – ?”
นาตาเนียลดิ้นรนจนจำบางอย่างได้
“โอ้ พระเจ้า” เขาอุทาน “ผมเคยอ่านเจอในข่าว เรื่องฆาตกรต่อเนื่อง มันฆ่าผู้หญิงคนอื่นไปแล้ว ศพถูกพบที่โมวส์บี้พาร์ค แล้วยังมีที่อุทยานแห่งชาติใกล้เมืองแดกเก็ตต์ แล้วยังแถวๆเมืองเบลดิ้งอีก”
เขาก้มตัวลงเริ่มร้องไห้อย่างคุมสติไม่อยู่
“คุณคิดว่าซินดี้คือเหยื่อรายต่อไปเหรอ” เขาร้องไห้ “คุณคิดว่าเธอตายแล้วใช่มั้ย”
ไรล์ลี่สั่นหัวอย่างให้ความมั่นใจ
“ไม่ใช่ค่ะ” ไรล์ลี่พูด “ไม่ใช่ พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ”
“แล้วพวกคุณ คิด อะไร?”
ความคิดของเธอสับสนอลหม่านไปหมด เธอจะบอกเขาว่าอะไรดี บอกว่าภรรยาของเขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่คงกลัวจนขวัญกระเจิง หรือจะบอกว่าคงกำลังจะถูกทรมานอย่างเจ็บปวดหรืออาจถูกทำให้พิการ หรือจะบอกว่าการกรีดการฟันแทงคงจะไม่มีการหยุดพัก – จนกว่าจะมีคนไปช่วยเธอออกมาหรือไม่ก็เธอต้องตายไปซะก่อน จะบอกอันไหนก่อนดี?
ไรล์ลี่อ้าปากจะพูด แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เบเวอร์ลี่โน้มตัวมาข้างหน้าและวางมือลงบนแขนข้างหนึ่งของเธอ หน้าของผู้ชำนาญการเฉพาะทางคนนี้นั้นยังคงอบอุ่นและเป็นมิตร แต่นิ้วที่เธอแตะลงมานั้นค่อนข้างหนักแน่น
เบเวอร์ลี่พูดด้วยเสียงอันเบาหวิว ราวกับกำลังอธิบายให้เด็กตัวน้อยฟัง
“ดิฉันหาใบเสร็จไม่เจอ” เธอบอก “มันไม่มีในกล่องค่ะ”
ไรล์ลี่เข้าใจความหมายแฝงของเธอ เบเวอร์ลี่กำลังบอกเธอด้วยสายตาว่าการสอบปากคำมันเกินจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องกลับไป
“เดี๋ยวดิฉันจะดูต่อให้เอง” เบเวอร์ลี่ทำปากพูดเป็นเสียงกระซิบที่แทบฟังไม่รู้เรื่อง
ไรล์ลี่กระซิบตอบกลับไป “ขอบคุณมาก ฉันขอโทษด้วย”
เบเวอร์ลี่ยิ้มและพยักหน้าอย่างเห็นใจ
นาตาเนียลนั่งปิดหน้า ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาดูขณะที่ไรล์ลี่และบิลลุกขึ้นเพื่อกลับออกไป
พวกเขาเดินออกจากอพาร์ทเม้นท์ลงบันไดเพื่อไปที่ถนน ทั้งคู่เข้าไปนั่งในรถแต่เธอก็ไม่ยอมสตาร์ทเครื่อง เธอรู้สึกว่าน้ำตาของเธอเองเริ่มเอ่อล้นออกมา
ฉันไม่รู้จะไปที่ไหน เธอคิดในใจ ฉันไม่รู้ต้องทำอะไร
ความคิดเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของเธอในช่วงหลายวันมานี้เลย
“มันคือเจ้าตุ๊กตานั่นแหละ บิล” เธอพูดออกมา พยายามจะอธิบายทฤษฎีใหม่ให้ทั้งตัวเธอเองและบิลฟัง “มันต้องเกี่ยวกับตุ๊กตาแน่ๆ คุณจำที่ รอย เจอราตี้ พูดกับเราที่เมืองเบลดิ้งได้มั้ย”
บิลยักไหล่ “เขาบอกว่าภรรยาคนแรก – มาร์กาเร็ต – ไม่ชอบตุ๊กตา เขาบอกเพราะมันทำให้เธอเศร้าและบางครั้งก็ทำให้เธอร้องไห้”
“ใช่ เพราะเธอไม่สามารถมีลูกเป็นของตัวเองได้” ไรล์ลี่ต่อให้เขา “แต่เขามีพูดบางอย่างต่อ เขาบอกว่าเธอมีเพื่อนและญาติมากมายที่มีลูกเป็นของตัวเอง บอกว่าเธอต้องไปงานเลี้ยงรับขวัญเด็กอยู่เสมอ และไปช่วยจัดงานเลี้ยงวันเกิด”
ไรล์ลี่สังเกตจากสีหน้าของบิลว่าเขาเริ่มจะเข้าใจแล้ว
“ดังนั้น บางครั้งเธอก็ต้อง ซื้อ ตุ๊กตา” เขาพูดต่อจากไรล์ลี่ “แม้ว่ามันจะทำให้เธอเศร้า”
ไรล์ลี่ทุบพวงมาลัยด้วยกำปั้น
“พวกเธอทุกคนซื้อตุ๊กตา” เธอพูดอย่างคิดอะไรได้ “มัน เห็น พวกเธอซื้อตุ๊กตา และก็เห็นพวกเธอซื้อตุ๊กตาในร้านและในสถานที่เดียวกัน”
บิลพยักหน้า “เราต้องหาร้านนั้นให้เจอ” เขาบอก
“ใช่” ไรล์ลี่รับ “ที่ไหนซักแห่งในบริเวณหนึ่งพันกว่าตารางไมล์นี้ มีร้านขายตุ๊กตาที่เหยื่อทุกรายเข้าไป แล้วมันก็อยู่ในร้านนั้นด้วย ถ้าเราหาร้านนั้นเจอ ไม่แน่ – บางที – เราอาจจะเจอตัวมัน”
ในเวลานั้นเอง โทรศัพท์มือถือของบิลก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล” เขาทักไป “ครับ เจ้าหน้าที่วาล์วเดอร์ ผมเจฟฟรี่ส์พูด”
ไรล์ลี่กลั้นเสียงโอดอย่างรำคาญ สงสัยว่าจะมีปัญหาอะไรที่วาล์วเดอร์จะเอามาให้พวกเขาต้องแก้กันอีก
เธอเห็นบิลอ้าปากค้างด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ
“พระเจ้า” เขาอุทาน “พระเจ้า โอเค โอเค พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
บิลวางสายแล้วหันมาจ้องไรล์ลี่ พูดไม่ออกไปหลายวินาที
“วาล์วเดอร์กับพวกเจ้าหน้าที่ไก่อ่อนที่เขาพามาด้วยนั่น” เขาบอก “พวกเขาจับฆาตกรได้แล้ว”
บทที่ 19
ไรล์ลี่กับบิลมาถึงที่หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อเจอวาล์วเดอร์รอพวกเขาอยู่ที่ประตู
“เราจับมันได้แล้ว” วาล์วเดอร์บอก นำทางพวกเขาเข้าไปในอาคาร “เราจับไอ้ฆาตกรได้แล้ว”
ไรล์ลี่จับความดีใจระคนโล่งใจได้ในน้ำเสียงของเขา
“จับได้ยังไง?” เธอถามคำถาม
“เจ้าหน้าที่เพจ คุณประเมินหวงกับเครตั้นต่ำเกินไปจริงๆ” วาล์วเดอร์ต่อว่า “หลังจากที่คุณไป พนักงานต้อนรับบอกพวกเขาเกี่ยวกับผู้ชายที่ดูโรคจิตที่ระยะนี้มาด้อมๆมองๆอยู่แถวคลินิค มันชื่อ แดเริล กัมม์ คนไข้ผู้หญิงหลายคนมาร้องทุกข์เกี่ยวกับเขา พวกเธอบอกว่ามันพยายามจะเข้าใกล้พวกเธอมากเกินไป ไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล มันยังพูดอะไรจาบจ้วงอีกหลายอย่าง แล้วเคยแอบเข้าไปในห้องน้ำหญิงครั้งหรือสองครั้งด้วย”
ไรล์ลี่ครุ่นคิดเรื่องนี้ ตรวจสิ่งที่ได้รับรู้มาเปรียบเทียบกับการคาดคะเนเค้าโครงคนร้ายของเธอเอง อาจจะเป็นมันก็ได้ เธอคิด
รู้สึกถึงความตื่นเต้นในลำคอ
บิลถามวาล์วเดอร์ขึ้นว่า “ไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจเกี่ยวกับนายกัมม์นี่เลยเหรอครับ”
พวกเขาให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อาคารเป็นคนจัดการ เจ้าหน้าที่บอกให้นายกัมม์อยู่ห่างๆ ในสถานที่แบบนั้นพวกเขาคงเจอพวกคนประหลาดไม่บ่อยนัก แต่หวงกับเครตั้นก็จับใจความรูปพรรณสัณฐานได้ พวกเขาคิดว่าฟังดูแล้วเหมือนกับฆาตกรที่เรากำลังตามล่า เลยไปหาเอาที่อยู่จากพนักงานต้อนรับมาแล้วก็ตรงไปที่อพาร์ทเม้นท์ของมัน”
“ท่านรู้ได้ยังไงว่าใช่เขา” ไรล์ลี่ถาม
“มันสารภาพเอง” วาล์วเดอร์ตอบอย่างขรึมๆ “เราได้คำสารภาพจากมันแล้ว”
ตัวไรล์ลี่เริ่มสัมผัสได้กับความรู้สึกโล่งอก “แล้วซินดี้ แมคคินน่อนล่ะ” เธอถาม “เธออยู่ที่ไหน”
“เรากำลังตามเรื่องอยู่” วาล์วเดอร์บอก
ความโล่งอกเมื่อสักครู่มลายหายไป “ท่านหมายความว่ายังไง ‘กำลังตามเรื่องอยู่’?” เธอถามอีก
“เรามีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ออกค้นหาทั่วบริเวณละแวกนั้นแล้ว ไม่คิดว่ามันจะเอาเธอไปไว้ที่ไหนได้ไกล ยังไงก็แล้วแต่ มันจะต้องบอกเราเร็วๆนี้ล่ะ ดูออกจะพูดมากอยู่”
ไอ้หมอนี่มันต้องใช่ให้ได้นะ ไรล์ลี่คิดในใจ ซินดี้ แมคคินน่อน จะต้องยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาไม่สามารถจะสูญเสียหญิงสาวไร้เดียงสาไปให้กับไอ้สัตว์ป่าวิกลจริตนี่ได้อีก เวลาของมันกำลังสั้นลงทุกที แต่ยังแน่ใจว่าเธอคงยังไม่ตายเร็วหลังจากถูกจับไปแบบนี้หรอก มันยังไม่ได้ลิ้มรสความรื่นรมย์จากการทรมานเธอเลย
บิลถามวาล์วเดอร์ขึ้น “ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยอยู่ที่ไหนครับ”
วาล์วเดอร์ชี้ไปทางหนึ่ง “เรากักตัวมันไว้ที่ศูนย์กักกัน” เขาตอบ “ไปด้วยกันเลย ผมกำลังจะไปที่นั่น”
เขาเล่ารายละเอียดให้ทั้งสองฟังขณะเดินผ่านเข้าไปในอาคารทันสมัยของศูนย์วิเคราะห์พฤติกรรม สถานที่กักตัวผู้ต้องสงสัย
“พอเราแสดงตราประจำตัว” วาล์วเดอร์พูดอย่างเคร่งขรึม “มันก็เชิญให้เราเข้าไปนั่งในบ้านแล้วบอกให้ทำตัวตามสบาย ไอ้เวรจองหองเอ๊ย”
ไรล์ลี่ว่ามันก็ฟังดูถูกต้องแล้ว หาก แดเริล กัมม์ เป็นไอ้โรคจิตคนนั้นจริง การมาของเจ้าหน้าที่ก็อาจจะเป็นบทสรุปที่มันหวังเอาไว้ มันอาจจะอยากถูกจับมาโดยตลอดก็เป็นได้ใครจะรู้ หลังจากการเล่นเกมส์อย่างชาญฉลาดเหมือนแมวไล่จับหนูกับเจ้าหน้าที่มาสองปี บางทีรางวัลที่มันหวังจะได้มาตลอดอาจจะเป็นชื่อเสียง – มากกว่าชื่อเสียงที่จะได้เพียงเวลาสั้นๆด้วย
ปัญหาก็คือ ไรล์ลี่รู้ว่ามันยังสามารถเอาการจับตัวของเหยื่อรายล่าสุดมาต่อรองกับพวกเขาได้ แล้วนิสัยมันก็น่าจะเป็นคนแบบนั้นด้วย
“คุณน่าจะได้เห็นบ้านมัน” วาล์วเดอร์ร่ายต่อ “ห้องเล็กสกปรกเท่ารูหนู กับโซฟาพับเก็บได้แล้วก็ห้องน้ำแคบๆที่เหม็นบรรลัยไปถึงสวรรค์ บนกำแพงแทบจะทั่วห้องมีกระดาษตัดแปะข่าวเกี่ยวกับการข่มขืนแล้วฆ่าจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ ไม่มีคอมพิวเตอร์ในห้อง อยู่หลงยุคอย่างแรง แต่จะบอกไว้อย่างนึง มันมีระบบฐานข้อมูลแบบอะนาล็อคของการฆาตกรรมวิปลาศที่สำนักงานตำรวจจะต้องอิจฉา”
“ถ้าให้ผมเดา” บิลร่วมวง “มันมีสารพัดข่าวแปะไว้เกี่ยวกับคดีของพวกเรา – แทบทุกข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมาตลอดสองปี”
“มันมีอยู่แล้วไม่ต้องเดา” วาล์วเดอร์บอก “เครตั้นกับหวงสอบปากคำไม่กี่คำถาม มันก็ทำตัวโคตรน่าสงสัยแล้ว สุดท้ายหวงถามมันว่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ซินดี้ แมคคินน่อน แล้วมันก็ตะกุกตะกัก เห็นชัดๆเลยว่ามันรู้ว่าเราหมายถึงใคร เรามีหลักฐานมากพอที่จะจับมัน แถมมันยังสารภาพแทบจะทันทีที่พาตัวมาถึงที่นี่”
ขณะนั้นเองวาล์วเดอร์เดินนำไรล์ลี่และบิลเข้ามาในห้องเล็กๆที่มีกระจกมองเห็นด้านเดียวผ่านเข้าไปในห้องสอบสวน
การสอบสวนดำเนินไปแล้ว ฟากหนึ่งของโต๊ะมีเจ้าหน้าที่เอมิลี่ เครตั้น นั่งอยู่ ส่วนเจ้าหน้าที่เคร็ก หวง นั้นเดินไปเดินมาอยู่ด้านหลังของเธอ ไรล์ลี่คิดในใจว่าเจ้าหน้าที่อายุน้อยสองคนนี้ดูมีของมากกว่าที่เห็นก่อนหน้านี้ ส่วนอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ มี
นายแดเริล กัมม์ นั่งอยู่ ข้อมือของเขาถูกล็อคกุญแจมือไว้บนโต๊ะ
ไรล์ลี่รู้สึกรังเกียจทันทีที่เห็นเขา หน้าตาท่าทางราวกับอึ่งอ่าง อายุราวสามสิบปี รูปร่างขนาดกลางและออกจะอ้วนเตี้ย แต่เขาก็ดูแข็งแรงพอจะเป็นภัยคุกคามได้อย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะกับผู้หญิงในอารามตกใจและไม่มีทางสู้ หน้าผากของเขาเป็นเส้นแหลมยาวไปถึงด้านหลัง ทำให้ดูเหมือนกะโหลกของลิงโฮมินิดที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว คางก็แทบจะไม่มี พูดง่ายๆก็คือ เขาตรงกับเค้าโครงของคนร้ายในความคิดของเธอ และคำสารภาพเหมือนจะทำให้ปิดจบคดีนี้ได้
“เธออยู่ที่ไหน?” เครตั้นตะโกนถามใส่กัมม์
ไรล์ลี่ฟังออกจากน้ำเสียงว่าเครตั้นเริ่มจะหมดความอดทน กับคำถามซ้ำๆเดิมๆที่เธอถามมาแล้วหลายสิบรอบ
“ใครอยู่ที่ไหน” กัมม์ถามกลับในเสียงสูงไม่รื่นหูเอาเลย สีหน้าของเขาแสดงออกถึงอาการสบประมาทและโอหัง
“เลิกเล่นเกมส์กับพวกเราได้แล้ว” หวงพูดขึ้นเสียงเฉียบ
“ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรถ้าไม่มีทนายอยู่ด้วยใช่มั้ย” กัมม์ย้อน
เครตั้นพยักหน้า “เราบอกคุณแล้วไง ว่าจะพาทนายเข้ามาให้ทุกเมื่อหากคุณขอมา คุณพูดแต่ว่าไม่ต้องการทนาย นั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณเช่นกัน คุณจะสละสิทธิ์ในการขอทนายก็ได้ คุณเปลี่ยนใจแล้วหรือไง?”
กัมม์เอียงคอมองเพดาน ยิ้มหยันอย่างใช้ความคิด
“ให้ผมลองคิดดูก่อน ไม่ล่ะ ไม่ละกัน ผมยังไม่เอาทนาย”
หวงโน้มตัวข้ามโต๊ะไปตรงหน้าเขา พยายามไม่ให้ดูเหมือนการกรรโชก
“ผมขอถามเป็นครั้งสุดท้าย” เขาเริ่มพูด “คุณเอารถกระบะไปซ่อนไว้ที่ไหน?”
กัมม์ยักไหล่ “ผมก็จะพูดเป็นรอบสุดท้ายเหมือนกัน – รถกระบะอะไร? ผมไม่มีรถกระบะ ผมไม่มีแม้แต่รถธรรมดา บ้าเอ๊ย ใบขับขี่ผมยังไม่มีเลย”
พูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ วาล์วเดอร์บอกกับไรล์ลี่และบิลว่า “ท่อนสุดท้ายเป็นความจริง ไม่มีใบขับขี่ ไม่เคยโหวตเลือกตั้ง ไม่มีเครดิตการ์ด ไม่มีอะไรซักอย่าง มันอยู่หลงยุคจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรถกระบะถึงไม่มีทะเบียน เพราะมันน่าจะเป็นรถขโมยมา แต่ก็ไม่น่าจะขับไปได้ไกลในเวลาที่มี น่าจะอยู่แถวใกล้ๆอพาร์ทเม้นท์”
เจ้าหน้าที่เครตั้นแทบจะคำรามใส่กัมม์แล้วตอนนี้
“คุณคิดว่านี่มันตลกเหรอ ห๊ะ” เธอตะคอก “คุณเอาผู้หญิงไร้ทางสู้ไปมัดไว้ตรงไหนซักแห่ง คุณก็สารภาพมาเองแล้วนี่ เธอคงกลัวเกือบตาย และพนันได้เลยว่าคงหิวโหยมากด้วย คุณจะปล่อยให้เธอทรมานอีกนานแค่ไหน คุณตั้งใจจะปล่อยให้เธอตายไปจริงๆหรือไง”
กัมม์หัวเราะเยาะ
“แล้วหลังจากคำถามนี้คุณก็จะซัดผมน่วมเลยใช่มั้ย?” เขาย้อน “หรือว่านี่เป็นเวลาที่คุณบอกผมว่าคุณสามารถจะเปิดปากผมได้โดยไม่มีการเจ็บตัวใดๆ?”
ไรล์ลี่พยายามจะเงียบไว้ แต่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“พวกเขาถามผิดคำถามแล้ว” เธอบอก
เธอดันตัวเองผ่านหน้าวาล์วเดอร์และเดินออกจากประตูเพื่อเข้าไปสู่ห้องสอบสวน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหน้าที่เพจ” วาล์วเดอร์ออกคำสั่ง
ไรล์ลี่ทำเป็นไม่ได้ยินแล้วผลักเข้าไปภายในห้อง เธอรีบเดินตรงเข้าไป วางสองมือลงบนโต๊ะ และโน้มตัวลงมาหากัมม์อย่างมาดร้าย
“บอกฉันมา แดเริล” เธอคำราม “คุณชอบตุ๊กตารึเปล่า?”
เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของแดเริลโชว์ร่องรอยของความตื่นตัว
“แล้วคุณเป็นใคร” เขาย้อนไรล์ลี่กลับ
“ฉันก็เป็นคนที่คุณไม่ควรจะโกหกใส่น่ะสิ” ไรล์ลี่ตอบ “คุณชอบตุ๊กตารึเปล่า”
แดเริลกวาดสายตามองทั่วไปหมดทั้งห้อง
“ผมไม่รู้” เขาบอก “ตุ๊กตาเหรอ? ผมว่ามันก็น่ารักดี”
“อ้อ คุณว่ามันน่าจะมากกว่าน่ารัก ว่ามั้ย” ไรล์ลี่ขู่ “สมัยคุณยังเด็ก คุณเป็นเด็กประเภทนั้นไง – ประเภทที่ชอบเล่นกับตุ๊กตา ประเภทที่เด็กคนอื่นๆชอบล้อเลียน”
แดเริลหันหน้าเข้าหากระจกด้านข้าง กระจกหน้าต่างที่มองเห็นอยู่ด้านเดียว
“ผมรู้ว่ามีคนอยู่ข้างหลังกระจกนั่น” เขาร้องเรียกให้ช่วย เสียงบอกถึงความกลัว “ใครก็ได้มาเอาผู้หญิงบ้านี่ออกไปให้พ้นๆผมที”
ไรล์ลี่เดินวนไปรอบโต๊ะ ผลักเจ้าหน้าที่หวงออกไปด้านข้าง และมายืนอยู่ข้างๆกัมม์ แล้วเธอก็เอาหน้ายื่นเข้าไปใกล้ๆหน้าเขา เขาผละตัวออกห่าง พยายามหลบสายตา แต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยให้เขาได้หายใจ หน้าพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงแค่สามสี่นิ้ว
“คุณ ยัง ชอบเล่นตุ๊กตาอยู่ใช่มั้ยล่ะ” ไรล์ลี่ตอกอารมณ์เข้าไปอีก ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ “ตุ๊กตาเด็กหญิงตัวเล็ก คุณชอบจับมันมาเปลื้องผ้าใช่มั้ยล่ะ คุณชอบดูมันล่อนจ้อนใช่มั้ย แล้วคุณชอบทำอะไรกับมันเวลาที่มันล่อนจ้อน?”
แดเริลตาเบิกโพลง
ไรล์ลี่จ้องเขาเขม็งไม่หลบตาอยู่เป็นนาน เธอลังเล พยายามจะอ่านสีหน้าเขาให้ออก
มันเป็นอาการถูกสบประมาทหรือขยะแขยงกันนะที่ทำให้ปากเขาลู่ลงอย่างนั้น?
เธออ้าปากจะถามต่อ แต่ประตูห้องสอบสวนถูกกระแทกเปิดออกข้างหลังเธอ ได้ยินเสียงขึงขังของวาล์วเดอร์
“เจ้าหน้าที่เพจ ผมต้องการให้คุณออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“ขอเวลาอีกแค่นาทีเดียว” เธอบอก
“เดี๋ยวนี้!”
ไรล์ลี่ยืนคุ้มหัวกัมม์ในความเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง ตอนนี้เขาดูงุนงงสับสน เธอมองไปรอบๆและเห็นหวงกับเครตั้นจ้องเธออย่างงุนงงไม่เชื่อสายตา แล้วเธอจึงหันเดินตามวาล์วเดอร์ออกไปเพื่อเข้าสู่ห้องเชื่อม
“นั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน” วาล์วเดอร์ถามอย่างออกคำสั่ง “คุณฝ่าฝืนคำสั่ง เพราะคุณยังไม่ต้องการให้คดีนี้ปิด คุณเริ่มทำใจได้แล้วล่ะ ตอนนี้สิ่งที่ยังเหลือต้องทำคือตามหาผู้เคราะห์ร้าย”
ไรล์ลี่คำรามเสียงดัง
“ดิฉันว่าท่านเข้าใจผิดแล้ว” เธอบอก “ดิฉันไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้ส่ออาการอะไรกับตุ๊กตาในทางที่ฆาตกรน่าจะเป็น ดิฉันต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจ”
วาล์วเดอร์จ้องเธอครู่หนึ่ง แล้วส่ายหัว
“มันไม่ใช่วันของคุณเลยจริงๆสินะ ใช่มั้ยเจ้าหน้าที่เพจ?” เขาบอกอย่างเอือมๆ “อันที่จริงผมว่าคุณไม่ได้สร้างผลงานที่ดีอะไรมาตลอดระยะเวลาการสืบคดีนี้เลย อ้อ คุณ เคย พูดถูกเรื่องหนึ่ง นายกัมม์ดูจะไม่มีความเกี่ยวพันใดๆกับท่านวุฒิสมาชิก – หรือเกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น แต่ก็อย่างว่านะ มันไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไร ผมมั่นใจว่าท่านวุฒิสมาชิกจะต้องรู้สึกขอบคุณที่เราสามารถนำตัวฆาตกรที่สังหารบุตรสาวท่านมาลงโทษได้”
ไรล์ลี่เก็บอารมณ์โมโหไม่ไหวอีกต่อไป
“เจ้าหน้าที่วาล์วเดอร์ ด้วยความเคารพนะคะ – ” เธอเริ่มจะพูดบ้าง
วาล์วเดอร์ตัดบทเธอทิ้งห้วน “และนั่นเลยคือปัญหาของคุณ เจ้าหน้าที่เพจ ความเคารพที่คุณมีต่อผมมันขาดแคลนอย่างรุนแรง ผมเหนื่อยกับความไม่เคารพผู้บัญคับบัญชาของคุณ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่รายงานคุณในทางลบหรอก คุณทำผลงานที่ดีมาก่อนในอดีต และผมก็จะให้โอกาสคุณแก้ตัว ผมมั่นใจว่าคุณยังประสาทเสียจากเรื่องทั้งหมดที่คุณประสบมาด้วยตัวเอง แต่คุณกลับบ้านไปได้แล้วตอนนี้ เราจะจัดการที่เหลือเอง”
แล้ววาล์วเดอร์ก็เดินเข้าไปตบไหล่บิล
“ผมอยากให้คุณอยู่ต่อนะ เจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์” เขาบอก
บิลนั้นดูฉุนมาก “ถ้าเธอไป ผมก็ไป” เขาคำรามออกมา
บิลเดินนำไรล์ลี่ออกไปในโถงทางเดิน วาล์วเดอร์ก้าวออกมานอกห้องเพื่อดูพวกเขาเดินออกไป แต่ไม่ไกลลงไปที่โถงทางเดิน ไรล์ลี่ความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม สีหน้าของผู้ต้องสงสัยนั้นแสดงออกว่าขยะแขยง ตอนนี้เธอแน่ใจแล้ว คำถามของเธอเกี่ยวกับตุ๊กตาเปลือยไม่ได้ปลุกเร้าเขา หากแต่มันทำให้เขางุนงงสับสนเท่านั้น
เธอสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย ทั้งเธอและบิลมุ่งหน้าเดินต่อไปออกจากอาคาร
“เขาไม่ใช่ฆาตกร” เธอเอ่ยบอกบิลเบาๆ “ฉันแน่ใจว่าอย่างนั้น”
บิลมองตอบเธอ สีหน้าตกใจ เธอหยุดเดินหันมาจ้องหน้าเขาด้วยความจริงจังที่สุด
“เธอ ยังอยู่ข้างนอกนั่น” ไรล์ลี่บอกเพิ่ม “แล้วพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าเธออยู่ที่ไหน”
*
หลังจากค่ำมืดแล้ว ไรล์ลี่เดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน ย้อนภาพรายละเอียดของคดีอยู่ในหัว เธอถึงขั้นส่งอีเมลและข้อความต่างๆไปหาสมาชิกองค์กร พยายามเตือนว่าวาล์วเดอร์นั้นจับคนร้ายมาผิดคน
เธอได้ขับรถไปส่งบิลที่บ้านแล้วและขับไปรับเอพริลกลับช้าอีกเช่นเคย ไรล์ลี่รู้สึกขอบคุณที่เอพริลไม่ได้บ่นอะไรให้เป็นเรื่องในคราวนี้ ยังคงอ่อนลงจากเรื่องสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชา เอพริลค่อนข้างทำตัวดีเลยทีเดียวขณะที่พวกเขากำลังทำอาหารค่ำและนั่งคุยกัน
เที่ยงคืนมาและผ่านเลยไป ไรล์ลี่เหมือนว่าตัวเองวกไปวนมาอยู่ในความคิด เธอไม่ไปถึงไหนเลย รู้สึกอยากมีคนคุยด้วย มีคนให้ได้ลับสมอง เธอคิดว่าจะโทรหาบิล แน่ใจว่าเขาไม่มายด์แน่หากเธอจะโทรหาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้
แต่ไม่ดีกว่า เธอต้องการคนอื่น – คนที่มีความรอบรู้แบบหาตัวจับได้ยาก คนที่เธอเชื่อใจวางใจกับการตัดสินใจของเขาได้ จากประสบการณ์ที่เคยพานพบมา
ในที่สุด เธอก็นึกออกว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร
เธอกดเบอร์บนโทรศัพท์มือถือและก็ต้องผิดหวังที่ได้ยินเสียงข้อความอัตโนมัติ
“คุณกำลังเข้าสู่บริการรับฝากข้อความของ ไมเคิล เนวินส์ กรุณาฝากข้อความหลังสัญญาณเสียง”
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้าลึกก่อนพูดว่า “ไมค์ ขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย? ถ้าคุณอยู่แถวนั้น ช่วยรับโทรศัพท์ด้วย มันเป็นเรื่องด่วนจริงๆ”
ไม่มีใครตอบกลับมา เธอไม่แปลกใจหรอกถ้าเขาจะไม่ว่าง เขาทำงานเกือบจะตลอดทุกชั่วโมง เธอแค่หวังว่านี่จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาว่างบ้าง
ในที่สุดเธอจึงพูดขึ้น “ฉันกำลังทำคดีหินอยู่เคสนึง แล้วก็คิดว่าคุณเป็นคนเดียวที่ช่วยฉันได้ ฉันจะขับรถไปหาที่ออฟฟิศพรุ่งนี้เช้านะ หวังว่าคุณจะโอเค อย่างที่ฉันบอก มันด่วนจริงๆ”
เธอวางสาย ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้ เธอแค่หวังว่าจะข่มตานอนได้แม้เพียงซักสองสามชั่วโมง
บทที่ 20
เก้าอี้นั่งนุ่มสบายและสิ่งแวดล้อมก็ดูหรูหรา แต่แสงไฟอ่อนๆในห้องทำงานของ ไมค์ เนวินส์ ก็ไม่ได้ช่วยให้ไรล์ลี่รู้สึกดีขึ้น ซินดี้ยังคงหายตัวไป คงมีแต่พระเจ้าที่จะล่วงรู้ได้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้างในเวลานี้ เธอจะโดนทรมานหรือเปล่า เหมือนอย่างที่ไรล์ลี่เคยโดน
เหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ตามล่าหาตัวไปทั่วละแวกย่านยังไม่พบตัวเธอ ยังไม่เจอแม้ 24 ชั่วโมงจะผ่านพ้นไปแล้ว นั่นไม่ได้ทำให้ไรล์ลี่แปลกใจซักเท่าไหร่ เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาตามหากันผิดจุด ปัญหาก็คือทั้งเธอและทุกคนไม่มีใครรู้ว่าจุดที่ถูกมันอยู่บริเวณไหน เธอไม่อยากจะคิดว่าฆาตกรได้พาเธอไปไกลแค่ไหนแล้ว – หรือแม้กระทั่งว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
“เรากำลังปล่อยให้เธอหลุดมือไป ไมค์” ไรล์ลี่บอกเขา “ทุกๆนาทีที่ผ่านไป เธอก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ใกล้ความตายเข้าไปทุกที”
“อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าพวกเขาจับผิดคน” นิติจิตเวช ไมเคิล เนวินส์ ถามเธอ
กิริยามารยาทดีอยู่เสมอและสวมเสื้อเชิ้ตราคาแพงทับด้วยเสื้อกั๊กอีกหนึ่งชั้น เนวินส์เป็นคนมีบุคลิกค่อนข้างหยุมหยิม ไรล์ลี่ชอบเขาก็ตรงนี้ เธอว่าเขาแปลกใหม่ดี พวกเขาพบกันครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่เขายังเป็นที่ปรึกษาในคดีไฮโซของเอฟบีไอที่เธอร่วมทำอยู่ด้วย ออฟฟิศของเขาอยู่ในวอชิงตันดีซี พวกเขาจึงไม่ได้พบปะสังสรรค์กันบ่อยนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่าหากพวกเขาร่วมมือกันทำงาน ทั้งสัญชาตญาณของเธอบวกกับประวัติความรอบรู้เรื่องลึกๆของเขา จะทำให้ทั้งสองได้เข้าใจและเปิดโลกทัศน์ใหม่เข้าไปในจิตใต้สำนึกของพวกที่มีมโนสำนึกชั่วร้าย เธอขับรถมาหาเขาเป็นอย่างแรกเลยในเช้านี้
“ฉันจะเริ่มยังไงดี” ไรล์ลี่ตอบ สั่นระริกด้วยความกลัว
“ค่อยๆบอกผม” เขาบอก
เธอจิบชารสชาติดีในถ้วยที่เขาส่งให้
“ฉันเจอเขาแล้ว” เธอเอ่ย “ได้สอบปากคำไม่กี่ข้อ แล้ววาล์วเดอร์ก็ไม่อนุญาตให้ฉันใช้เวลากับเขาไปมากกว่านั้น”
“แล้วเขาไม่ตรงกับที่คุณคิดไว้เหรอ”
“ไมค์ นายแดเริล กัมม์ คนนี้ เป็นพวกวันนาบี พวกอยากจะเป็นเหมือนคนอื่น” เธอว่าต่อ “เขามีจินตนาการคลั่งไคล้เกี่ยวกับพวกฆาตกรโรคจิต อยากจะเป็นหนึ่งในนั้น อยากจะโด่งดังแบบนั้น แต่ไม่มีฝีมือหรือความสามารถพอ เขาก็ดูจิตๆนะ แต่ไม่ใช่แบบพวกฆาตกร ตอนนี้เขาก็แค่ได้โอกาสจะทำอะไรอย่างที่จินตนาการไว้จนมิดด้าม เหมือนฝันที่เป็นจริงน่ะ”
ไมค์ลูบคางอย่างใช้ความคิด “แล้วคุณไม่คิดว่าฆาตกรตัวจริงต้องการชื่อเสียง?”
เธอกล่าวต่อ “เขาอาจจะสนใจชื่อเสียง หรืออาจจะต้องการมันด้วยก็ได้ แต่มันไม่ได้จี้เขาถูกจุด เขามีแรงขับเคลื่อนอื่น บางอย่างที่เป็นส่วนตัว เหยื่อต้องมีความหมายอะไรบางอย่างสำหรับเขา และเขาก็สะใจที่เห็นพวกเธอเจ็บปวดเพราะสิ่งที่พวกเธอเป็นหรือสิ่งที่พวกเธอมีความหมายถึง เขาไม่ได้เลือกเหยื่อส่งๆไปนะ”
“แล้วเลือกยังไง”
ไรล์ลี่สั่นหัว หวังว่าเธอจะบอกออกมาเป็นคำพูดได้ดีกว่านี้
“มันต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับตุ๊กตาน่ะไมค์ ไอ้หมอนั่นมันหมกมุ่นกับตุ๊กตา แล้วตุ๊กตาก็ต้องเกี่ยวพันกับวิธีเลือกเหยื่อผู้หญิงของมัน”
แล้วเธอก็ถอนหายใจ จนถึงขั้นนี้แล้ว เธอยังรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย แต่เธอก็มั่นใจว่าเธอมาถูกทาง
ไมค์เงียบไปซักพัก แล้วพูดขึ้นว่า “ผมรู้ว่าคุณมีพรสวรรค์ในการจำแนกความชั่วร้าย ผมเชื่อมั่นในสัญชาตญาณคุณมาเสมอ แต่ถ้าหากคุณพูดถูก งั้นผู้ต้องสงสัยคนนี้ที่พวกเขาคุมตัวอยู่ก็หลอกทุกคนได้อยู่หมัด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอทุกคนจะโง่หรอกนะ”
“แต่บางคนน่ะโง่” ไรล์ลี่เถียง “ฉันสลัดภาพเหยื่อคนที่ถูกจับไปเมื่อวานออกจากหัวไม่ได้เลย คอยแต่จะคิดว่าเธอกำลังต้องเจออะไรอยู่ตอนนี้” และแล้วเธอก็โพล่งจุดประสงค์ที่เธอมาพบนิติจิตเวชในวันนี้ “ไมค์ คุณช่วยสอบปากคำนายแดเริล กัมม์ จะได้มั้ย? คุณเห็นเขาปุ๊บคุณจะดูเขาออกได้ภายในไม่กี่วินาที”
ไมค์แลดูชะงักไป “เขาไม่ได้เรียกผมให้ทำคดีนี้” เขาบอก “ผมเช็คดูคดีเมื่อตอนเช้าแล้วได้รู้ว่าด็อกเตอร์ราลสตั้นเป็นคนสอบปากคำเขาเมื่อวาน จากที่เห็นคือด็อกเตอร์ราลสตั้นก็เห็นด้วยว่ากัมม์คือฆาตกร เขาถึงขนาดให้กัมม์เซ็นต์คำรับสารภาพแล้ว ตามหลักขององค์กรก็ถือว่าคดีนี้มันจบแล้ว พวกเขาคิดว่าตอนนี้ก็เหลือแค่ตามหาเหยื่อให้พบ พวกเขามั่นใจว่าจะทำให้กัมม์พูดออกมาได้”
ไรล์ลี่กลอกตาด้วยความกระฟัดกระเฟียด
“แต่ราลสตั้นมันจอมปลอม” เธอบอก “เขาเป็นลิ่วล้อของวาล์วเดอร์ เขาก็ต้องสรุปตามแบบที่วาล์วเดอร์ต้องการอยู่แล้ว”
ไมค์ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่ยิ้มให้ไรล์ลี่ เธอค่อนข้างมั่นใจว่าไมค์ก็คิดกับราลสตั้นแบบเดียวกับที่เธอสบประมาท แต่เขาก็มืออาชีพเกินกว่าจะพูดมันออกมา
“ฉันยังคิดเรื่องนี้ไม่ตกเลย” ไรล์ลี่ปรึกษา “คุณช่วยอ่านไฟล์นี้แล้วบอกหน่อยได้มั้ยว่าคิดว่ายังไง”
ไมค์แลดูคิดอะไรอยู่ลึกๆ แล้วจึงบอกเธอว่า “เรามาคุยเรื่องของคุณกันหน่อย คุณกลับมาทำงานนานแค่ไหนแล้ว”
ไรล์ลี่ถึงกับต้องนึกย้อนไป คดีนี้มันกลืนกินเธอเข้าไปทั้งๆที่ยังเป็นคดีใหม่อยู่แท้ๆ
“ประมาณอาทิตย์นึง” เธอบอก
เขาเอียงศีรษะมาอย่างเป็นห่วง “คุณทุ่มเทมาก คุณเป็นอย่างนี้ตลอด”
“ฆาตกรสังหารเหยื่อผู้หญิงไปหนึ่งคนในช่วงนั้นแล้วก็จับไปอีกหนึ่งคน ฉันน่าจะยังอยู่ทำคดีตั้งแต่ที่เห็นผลงานของมันตั้งแต่เมื่อหกเดือนก่อนแล้ว ฉันไม่น่าจะขอดร็อปออกไปเลย”
“คุณโดนขัดจังหวะต่างหาก”
เธอรู้ว่าเขาหมายถึงที่เธอถูกจับตัวไปทรมาน เพราะเธอใช้เวลาหมดไปหลายชั่วโมงในการอธิบายสิ่งเหล่านั้นให้ไมค์ฟัง แล้วก็เป็นเขาที่ช่วยให้เธอผ่านมันมาได้
“ฉันกลับมาแล้ววตอนนี้ และผู้หญิงอีกคนกำลังเดือดร้อน”
“คุณทำคดีร่วมกับใครตอนนี้”
“บิล เจฟฟรี่ส์ เหมือนเดิม เขายอดเยี่ยมมากเพียงแต่จินตนาการของเขาไม่กว้างไกลเท่าของฉัน เขายังคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน”
“ทำงานกับเขาแล้วเป็นยังไง ต้องมาอยู่กับเจฟฟรี่ส์ทุกวันอย่างนี้”
“ก็ดี ทำไมถึงจะไม่ดีล่ะ”
ไมค์จ้องเธอเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอนตัวเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ผมหมายถึง คุณแน่ใจนะว่าสมองคุณปลอดโปร่งแล้ว คุณชัวร์นะว่าคุณอยู่ในเกมส์นี้ ผมว่าสิ่งที่ผมต้องการถามคือ – จริงๆแล้วฆาตกรคนไหนกันแน่ที่คุณกำลังตามล่าอยู่”
ไรล์ลี่หรี่ตามองเขา แปลกใจเล็กๆกับการเปลี่ยนหัวข้อกะทันหันแบบนี้
“คุณหมายความว่ายังไง คนไหน” เธอถาม
“คนใหม่ หรือ คนเก่า”
ความเงียบแผ่เข้ามาตรงกลางระหว่างทั้งคู่
“ผมคิดว่าบางทีที่คุณมาเพื่อต้องการจะคุยเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณ” ไมค์เอ่ยอย่างนุ่มนวล “ผมรู้ว่าคุณมีปัญหาในการจะเชื่อว่าปีเตอร์สันนั้นตายไปแล้วในเหตุการณ์ระเบิดมาตลอด”
ไรล์ลี่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอไม่ได้คาดเอาไว้มาก่อน ไม่ได้คาดว่าลูกศรจะชี้มาทางเธอ
“นั่นไม่ใช่ประเด็น” ไรล์ลี่ตัดบท
“แล้วยาล่ะ ไรลี่” ไมค์ถาม
เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ตอบ เธอไม่ได้กินยาระงับประสาทมาหลายวันแล้ว ไม่อยากให้ฤทธิ์ยาทำให้สมาธิเธอกุดไป
“ฉันไม่แน่ใจว่าฉันชอบทางที่คุณกำลังพาไปนะ” ไรล์ลี่บอก
ไมค์จิบชาอึกใหญ่จากถ้วยของเขา
“คุณแบกรับภาระทางอารมณ์มามาก” เขาเอ่ย “คุณเพิ่งหย่าไปในปีนี้ และผมก็รู้ว่าความรู้สึกคุณกับเรื่องนี้มันขัดแย้งกันอยู่ และยังมีเรื่องที่คุณสูญเสียแม่ไปอย่างโหดร้ายเมื่อหลายปีก่อน”
ไรล์ลี่หน้าแดงด้วยความขุ่นเคือง เธอไม่อยากจะพูดถึงเรื่องพวกนี้
“เราเคยคุยกันแล้วถึงสถานการณ์ที่คุณถูกจับตัวไป” ไมค์ร่ายต่อ “คุณผลักตัวเองไปเกินขีดสุด คุณทำเรื่องที่เสี่ยงอย่างมหันต์ การกระทำของคุณออกจะประมาทไร้การยั้งคิดไปหน่อย”
“แต่ฉันเอาตัวมารีออกมาได้นะ” เธอแย้ง
“โดยการเอาตัวเองเข้าแลกน่ะเหรอ”
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้ายาว ลึก
“คุณกำลังบอกว่า บางทีฉันก็ทำตัวเองใช่มั้ย” เธอถาม “เพราะชีวิตแต่งงานของฉันพัง เพราะวิธีที่แม่ของฉันโดนฆ่าตาย คุณกำลังบอกว่าบางทีฉันก็คิดว่าฉันสมควรโดน ดังนั้นฉันจึงหาเรื่องใส่ตัวเอง ฉันเป็นคนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น”
ไมค์ยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มแห่งความเห็นใจ
“ผมแค่บอกว่าคุณต้องลองหันกลับมามองตัวเองจริงๆจังๆซะที ถามตัวเองว่าอะไรที่มันเกิดขึ้นจริงๆข้างในใจ”
ไรล์ลี่ดิ้นรนเอาอากาศหายใจ พยายามฝืนน้ำตาไม่ให้ไหล ไมค์พูดถูก เธอสงสัยเรื่องพวกนี้มานานแล้ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดของเขาถึงแทงใจดำเธออย่างจัง แต่เธอก็ละเลยความคิดที่โผล่พ้นน้ำมาครึ่งหนึ่งพวกนั้น และตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วที่เธอต้องคิดว่าเรื่องพวกนี้มันจริงมั้ย
“ฉันแค่ปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ไมค์” เธอพูดในเสียงจุกก้อนสะอื้น
“ผมรู้ดี” เขาตอบ “ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เป็นความผิดของคุณ คุณรู้บ้างมั้ย? มันเป็นการโทษตัวเองของคุณที่ผมเป็นห่วง คุณพาตัวเองเข้าไปหาสิ่งที่คุณรู้สึกว่าสมควรโดน คุณสร้างปัญหาชีวิตของตัวคุณขึ้นมาเอง”
ไรล์ลี่ยืนขึ้น ทนฟังไม่ไหวอีกแล้ว
“คุณหมอ ฉันไม่ได้โดนจับตัวไปเพราะว่าฉันหาเรื่อง” เธอบอก “ฉันโดนจับตัวไปเพราะมันมีพวกโรควิปริตอยู่ข้างนอกนั่นต่างหาก”
*
ไรล์ลี่เร่งฝีเท้าไปทางออกที่ใกล้ที่สุด เข้าไปในสนามหญ้าโล่ง ช่างเป็นวันที่สวยงามในฤดูร้อน เธอสูดหายใจยาวหลายครั้ง หายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ทำให้ตัวเองสงบลงบ้าง แล้วเธอจึงนั่งลงบนม้านั่ง เอาสองมือขึ้นมาปิดหน้า
ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
มารี
เซ้นท์ของเธอมันบอกทันทีว่าเธอมีเรื่องด่วน
ไรล์ลี่ตอบรับและไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงหอบหายใจเหมือนลมชัก
“มารี” ไรล์ลี่ถามอย่างเป็นห่วง “เป็นอะไรน่ะ?”
เป็นเวลาครู่หนึ่งที่ไรล์ลี่ได้ยินแต่เสียงสะอื้น เห็นชัดว่ามารีนั้นอยู่ในสภาพที่แย่กว่าเธอซะอีก
“ไรล์ลี่” มารีอ้าปากพูดในที่สุด “คุณตามหามันเจอแล้วรึยัง? คุณได้ตามหามันบ้างรึเปล่า? มีใคร ได้ตามหามันบ้างมั้ย?”
ไรล์ลี่จิตตกทันที แน่นอนมารีกำลังพูดถึงปีเตอร์สัน เธออยากจะให้ความมั่นใจกับเธอว่าเขาได้ตายไปแล้ว โดนฆ่าตายไปในเหตุการณ์ระเบิดนั้น แต่จะให้เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจได้ยังไงในเมื่อตัวเธอเองก็ยังมีความสงสัยในเรื่องนี้อยู่เลย เธอจำที่เจ้าหน้าที่นิติเวช เบ็ตตี้ ริชเตอร์ เคยบอกเธอไว้เมื่อหลายวันก่อนเกี่ยวกับโอกาสที่ปีเตอร์สันจะตายไปแล้วได้ดี
ฉันบอกได้ประมาณ 99%
ตัวเลขนั้นไม่ได้ช่วยให้ไรล์ลี่สบายใจ และมันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่มารีจะอยากได้ยินหรือต้องการได้ยินในเวลานี้
“มารี” ไรล์ลี่พูดอย่างเศร้าๆ “ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้”
มารีปล่อยโฮอย่างสิ้นหวัง เสียงนั้นทำให้ไรล์ลี่เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
“โอ้ พระเจ้า ถ้างั้นก็ต้องเป็น มัน!” เธอร้องครวญ “มันเป็นคนอื่นไปไม่ได้แล้ว”
ไรล์ลี่รู้สึกเส้นประสาทหดตัว “คุณพูดเรื่องอะไรมารี เกิดอะไรขึ้น”
มารีพรั่งพรูออกมาด้วยความรีบร้อน
ฉัน เคยบอก คุณไปแล้วว่ามันโทรมาหาฉัน ฉันตัดสายโทรศัพท์บ้าน แต่ไม่รู้ทำยังไงมันถึงได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของฉัน มันโทรมาหาฉันอยู่ตลอดเวลา โทรมาไม่พูดอะไร แค่โทรมาแล้วหายใจใส่โทรศัพท์ แต่ฉันรู้ว่าต้องเป็นมันแน่ ไม่งั้นจะเป็นใครได้? แล้วมันเคยมาที่นี่ด้วย ไรล์ลี่ มันเคยมาที่บ้านฉัน”
ความตื่นตัวของไรล์ลี่เหมือนกำลังจะโดนเปิดสลักออกได้ในทุกวินาที
“คุณหมายความว่ายังไง?” เธอถาม
“ฉันได้ยินเสียงตอนกลางคืน มันโยนอะไรมาใส่ประตูและหน้าต่างห้องนอนของฉัน ฉันคิดว่าเป็นลูกหินพวกนั้น”
ไรล์ลี่ใจเต้นตึกตักเพราะเธอก็จำได้ว่ามีหินเล็กๆอยู่บนเฉลียงหน้าบ้านของตัวเองเหมือนกัน มันจะเป็นไปได้หรือที่ปีเตอร์สันยังมีชีวิตอยู่? แล้วทั้งเธอและมารีกำลังตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งหรือเปล่า?
เธอรู้ว่าต้องเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง เห็นได้ชัดว่ามารีนั้นเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย
“ฉันกำลังไปหาคุณเดี๋ยวนี้ มารี” เธอบอก “แล้วฉันจะให้องค์กรตรวจสอบเรื่องนี้ให้”
มารีปล่อยเสียงหัวเราะอย่างหมดหวังและขมขื่นออกมา
“ตรวจสอบเรื่องนี้ให้เหรอ” เธอย้ำคำ “ลืมไปซะเถอะไรล์ลี่ คุณเพิ่งพูดออกมาเองว่าคุณไม่รู้จะทำอะไรได้ คุณจะไม่ทำอะไรเลย ไม่มีใครจะทำอะไรเลย ไม่มีใครทำอะไรได้”
ไรล์ลี่เข้าไปในรถและเปิดเสียงโทรศัพท์เป็นแบบลำโพง เพื่อที่เธอจะได้ขับรถไปด้วยคุยไปด้วยได้
“อย่าเพิ่งวางสายนะ” เธอบอก ขณะที่เธอสตาร์ทเครื่องและมุ่งหน้าไปจอร์จทาวน์ “ฉันกำลังมาหาคุณแล้ว”
บทที่ 21
ไรล์ลี่ดิ้นรนกับสภาพการจราจรในขณะที่ก็พยายามล่อมารีให้คุยโทรศัพท์ต่อ เธอขับผ่าทางแยกมาหลังจากไฟเปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นแดง รู้ตัวว่ากำลังขับรถอย่างประมาท แต่จะให้เธอทำอย่างไร? เธออยู่ในรถของตัวเอง ไม่ใช่ในพาหนะของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่มีไฟกระพริบและไซเรน
“ฉันจะวางหูแล้วไรล์ลี่” มารีพูดเป็นรอบที่ห้า
“ไม่ได้!” ไรล์ลี่เห่ากลับไป พยายามกดความสิ้นหวังไว้ “อยู่ด้วยกันก่อน มารี”
เสียงของมารีล้าเหลือเกินแล้วตอนนี้
“ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว” เธอบอก “ช่วยตัวเองเถอะนะ แต่ฉันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ฉันพอกับมันแล้ว จะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างลงเดี๋ยวนี้”
ไรล์ลี่นั้นแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆออกมาจากความหวาดวิตก มารีหมายความว่ายังไง? เธอกำลังจะทำอะไร?
“คุณทำได้นะมารี” ไรล์ลี่บอก
“ลาก่อนไรล์ลี่”
“ไม่นะ!” ไรล์ลี่ตะโกน “รอเดี๋ยว รอก่อน! นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำเพียงแค่นั้น ฉันกำลังไปเดี๋ยวนี้แล้ว”
เธอขับรถเร็วยิ่งกว่าการเคลื่อนตัวของการจราจร ปาดเลนไปมาเหมือนคนบ้า คนขับรถคนอื่นบีบแตรใส่เธอหลายครั้ง
“อย่าเพิ่งวางสาย” ไรล์ลี่บอกอย่างฉุนเฉียว “ได้ยินมั้ย?”
มารีไม่พูดอะไรอีก ไรล์ลี่ได้ยินแต่เสียงสะอื้นกับเสียงแหลมๆ
เสียงนั้นค่อยทำให้คลายกังวลได้หน่อยหนึ่ง อย่างน้อยมารีก็ยังอยู่ตรงนั้น อย่างน้อยเธอก็ยังอยู่ที่โทรศัพท์ แต่ไรล์ลี่จะทำให้เธออยู่ตรงนั้นได้ตลอดรึเปล่า? เธอรู้ว่าหญิงสาวผู้น่าสงสารกำลังตกลงสู้ห้วงเหวนรกของความหวาดกลัวจากสัตว์ร้าย มารีนั้นไม่เหลือซึ่งความเป็นเหตุเป็นผลใดในหัวสมองแล้ว ดูราวกับเสียสติไปแล้วจากความหวาดกลัว
ความทรงจำของไรล์ลี่เองทะลักเข้าสู่ห้วงความคิดของเธอ วันแย่ๆในสภาพเสมือนสัตว์ร้าย ในวันที่โลกของมนุษยธรรมนั้นไม่หลงเหลืออยู่อีก มีแต่ความมืดมน การรับรู้ถึงโลกนอกความมืดมิดนี้ค่อยๆหลุดลอยไป และการสูญสิ้นสตินึกคิดแห่งช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
ฉันต้องสู้กับมันให้ได้ เธอบอกกับตัวเอง
แล้วความทรงจำก็เข้าครอบงำเธอ…
มองไม่เห็นหรือได้ยินอะไรเลยรอบตัว ไรล์ลี่พยายามเก็บประสาทสัมผัสอื่นของเธอให้ทำงาน รู้สึกถึงรสชาติเปรี้ยวๆของความหวาดกลัวย้อนกลับขึ้นมาในลำคอ ไล่ขึ้นมาที่ในปาก จนกระทั่งกลายเป็นความรู้สึกจี๊ดๆเหมือนไฟช็อตอยู่ที่ปลายลิ้น เธอขูดขีดบนพื้นดินแดงที่เธอนั่งอยู่ คุ้ยลงไปหาความชื้น สูดดมกลิ่นดินเชื้อเห็ดเชื้อราที่รายล้อมตัวเธอ สัมผัสจากกลิ่นเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เธอยังเหมือนอยู่ในโลกของสิ่งมีชีวิต
และแล้วท่ามกลางความมืดมิด แสงสว่างแสบลูกตาสาดเข้ามาพร้อมกับเสียงแตกดังเปรี๊ยะจากคบเพลิงน้ำมันโพรเพนที่ปีเตอร์สันถือมา
เสียงอัดกระแทกสลัดไรล์ลี่ออกจากห้วงนึกคิดอันน่ากลัวของเธอ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็ประมวลได้ว่ารถของเธอชนเข้ากับขอบทางเดินและกำลังจะข้ามเลนไปเจอกับรถที่กำลังวิ่งสวนมา เสียงบีบแตรดังลั่น
ไรล์ลี่ดึงสติในการควบคุมรถกลับมาและมองไปรอบตัว เธออยู่ไม่ไกลจากจอร์จทาวน์แล้ว
“มารี” เธอตะโกนออกไป “ยังอยู่รึเปล่า?”
เป็นอีกครั้งที่เธอได้ยินเพียงเสียงสะอื้น ซึ่งก็ดีมากแล้วที่ยังมีเสียงให้ได้ยิน แต่ไรล์ลี่จะทำอะไรได้ในตอนนี้? เธอเริ่มลังเล เธอสามารถจะโทรขอความช่วยเหลือจากเอฟบีไอได้ในวอชิงตันดีซี แต่ในระหว่างที่เธอมัวแต่อธิบายปัญหาเพื่อให้พวกเขาส่งเจ้าหน้าที่มาตามที่อยู่ ก็คงมีแต่พระเจ้าที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากนั้นแล้ว นั่นยังหมายถึงการที่เธอต้องวางสายจากมารีด้วย
เธอต้องเก็บมารีไว้ในสาย แต่จะทำยังไงล่ะ?
เธอจะดึงมารีออกมาจากขุมนรกนั้นได้ยังไ? ในเมื่อเธอเองก็เกือบตกลงไปในนั้นเหมือนกัน
ไรล์ลี่นึกอะไรขึ้นมาได้ นานมาแล้ว เธอเคยได้รับการฝึกวิธีเก็บปลายสายในขั้นวิกฤตให้อยู่ในสาย เธอไม่เคยต้องใช้มันเลยจนกระทั่งวันนี้ เธอพยายามนึกว่าต้องทำอะไรบ้าง หลักสูตรมันผ่านมานานเหลือเกิน
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรเริ่มกลับเข้ามาในความจำของเธอ เธอถูกฝึกให้ทำทุกสิ่ง พูดทุกอย่าง เพื่อจะเก็บปลายสายให้มีการสนทนา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องมีสาระหรือไม่ หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องอะไรไร้เหตุผลไปเลยก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือปลายสายต้องได้ยินน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นห่วงกังวลของคน
“มารี มีบางอย่างที่คุณต้องช่วยทำให้ฉัน” ไรล์ลี่ชวนคุย
“อะไรเหรอ?”
สมองของเธอนั้นทำงานอย่างลนลาน พยายามสร้างเรื่องหาข้ออ้างออกมาให้เธอทำตาม
“อยากต้องการให้คุณช่วยไปที่ครัว” เธอบอก “ฉันอยากให้คุณช่วยบอกหน่อยว่ามีสมุนไพรและพริกอะไรอยู่บนชั้นวางของคุณบ้าง”
มารีไม่ตอบไปครู่หนึ่ง ไรล์ลี่กังวล ไม่รู้ว่ามารีจะอยู่ในสติที่สามารถจะทำตามข้ออ้างในการดึงความสนใจของเธอรึเปล่า
“โอเค” มารีตอบมา “ฉันกำลังเดินไปเดี๋ยวนี้”
ไรล์ลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยนี่ก็ช่วยถ่วงเวลาไปได้ระยะหนึ่ง เธอได้ยินเสียงก๊องแก๊งของขวดโหลกระทบกันลอดเข้ามาในโทรศัพท์ เสียงของมารีนั้นเปลี่ยนเป็นฟังดูประหลาดไปแล้วตอนนี้ – เหมือนหุ่นยนต์ และ เหมือนเสียสติ ในคราวเดียว
“ฉันมีโอริกาโน่แห้ง พริกป่น กับลูกจันทน์”
“ดีมาก” ไรล์ลี่บอก “มีอะไรอีก?”
“เครื่องเทศแห้ง ขิงบด แล้วก็พริกไทยดำ”
มารีหยุดพูดไป ไรล์ลี่จะหาข้ออ้างต่อไปยังไงแบบนี้?
“แล้วคุณมีผงกระหรี่รึเปล่า?” ไรล์ลี่ถามอีก
มีเสียงกรุกกริกจากขวดกระทบกัน มารีตอบกลับมา “ไม่มี”
ไรล์ลี่พูดช้าลง ราวกับเป็นคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องคอขาดบาดตาย – เพราะจะว่าไปแล้ว เธอกำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจริงๆ
“โอเค ไปหยิบกระดาษกับปากกามา” ไรล์ลี่พูดราวกับสั่ง “แล้วจดลงไป คุณต้องหาซื้อมันมาให้ได้ตอนไปออกซื้อกับข้าว”
เธอได้ยินเสียงขีดๆเขียนๆอะไรสักอย่าง
แล้วจู่ๆก็เงียบไปอย่างน่าวิตก
“แย่แล้ว ไรล์ลี่” มารีพูดด้วยน้ำเสียงหมดสิ้นแล้วความหวัง
ไรล์ลี่เก็บเสียงตะกุกตะกักของเธอไว้ไม่ค่อยอยู่ “ก็แค่ – ทำให้ฉันหัวเราะหน่อยนะ โอเคมั้ย?”
อีกฟากยังคงเงียบ
“มันอยู่ที่นี่แล้ว ไรล์ลี่”
เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งดังหินติดอยู่ที่คอหอย
“มันอยู่ที่ไหน?” เธอเร่งถาม
“มันอยู่ในบ้านนี่แหละ ฉันเข้าใจแล้ว มันอยู่ที่นี่มาตลอดไม่ได้ไปไหนเลย ไม่มีอะไรที่คุณจะช่วยฉันได้แล้ว”
ความคิดในหัวไรล์ลี่มวนไปหมดขณะที่กำลังทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น มารีอาจจะแค่ประสาทหลอนไป เธอเข้าใจอาการนี้ดีจากประสบการณ์เป็นโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน มารีก็อาจกำลังพูดความจริง
“คุณรู้ได้ยังไง มารี?” ไรล์ลี่ถามพร้อมหาจังหวะแซงหน้ารถบรรทุที่คลานเป็นเต่าเดิน
“ฉันได้ยินเสียง” มารีบอก “ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า มันอยู่ข้างบน ไม่ใช่สิ มันอยู่ที่โถงทางเดินข้างหน้า ไม่สิ มันอยู่ที่ห้องใต้ดิน”
เธอกำลังเห็นภาพหลอนรึเปล่า? ไรล์ลี่สงสัย
มันมีความเป็นไปได้ทั้งหมด ไรล์ลี่เองก็เคยได้ยินเสียงที่ไม่มีจริงนี้มาบ่อยครั้งหลังเหตุการณ์ถูกจับไปทรมาน ขนาดไม่นานมานี้บางทีเธอยังไม่ค่อยเชื่อถือประสาทสัมผัสทั้งห้าของตัวเองเลย เหตุการณ์สะเทือนขวัญมันทำอะไรกับจินตนาการคุณได้หลายอย่างเลยทีเดียว
“มันอยู่ทุกที่ในบ้านเลย” มารีเพ้อ
“ไม่ใช่” ไรล์ลี่ตอบเสียงเฉียบ “มันไม่มีทางไปอยู่ได้ทุกที่”
สุดท้ายไรล์ลี่ก็แซงคนบรรทุกสินค้าเต่าคลานนั้นได้สำเร็จ ความรู้สึกไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆซัดเข้ามาหาเธอราวกับคลื่นมรสุม เป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมากจริงๆ เหมือนเธอกำลังจะจมน้ำ
เมื่อมารีเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง เธอหยุดสะอื้นไปแล้ว เสียงบ่งบอกถึงการยอมแพ้ ดูสงบนิ่งอย่างชวนฉงน
“ไม่แน่ มันอาจเป็นผี ไรล์ลี่ ไม่แน่มันกลายเป็นผีจากที่เราระเบิดมัน คุณฆ่าตัวมันแต่ความชั่วร้ายของมันไม่ได้ตายไปด้วย ตอนนี้มันไปได้ทุกที่ในพริบตาเดียว ไม่มีวิธีจะหยุดมันได้แล้ว ไม่มีทางจะหยุดมันได้เลย คุณสู้กับผีไม่ได้หรอก ยอมแพ้ซะเถอะไรล์ลี่ คุณทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน อย่างเดียวที่ฉันทำได้คือปล่อยให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง”
“อย่าวางสายนะ! ฉันอยากให้คุณทำอะไรอีกอย่างให้หน่อย”
ทั้งสองเงียบไปอีกอึดใจหนึ่ง ก่อนมารีจะพูดขึ้นว่า “อะไรอีก? จะเอาอะไรอีกไรล์ลี่?”
“ฉันอยากให้คุณอยู่ในสายนี้ แต่ก็ต้องการให้คุณใช้โทรศัพท์บ้านโทรแจ้ง 911 ด้วย”
เสียงมารีเปลี่ยนเป็นคำรามเล็กน้อย “พระเจ้า ไรล์ลี่ จะต้องบอกอีกกี่ครั้งว่าฉันตัดสายโทรศัพท์บ้านไปแล้ว”
ในความวุ่นวายสับสนทำให้ไรล์ลี่ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เสียงมารีฟังออกจะรำคาญแล้วเล็กๆ ดีเลย อย่างน้อยความโกรธก็ยังดีกว่าความหวาดผวา
“แล้วอีกอย่าง” มารีพูดต่อ “โทรหาตำรวจแล้วมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น? พวกเขาจะช่วยอะไรฉันได้ ไม่มีใครช่วยฉันได้ มันอยู่ไปทุกที่ ยังไงมันก็ต้องมาฆ่าฉันไม่ช้าก็เร็ว แล้วมันก็จะไปฆ่าคุณด้วย สู้เราทั้งคู่ยอมแพ้ไปซะยังจะดีกว่า”
ไรล์ลี่เหมือนไม่ได้รับความร่วมมือ อาการประสาทหลอนของมารีเริ่มจะสร้างเหตุและผลให้กับอาการของมันเอง แล้วเธอก็ไม่มีเวลามานั่งโน้มน้าวมารีว่าปีเตอร์สันไม่ได้เป็นผี
“มารี เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?” ไรล์ลี่เอ่ยในที่สุด “คุณเคยบอกฉันนี่ว่าทำเพื่อฉันได้ทุกอย่าง ที่พูดมันจริงรึเปล่า”
มารีเริ่มร้องไห้อีกรอบ
“แน่นอน มันจริงน่ะสิ”
“ถ้างั้นวางหูแล้วโทรหา 911 ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับ ไม่จำเป็นว่ามันต้องทำให้อะไรดีขึ้น แค่โทรไปเพราะฉันขอร้อง”
เธอเงียบไปนาน ไรล์ลี่ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของมารี
“มารี ฉันรู้ว่าคุณอยากยอมแพ้ ฉันเข้าใจดี นั่นก็เป็นทางที่คุณเลือกเอง แต่ ฉัน ไม่อยากยอมแพ้ มันอาจฟังดูโง่ แต่ฉันไม่ต้องการยอมแพ้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงขอร้องให้คุณโทรหาตำรวจ เพราะคุณบอกว่าคุณทำทุกอย่างเพื่อฉันได้ และฉันก็ต้องการให้คุณกดโทรออก เพื่อฉัน”
ยังคงมีแต่ความเงียบ นี่มารียังอยู่ในสายหรือเปล่านะ?
คุณสัญญารึเปล่า? เธอถามขึ้นมา
สัญญาณโทรศัพท์ตัดไปพร้อมกับเสียงคลิ๊ก ไม่ว่ามารีจะโทรให้คนมาช่วยหรือไม่ ไรล์ลี่ไม่อยากจะทิ้งโอกาสอะไรไปทั้งนั้น เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดเบอร์ 911
“ดิฉันเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ ไรล์ลี่ เพจ” ไรล์ลี่ทักไปเมื่อโอเปอเรเตอร์รับสาย “ฉันโทรมาแจ้งความเป็นไปได้ที่มีการบุกรุก บุคคลที่เป็นอันตรายอย่างมาก”
ไรล์ลี่ให้ที่อยู่ของมารีไปกับโอเปอเรเตอร์
“เราจะจัดทีมไปที่นั่นทันที” โอเปอเรเตอร์ให้คำมั่น
“ดีมาก” ไรล์ลี่ตอบและวางสาย
ไรล์ลี่ลองโทรกลับไปหามารีอีกครั้งแต่ไม่มีคนรับสายแล้ว
ใครก็ได้ช่วยไปถึงที่นั่นให้ทันด้วยเถอะ เธอคิดในใจ ใครซักคนต้องไปถึงที่นั่นเดี๋ยวนี้
ในระหว่างนั้น เธอเองต้องต่อสู้กับความจำเลวร้ายระลอกใหม่ที่ผุดขึ้นมา เธอต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอต้องเก็บสติของเธอไว้
เมื่อเธอขับมาใกล้จะถึงบ้านทาวน์เฮ้าส์อิฐมอญสีแดงของมารี ไรล์ลี่รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที ยังไม่มีรถของหน่วยฉุกเฉินใดมาถึง เธอได้ยินเสียงหวอไซเรนของตำรวจดังมาอยู่ไกลๆ พวกเขากำลังอยู่ระหว่างทาง
ไรล์ลี่ขยับจอดรถแล้วพุ่งตัวออกไปที่ประตูหน้า รู้ตัวว่าเป็นคนแรกที่มาถึง พอเธอขยับลูกบิดปุ๊บ ประตูก็หลุดเปิดออกทันที ทำไมประตูถึงไม่ได้ล็อค?
เธอก้าวเข้าไปข้างในพร้อมหยิบปืนออกมาถือไว้
“มารี!” เธอตะโกนเรียก “มารี!”
ไม่มีเสียงตอบ
ไรล์ลี่แน่ใจทันทีว่าต้องมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นที่นี่ – หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ เธอขยับลึกเข้าไปภายในทางเดินหน้าห้องโถง
“มารี!” เธอตะโกนเรียกอีกครั้ง บ้านยังคงเงียบสงัด
เสียงไซเรนจากรถตำรวจดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ยังคงไม่มีทีมฉุกเฉินใดมาถึง
ไรล์ลี่เริ่มคิดไปถึงสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุดแล้วขณะนี้ – ว่าปีเตอร์สันได้มาที่นี่ และอาจจะยังคงอยู่ในบ้านหลังนี้
เธอเดินเข้าไปภายในห้องโถงที่มีเพียงแสงไฟสลัว ยังตะโกนเรียกชื่อมารีอยู่อย่างนั้นขณะที่เปิดประตูเช็คทุกห้อง อาจจะอยู่ในตู้ด้านซ้าย? แล้วประตูห้องน้ำด้านขวาล่ะ?
หากเธอประจันหน้ากับปีเตอร์สัน เธอจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองถูกมันจับตัวไปอีกครั้งเป็นแน่
เธอจะต้องหาทางกำจัดมันให้สิ้นซาก
บทที่ 22
แม้ว่าไรล์ลี่จะเรียกหา ก็ไม่มีเสียงขานรับจากมารี ไม่มีเสียงอื่นใดภายในบ้านนอกจากเสียงจากตัวเธอเอง ภายในบ้านดูว่างเปล่า เธอเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนและค่อยๆเลี้ยวเข้าไปภายในประตูทางเดินที่เปิดค้างไว้
ขณะที่เธอกำลังเลี้ยวเข้ามุม ไรล์ลี่ถึงกับหยุดหายใจหลอดลมตีบตัน ราวกับโลกพังทลายลงมาอยู่แทบเท้า
มารีอยู่ตรงนั้น ห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ คอถูกรัดด้วยสายไฟมัดแน่นเข้ากับโคมไฟบนเพดาน บันไดล้มกลิ้งอยู่บนพื้นห้อง
เวลาเหมือนหยุดหมุนในขณะที่สมองของเธอยังไม่ยอมรับความจริง
เข่าอ่อนจนยืนแทบไม่อยู่ เธอต้องพยุงตัวเองพิงไว้กับบานประตู ปลดปล่อยเสียงอันน่าเวทนาออกมา
“ม่ายยยยยยย!”
เธอพุ่งตัวผ่านไปกลางห้อง พลิกบันไดกลับขึ้นมาวางและเดินขึ้นไปเหยียบบนนั้น โอบวงแขนไว้รอบร่างของมารีเพื่อผ่อนแรงถ่วง แล้วเอานิ้วแตะไปที่คอเพื่อฟังเสียงชีพจร
ไรล์ลี่นั้นสะอึกสะอื้นตอนนี้ “อย่าตายนะ มารี อย่าตายนะ แม่งเอ๊ย”
แต่มันก็สายเกินไป คอของเธอหัก เธอตายแล้ว
“พระเจ้า” ไรล์ลี่ร้องครวญ ทรุดลงไปกองบนบันได ความเจ็บปวดไล่ขึ้นมาตั้งแต่ช่องทอง อยากตายลงเสียตรงนี้เช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไปซักพัก ไรล์ลี่เริ่มมีสติรับรู้ถึงเสียงที่ดังมาจากข้างล่าง ทีมฉุกเฉินมาถึงแล้ว การทำงานของความรู้สึกเดิมที่คุ้นเคยเริ่มจะกลับมา ความกลัวและความโศกเศร้ายังต้องหลบให้กับความเย็นชาเฉียบขาดและความเป็นมืออาชีพในหน้าที่
“อยู่บนนี้!” เธอตะโกนลงไป
ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาออกไป
เจ้าหน้าที่ห้านายในสภาพติดอาวุธครบมือสวมเสื้อเกราะอ่อนใยสังเคราะห์เคฟล่าพุ่งตัวขึ้นบันไดมา หญิงสาวด้านหน้าดูประหลาดใจชัดเจนที่เห็นเธอ
“ดิฉันเจ้าหน้าที่ ริต้า เกรแฮม หัวหน้าทีมค่ะ” เธอแนะนำตัว “คุณเป็นใคร”
ไรล์ลี่ละจากบันไดและแสดงตราประจำตัว “เจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ ไรล์ลี่ เพจ”
หญิงสาวดูอึดอัด ไม่สบายใจ
“คุณมาถึงที่นี่ก่อนพวกเราได้ยังไง”
“เธอเป็นเพื่อนของฉันเอง” ไรล์ลี่ตอบ กลับมาอยู่ในโหมดมืออาชีพอย่างพร้อมเต็มที่แล้ว “เธอมีชื่อว่า มารี เซย์ลส์ เธอโทรเข้ามาหาฉันบอกว่ามีอะไรผิดปกติ ตอนที่ฉันโทรแจ้ง 911 ฉันเองก็กำลังเดินทางจะมาถึง แต่ก็มาช้าเกินไป เธอเสียชีวิตแล้ว”
ทีมฉุกเฉินรีบกรูเข้าไปตรวจเช็คและยืนยันคำให้การของเธอ
“ฆ่าตัวตายเหรอคะ?” เจ้าหน้าที่เกรแฮมถาม
ไรล์ลี่พยักหน้า ไม่มีข้อกังขาใดๆว่ามารีนั้นปลิดชีวิตตัวเอง
“นี่คืออะไร” หัวหน้าทีมถาม ชี้ไปที่โน๊ตพับไว้วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ไรล์ลี่มองกระดาษใบนั้น เขียนด้วยลายมือหยุกหยิกพออ่านออก มีใจความว่า:
มันเป็นหนทางเดียว
“จดหมายลาตายเหรอ?”
ไรล์ลี่ผงกหัวเคร่งขรึม หากแต่เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่จดหมายลาตายปกติทั่วไป มันไม่ใช่คำอธิบายแล้วก็ไม่ใช่คำขอโทษ
แต่มันเป็นคำแนะนำ ไรลี่คิดในใจ เป็นคำแนะนำสำหรับฉัน
ทีมฉุกเฉินเดินบันทึกภาพและจดบันทึกต่างๆ เธอรู้ว่าพวกเขาต้องรอทีมนิติเวชมาก่อนจึงจะเคลื่อนย้ายศพได้
“ไปคุยกันข้างล่างดีกว่า” เจ้าหน้าที่เกรแฮมบอก เดินนำไรล์ลี่ลงไปในห้องนั่งเล่น นั่งลงบนเก้าอี้และผายมือให้ไรล์ลี่นั่งลงเช่นกัน
ผ้าม่านยังถูกดึงปิด ไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามาภายในห้อง เธออยากจะกระชากม่านเปิดออกให้แสงส่องเข้ามาบ้าง แต่รู้ดีว่าไม่ควรจะแตะอะไร เธอนั่งลงบนโซฟา
เกรแฮมเปิดสวิชต์โคมไฟข้างเก้าอี้
“เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย” เจ้าหน้าที่เอ่ย หยิบสมุดโน๊ตกับดินสอขึ้นมาเตรียมจด แม้ว่าสีหน้าท่าทางของเธอจะแกร่งเหมือนคนที่มีประสบการณ์ แต่ดวงตาของเธอมีแววเห็นอกเห็นใจอยู่ในนั้น
“เธอเคยเป็นเหยื่อคดีลักพาตัว” ไรล์ลี่เล่า “เกือบแปดสัปดาห์ก่อน เราทั้งคู่ตกเป็นเหยื่อ คุณอาจเคยได้อ่านผ่านตามาบ้าง คดีของ แซม ปีเตอร์สัน”
เกรแฮมตาลุกโพลง
“โอ้ พระเจ้า” เธออุทาน “ฆาตกรที่ทรมานและสังหารผู้หญิงพวกนั้น คนที่ถือตะเกียงคบเพลิง ส่วนคุณก็คือเจ้าหน้าที่คนที่ระเบิดมันตายแล้วหนีออกมาได้ใช่มั้ย?”
“ใช่” ไรล์ลี่ตอบ และพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปซักพักว่า “ปัญหาก็คือ ฉันไม่แน่ใจว่าฉันระเบิดมันตาย ฉันไม่มั่นใจว่ามันตายไปแล้วจริงๆ มารีไม่เชื่อว่ามันตายไปแล้วและนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้ เธออยู่แบบไร้ความเชื่อมั่นไม่ได้ และบางครั้งก็เหมือนมันกลับมาสะกดรอยตามเธออีก”
ไรล์ลี่อธิบายเรื่องต่อไป คำพูดหลั่งไหลออกมาโดยอัตโนมัติแทบจะเหมือนว่าเธอจดจำทุกรายละเอียดใส่ใจไว้ทั้งหมด ตอนนี้เธอรู้สึกราวกับจิตหลุดลอยออกมาจากสถานที่เกิดเหตุและกำลังฟังตัวเองรายงานเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น
หลังจากเล่าย้อนเหตุการณ์ให้เจ้าหน้าที่เกรแฮมฟังเพื่อปูพื้นคดีแล้ว ไรล์ลี่ก็ให้เบอร์ติดต่อกับญาติของมารีไว้กับเธอ แต่ระหว่างที่กำลังพูดไปเรื่อยๆนั้น ความโมโหก็ก่อตัวขึ้นภายใต้ภาพภายนอกของความเป็นมืออาชีพ – ความโมโหอันหนาวสะท้าน ปีเตอร์สันจัดการเหยื่อไปแล้วอีกหนึ่งราย ไม่ว่ามันจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วไม่สำคัญ มันเป็นคนฆ่ามารี
และมารีก็ตายอย่างมั่นใจมากว่าไรล์ลี่นี่แหละจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของปีเตอร์สัน ไม่ว่าจะด้วยน้ำมือของมันหรือของตัวไรล์ลี่เอง ไรล์ลี่อยากจะเอามือไปเขย่าร่างมารีสลัดเอาความคิดบ้าบอนี้ออกจากสมองเธอ
นี่ไม่ใด้เป็นหนทางเดียว! ไรล์ลี่อยากพูดกรอกหูเธอ
แต่เธอจะเชื่อรึเปล่าล่ะ? ไรล์ลี่ไม่อาจรู้ได้ ดูเหมือนมีหลายสิ่งเหลือเกินที่เธอไม่รู้
ทีมนิติเวชชันสูตรมาถึงแล้วขณะที่ไรล์ลี่และเจ้าหน้าที่เกรแฮมยังคงคุยกันอยู่ เกรแฮมลุกขึ้นยืนและเดินออกไปพบเขา แล้วจึงหันมาพูดกับไรล์ลี่ว่า “ฉันขอขึ้นไปข้างบนสักครู่ อยากให้คุณช่วยอยู่แถวนี้ก่อนเพื่อเล่าให้ฉันฟังต่อ”
ไรล์ลี่สั่นหัว
“ฉันต้องไปแล้ว” เธอบอก “มีคนที่ฉันจำเป็นต้องไปคุยด้วย” เธอหยิบนามบัตรออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะ “ติดต่อฉันมาได้ตามนี้ค่ะ”
เจ้าหน้าที่กำลังจะอ้าปากค้านแต่ไรล์ลี่ไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาส เธอลุกยืนขึ้นและเดินออกไปจากบ้านที่หม่นหมองของมารี พร้อมภารกิจด่วนที่ต้องไปจัดการ
*
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ไรล์ลี่ขับรถไปทางตะวันตกผ่านแถบชนบทของรัฐเวอร์จิเนีย
“ฉันต้องทำแบบนี้จริงๆเหรอ?” เธอถามย้ำตัวเองอีกครั้ง
เธอเหนื่อยล้าและแทบไม่ได้นอนเมื่อคืนนี้ แล้วตอนนี้ก็เพิ่งจะผ่านฝันร้ายมาหมาดๆ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เธอได้คุยกับไมค์ในระหว่างนี้ เขาช่วยให้จิตใจเธอมั่นคงขึ้น แต่เธอก็มั่นใจเหมือนกันว่าเขาคงไม่มีวันเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอกำลังจะทำ เธอเองไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นกันว่าตอนนี้สติเธอดีครบสมบูรณ์
เธอขับมาคฤหาสน์ของวุฒิสมาชิก มิช นิวโบร ด้วยเส้นทางที่เร็วที่สุดจากจอร์จทาวน์ นักการเมืองหลงตัวเองนั่นมีหลายอย่างต้องรับผิดชอบ เขาปิดบังบางอย่าง บางอย่างที่อาจนำพาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมส่วนหนึ่งถึงเป็นความผิดของเขาที่ทำให้เกิดเหยื่อรายใหม่ขึ้นมา
ไรล์ลี่รู้ว่าเธอกำลังมุ่งหน้าไปปะทะกับตัวปัญหา แต่หาได้สนใจไม่
เป็นเวลาบ่ายมากแล้วที่ไรล์ลี่ขับรถเข้ามาจอดตรงทางโค้งหน้าแมนชั่นหินสุดหรู เธอจอดแล้วลงจากรถ และเดินขึ้นไปที่ประตูหน้าขนาดมหึมา พอกดกริ่งหน้าบ้านก็ได้รับการต้อนรับจากสุภาพบุรุษแต่งตัวภูมิฐานเป็นทางการ – พ่อบ้านนิวโบร เธอคาดคะเน
“ให้ผมช่วยอะไรครับ คุณผู้หญิง” เขาถามเสียงทื่อ
ไรล์ลี่แสดงตราประจำตัวให้เขาดู
“เจ้าหน้าที่พิเศษ ไรล์ลี่ เพจ” เธอตอบ “ท่านวุฒิสมาชิกรู้ว่าดิฉันเป็นใคร ฉันต้องการคุยกับท่าน”
ด้วยสีหน้าหยันๆ พ่อบ้านหันหลังให้ไรล์ลี่พร้อมรอยยิ้มอย่างเหนือกว่า
“ท่านวุฒิสมาชิกไม่ต้องการพบคุณ” เขาเอ่ย “ท่านสั่งมาค่อนข้างเฉียบขาด ขอให้โชคดีครับ คุณผู้หญิง”
แต่ก่อนที่พ่อบ้านจะทันได้ปิดประตู ไรล์ลี่ก็เดินเบียดเขาจ้ำอาดๆเข้าไปภายในตัวบ้าน
“ผมคงต้องแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” พ่อบ้านตะโกนไล่หลัง
“เชิญคุณเรียกได้เลยค่ะ” ไรล์ลี่ตะโกนข้ามไหล่ตัวเองกลับไป
เธอไม่รู้ว่าต้องไปตามหาวุฒิสมาชิกตรงส่วนไหนของบ้าน เขาอาจอยู่ได้ทุกที่ในแมนชั่นที่เป็นโพรงมืดนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไร เธอทำให้เขามาหาเธอได้อยู่แล้ว
เธอมุ่งตรงไปที่ห้องนั่งเล่นที่เคยพบกับเขามาก่อนและทิ้งตัวลงบนโซฟาใหญ่ ตั้งใจมากว่าจะทำตัวตามสบายเหมือนบ้านของเธอเองจนกว่าวุฒิสมาชิกจะออกมาพบ
เพียงไม่กี่อึดใจ ชายร่างใหญ่สวมเสื้อสูทสีดำเดินเข้ามาภายในห้อง จากลักษณะแล้วไม่ต้องเดาว่าคงเป็นบอดี้การ์ดของวุฒิสมาชิก
“ท่านวุฒิสมาชิกขอให้คุณกลับไป” เขาพูดพลางกอดอก
ไรล์ลี่ไม่สะเทือนออกจากโซฟาแม้แต่น้อย มองไปที่ชายร่างใหญ่อย่างประเมินว่าเขาจะแน่สักแค่ไหน ตัวเขาสูงใหญ่พอจะใช้กำลังโยนเธอออกไปได้ แต่วิชาป้องกันตัวของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร หากเขาเข้ามาก่อกวนล่ะก็ คงไม่ใช่แค่คนสองคนที่จะต้องเจ็บตัว แต่เฟอร์นิเจอร์โบราณล้ำค่าของวุฒิสมาชิกด้วยที่จะต้องมีอันเป็นไป
“หวังว่าจะมีคนบอกคุณเรื่องที่ฉันเป็นเอฟบีไอนะ” เธอพูดขึ้น จ้องตากับเขาไม่กระพริบ เธอไม่คิดหรอกว่าเขาจะใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ
ไม่อ่อนข้อให้ง่ายๆ เขาเองจ้องเธอกลับแต่ไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้
ไรล์ลี่ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทางด้านหลัง แล้วเสียงวุฒิสมาชิกก็ดังขึ้น
“เจ้าหน้าที่เพจ อะไรอีกล่ะคราวนี้ ผมไม่ใช่คนมีเวลาว่างมากนะ”
บอดี้การ์ดถอยกลับไปขณะที่นิวโบรก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างหน้าเธอ รอยยิ้มนักการเมืองสุดขึ้นกล้องของเขาแฝงไว้ด้วยความเยาะหยันอยู่ในที เขาไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เธอก็รู้ในทันทีว่าทั้งสองกำลังจะเข้าฟาดฟันใส่กันโดยมีความดันทุรังเป็นอาวุธ เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ขยับไปจากโซฟาแม้แต่ก้าวเดียว
“ท่านคิดผิด ท่านวุฒิสมาชิก” ไรล์ลี่เริ่ม “ไม่มีความเกี่ยวพันทางการเมืองในการฆาตกรรมของบุตรสาวของท่าน – และไม่มีเรื่องส่วนตัวใดๆด้วย ท่านมอบลิสรายชื่อศัตรูให้ดิฉันและดิฉันก็มั่นใจว่าท่านคงมอบลิสเดียวกันนั้นให้สมุนของท่านในองค์กร”
รอยยิ้มของนิวโบรบิดเปลี่ยนเป็นรอยแสยะยิ้ม
“ผมเดาว่าคุณคงหมายถึง หัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่พิเศษ คาร์ล วาล์วเดอร์” เขาตอบ
ไรล์ลี่รู้ว่าการเลือกใช้คำพูดของเธอนั้นมันไม่ผ่านระบบกลั่นจากสมองออกมาเลย และเธอก็คงใช้ชีวิตที่เหลือเสียใจกับการกระทำนี้ หากแต่ตอนนี้เธอไม่รู้สึกแคร์เลยซักนิด
“กระดาษลิสใบนั้นมันทำให้องค์กรเสียเวลามากค่ะ ท่านวุฒิสมาชิก” ไรล์ลี่ว่าต่อ “ในขณะเดียวกัน เหยื่ออีกรายก็ถูกจับตัวไป”
นิวโบรยืนฝังรากแน่วแน่อยู่บนจุดเดิม
“ผมเข้าใจว่าองค์กรจับตัวคนร้ายได้แล้วนะ” เขาบอก “คนร้ายสารภาพออกมาแล้ว แต่คงไม่ได้บอกอะไรมากใช่มั้ย? มันต้องมีบางอย่างเกี่ยวพันถึงผม คุณเชื่อขนมกินได้เลย เดี๋ยวเขาก็สารภาพทุกอย่างออกมาเอง ผมจะย้ำเจ้าหน้าที่วาล์วเดอร์ให้ตามเรื่องต่อเอง”
ไรล์ลี่พยายามเก็บความอัศจรรย์ใจของเธอไว้ ขนาดเกิดเหตุลักพาตัวซ้ำขึ้นอีกครั้งนิวโบรก็ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นเป้าหมายหลักของคนร้าย อีโก้ของเขานี่มันสุดๆจริงๆ ความสามารถในการเชื่อว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกับตัวเขานั้นมันไม่มีจุดสิ้นสุดขนานแท้
นิวโบรเอียงศีรษะมาอย่างอยากรู้
“แต่ดูเหมือนคุณจะโทษผมอยู่นะ” เขากล่าว “ผมเคืองนะ เจ้าหน้าที่เพจ มันไม่ใช่ความผิดของผม ที่ความประมาทเลินเล่อของคุณเองนำไปสู่เหตุการณ์ลักพาตัวของผู้เคราะห์ร้ายอีกราย”
หน้าของเธอกระตุกด้วยความฉุน เธอไม่กล้าตอบอะไรออกไป เพราะคำตอบของเธอคงไร้การยั้งคิดหนักกว่านี้
เขาเดินไปที่ตู้เก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และเทวิสกี้ราคาแพงแก้วใหญ่ให้ตัวเอง ดูออกว่าตั้งใจไม่ถามว่าเธอต้องการดื่มอะไรหรือไม่
ไรล์ลี่คิดว่านี่เป็นเวลาอันสมควรเข้าประเด็นได้แล้ว
“ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ มีบางอย่างที่ท่านไม่ได้บอกดิฉัน” เธอเปรยออกมา
นิวโบรหันหน้าหาเธออีกครั้ง พร้อมจิบเครื่องดื่มจากแก้วอึกใหญ่
“ผมไม่ได้ตอบคำถามคุณไปหมดแล้วหรอกเหรอ” เขาย้อน
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เพียงแต่มีบางเรื่องที่ท่านไม่บอก เรื่องเกี่ยวกับรีบ้า และดิฉันคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่ท่านจะบอก”
นิวโบรจ้องเธออย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“เธอชอบเล่นตุ๊กตามั้ยคะ ท่านวุฒิสมาชิก?” ไรล์ลี่ถาม
นิวโบรยักไหล่ “ผมว่าเด็กผู้หญิงทุกคนคงชอบ” เขาตอบ
“ดิฉันไม่ได้หมายถึงเด็กผู้หญิง แต่หมายถึงตอนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอมีสะสมมันบ้างรึเปล่าคะ”
“เสียใจ แต่ผมคงไม่รู้ได้”
เป็นคำตอบแรกจากนิวโบรที่ไรล์ลี่เชื่อตามนั้นจริงๆ ผู้ชายที่เป็นโรคติดเชื้อเห็นแก่ตัวแบบนี้ก็คงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความชอบความสนใจของคนอื่น – ไม่แม้แต่ของลูกสาวตัวเอง
“ดิฉันอยากคุยกับภรรยาของท่าน” ไรล์ลี่เอ่ย
“ไม่ได้แน่นอน” นิวโบรเสียงสะบัด สีหน้าของเขาฉายแววใหม่แล้ว – สีหน้าแบบนี้ไรล์ลี่เคยเห็นเขาใช้เวลาออกทีวี คล้ายกันกับรอยยิ้มของเขา สีหน้าแบบจงใจ ดูประดิษฐ์ คงผ่านการฝึกฝนมาแล้วเป็นพันครั้งหน้ากระจก งัดเอาออกมาใช้เวลาออกมาทวงถามถึงความถูกต้องทางศีลธรรม
“คุณนี่ไม่มีกาลเทศะเลยใช่มั้ย เจ้าหน้าที่เพจ?” เขาพูด เสียงสั่นไปด้วยความโกรธที่คำนวณเอาไว้แล้ว “คุณเข้ามาในบ้านของคนที่กำลังโศกเศร้า ไม่ได้นำพาความสบายใจมาให้ ไม่มีคำตอบสำหรับครอบครัวที่ต้องสูญเสีย ในทางตรงกันข้าม คุณกลับมากล่าวหาอะไรไม่มีหลักฐาน โยนความผิดให้กับคนไร้เดียงสาในความไม่เอาถ่านของตัวเอง”
เขาทำกิริยาส่ายหน้าราวกับได้รับการเหยียดหยามในศักดิ์ศรี
“ช่างเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ใจร้ายโหดเหี้ยมจริงๆ” เขาเล่นบทต่อ
ไรล์ลี่รู้สึกเหมือนโดนต่อยลงมาที่ท้องน้อย นี่เป็นเทคนิคที่เธอไม่ได้เตรียมตัวมารับมือ – เป็นการพลิกวิกฤตมโนสำนึก เขาแทงได้ถูกจุดเลย จุดที่เธอยังคงรู้สึกผิดและไม่แน่ใจในตัวเอง
เขารู้ว่าต้องเล่นเกมส์กับฉันยังไง เธอคิด
เธอรู้ตัวว่าต้องกลับเดี๋ยวนี้ ก่อนจะทำอะไรที่ต้องมานั่งนึกเสียใจภายหลัง และโดยไม่มีคำพูดใดอีกไรล์ลี่ลุกขึ้นจากโซฟาเดินออกไปนอกห้องนั่งเล่นตรงไปทางประตูทางเข้าด้านหน้า
เธอได้ยินเสียงวุฒิสมาชิกไล่หลังมา
“อนาคตในอาชีพคุณมันจบเห่แล้วเจ้าหน้าที่เพจ ผมอยากให้คุณรู้ไว้ซะ”
ไรล์ลี่เดินผ่านพ่อบ้านไปและออกไปทางประตูหน้า เดินกลับมาขึ้นรถของตัวเองและขับออกไป
คลื่นความโกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว และความเหนื่อยหน่าย ประเดประดังใส่เธอ ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเป็นเดิมพันแต่ไม่มีใครในโลกจะยื่นมือเข้าไปช่วยเลย เธอแน่ใจว่าวาล์วเดอร์คงจะแค่ขยายพื้นที่คนหาบริเวณแถวๆอพาร์ทเม้นท์ของกัมม์เท่านั้น แล้วเธอก็มั่นใจว่าพวกเขากำลังค้นหากันผิดจุด มันขึ้นอยู่กับเธอว่าจะจัดการอย่างไร แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรแล้วเช่นกัน การมาที่นี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยอย่างที่เห็น นี่เธอยังจะเชื่อการตัดสินใจของตัวเองได้อีกหรือเปล่า?
ขับรถออกมายังไม่ทันถึงสิบนาทีโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอก้มลงดูและเห็นข้อความจากวาล์วเดอร์ ไม่ต้องเดาเลยว่าเกี่ยวกับอะไร
เอาเถอะ เธอคิดในใจอย่างขมขื่น อย่างน้อยวุฒิสมาชิกก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลย
บทที่ 23
พอไรล์ลี่มาถึงควอนติโก้และเดินเข้าไปในศูนย์วิเคราะห์พฤติกรรม ทั้งหัวหน้าและบิลก็นั่งรอเธออยู่ในออฟฟิศของวาล์วเดอร์แล้ว เธอเข้าใจว่าบิลคงถูกเรียกตัวมาสำหรับการประชุมนี้โดยเฉพาะ
หัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่พิเศษ คาร์ล วาล์วเดอร์ ยืนขึ้นจากโต๊ะทำงาน
“สมุนของวุฒิสมาชิก?” วาล์วเดอร์เปิดประเด็น หน้าอ่อนเยาว์ของเขาขมวดปมด้วยความโกรธ
ไรล์ลี่หลบตาลง เธอพูดเกินไปจริงๆ
“ดิฉันขอโทษค่ะท่าน” เธอตอบออกไป
“คำขอโทษมันคงไม่พอหรอกนะ เจ้าหน้าที่เพจ” วาล์วเดอร์กราด “คุณทำเกินไปแล้ว คุณคิดยังไงถึงไปบ้านท่านวุฒิสมาชิกเพื่อเผชิญหน้าแบบนั้น รู้ตัวมั้ยว่าทำเสียหายแค่ไหน”
จากคำว่า “เสียหาย” ไรล์ลี่แน่ใจว่าเขาหมายถึงความอับอายส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งเธอคงไม่ต้องใส่ใจกังวลอะไรนัก
“ท่านหา ซินดี้ แมคคินน่อน พบรึยัง” เธอถามเสียงต่ำ
“ยัง อันที่จริง ก็ยังไม่ได้หา” วาล์วเดอร์บอกเสียงกริบ “และให้พูดตรงๆ คุณเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้เราหาได้พบ”
เหมือนโดนจี้ใจดำ
“ฉัน ไม่ได้ช่วยเหรอ?” เธอตอบ “ท่านคะ ดิฉันบอกไปหลายครั้งแล้วว่าท่านจับคนร้ายมาผิดคนแล้วก็กำลังค้นหากันอยู่ผิด – ”
ไรล์ลี่หยุดตัวเองไว้กลางประโยค
สิ่งสำคัญตอนนี้คือ ซินดี้ แมคคินน่อน ไม่ใช่การฟาดฟันกันระหว่างเธอกับวาล์วเดอร์ นี่ไม่ใช่เวลาจะมากัดกันหยุมหยิม เธอจึงอ้าปากพูดอีกครั้งด้วยเสียงที่อ่อนลง
“ท่านคะ แม้ว่าดิฉันจะรู้สึกว่าท่านวุฒิสมาชิกกำลังปิดบังข้อมูลอะไรบางอย่างอยู่ ดิฉันอาจจะทำผิดพลาดที่ไม่ได้แจ้งท่านก่อนเรื่องการไปบ้านท่านวุฒิสมาชิกเพื่อขอพบ และดิฉันขออภัย แต่โปรดลืมเรื่องของดิฉันไปซักพัก ผู้หญิงคนนั้นหายตัวไปเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว หากดิฉันคิดถูกและมีคนอื่นกักตัวเธอเอาไว้อยู่ล่ะ เธอจะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ เธอยังเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน?
บิลเสริมด้วยเสียงระมัดระวัง “เราต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ด้วยนะครับ ท่าน”
วาล์วเดอร์นั่งลงไม่พูดอะไรไปชั่วขณะ
ดูจากสีหน้าแล้วไรล์ลี่ก็พอจะมองออกว่าเขาเองก็กังวลกับความเป็นไปได้นั้น เขาจึงพูดออกมาอย่างช้าๆแต่ลงน้ำหนักในทุกคำ
“องค์กรจะจัดการเรื่องนี้เอง”
ไรล์ลี่พูดไม่ออก เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าวาล์วเดอร์หมายความว่าอะไร กำลังยอมรับความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะผิดพลาด? หรือยังดึงดันจะไม่เปลี่ยนแผนจากวิธีที่ใช้อยู่?
“นั่งลง เจ้าหน้าที่เพจ” วาล์วเดอร์บอก
ไรล์ลี่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างบิลที่เหลือบมามองเธออย่างวิตกกังวล
วาล์วเดอร์พูดต่อ “ผมได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อนคุณวันนี้แล้ว ไรล์ลี่”
ไรล์ลี่ชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่ได้ประหลาดใจที่วาล์วเดอร์จะรู้เรื่องการตายของมารี ยังไงซะเรื่องที่เธอไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรกน่าจะดังมากระทบหูคนในองค์กรอยู่แล้ว แต่ ทำไมเขาถึงหยิบเรื่องนี้มาพูดตอนนี้? นี่เธอกำลังได้ยินเศษเสี้ยวความเห็นใจในน้ำเสียงของเขาหรือนี่?
“เรื่องมันเป็นมายังไง” วาล์วเดอร์ถาม “ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น”
“เธอทนกับมันไม่ไหวอีกแล้ว” ไรล์ลี่พูดเบาแทบจะเป็นกระซิบ
“ทนกับอะไร?” วาล์วเดอร์ถาม
ไรล์ลี่เงียบ ไม่รู้จะอธิบายคำตอบออกมาอย่างไร
“ผมได้ยินว่าคุณไม่เชื่อว่าปีเตอร์สันตายแล้ว” วาล์วเดอร์พูดต่อ “ผมว่าผมเข้าใจว่าทำไมคุณถึงสลัดความคิดนี้ไม่หลุด แต่คุณต้องเข้าใจว่ามันไม่เม้คเซ้นท์”
ห้องกลับสู่ความเงียบไปอีก
“คุณบอกเรื่องนี้กับเพื่อนคุณรึเปล่า” วาล์วเดอร์ถามรุก “คุณบอกเธอเรื่องความคิดหมกมุ่นอันนี้ของคุณรึเปล่า?”
ไรล์ลี่หน้าแดง รู้ดีว่าเขาจะดึงบทสนทนาไปทางไหน
“เธอเปราะบางเกินไปสำหรับความคิดแบบนั้น เจ้าหน้าที่เพจ” วาล์วเดอร์ยังไม่หยุด “คุณน่าจะรู้ว่ามันจะทำให้เธอเสียสติ คุณน่าจะพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ แต่อันที่จริงนะเจ้าหน้าที่เพจ การพิจารณาของคุณเนี่ยมันใช้การไม่ได้แล้ว ผมไม่อยากจะพูดแต่มันคือเรื่องจริง”
เขากำลังโทษการตายของมารีว่าเป็นความผิดของฉัน ไรล์ลี่ตระหนัก
เธอฝืนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล มันจะเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจหรือไม่พอใจเธอเองก็ไม่รู้ได้ ตัวเธอไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร จะเริ่มยังไง เธอไม่ได้เป็นคนใส่ความคิดพวกนั้นลงในสมองของมารี เธอรู้ข้อนี้ดี แต่เธอจะทำให้วาล์วเดอร์เข้าใจได้ยังไง เธอจะอธิบายยังไงว่ามารีมีเหตุผลของตัวเองที่สงสัยว่าปีเตอร์สันยังไม่ตาย
บิลพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านครับ อย่าใจร้ายกับเธอนักเลย ได้มั้ย”
“ผมว่าผมใจดีกับเธอมากไปต่างหาก เจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์” วาล์วเตอร์ตอบด้วยเสียงขึงขัง “ผมว่าผมอดทนมามากเกินไป”
วาล์วเดอร์จ้องตากับเธอครู่ใหญ่
“ส่งปืนกับตราประจำตัวคืนมา เจ้าหน้าที่เพจ” เขากล่าวในที่สุด
ไรล์ลี่ได้ยินบิลอุทานอย่างไม่เชื่อหู
“ท่าน นี่มันบ้าชัดๆ” บิลค้าน “พวกเราต้องการเธอ”
หากแต่ไรล์ลี่ไม่รอให้เขาต้องเอ่ยปากครั้งที่สอง เธอลุกยืนขึ้นจากเก้าอี้และปลดปืนกับตราประจำตัววางลงบนโต๊ะทำงานของวาล์วเดอร์
“คุณไปจัดการเคลียร์ออฟฟิศของคุณตามเวลาที่คุณสะดวกแล้วกัน” วาล์วเดอร์เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไร้ความรู้สึกใด “ระหว่างนี้คุณก็ควรกลับบ้านไปพักผ่อน แล้วก็กลับไปบำบัดซะ คุณยังต้องการมัน”
ขณะที่ไรล์ลี่เลี้ยวจะออกไปจากห้อง บิลลุกขึ้นยืนราวกับจะไปพร้อมกับเธอ
“คุณอยู่นี่ เจ้าหน้าที่เจฟฟรี่ส์” วาล์วเดอร์ออกคำสั่ง
ไรล์ลี่ประสานสายตากับบิล บอกด้วยสายตาไม่ให้เขาขัดคำสั่ง ไม่ใช่ในตอนนี้ เขาพยักหน้าให้เธอด้วยสีหน้าอมทุกข์ แล้วไรล์ลี่จึงเดินออกไปจากออฟฟิศ ขณะเดินลงไปที่โถงทางเดิน เธอรู้สึกหนาวเย็นและชาไปหมด ถามตัวเองว่าแล้วตอนนี้จะทำอย่างไรต่อไป
เมื่อขาก้าวพ้นออกมาเจอกับลมกลางคืนเอื่อยๆเย็นๆ น้ำตาก็ไหลรินลงมาอาบหน้าในที่สุด แต่เธอกลับรู้สึกฉงนในใจที่สำนึกได้ว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง เป็นครั้งแรกในหลายวันที่เธอรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระจากข้อจำกัดที่น่าอึดอัดต่างๆ
*
หลังจากไรล์ลี่ ที่สายอีกแล้ว ไปรับเอพริลและพาขับรถกลับบ้าน เธอรู้ตัวเมื่อถึงบ้านว่าเธอไม่สามารถจะจัดการให้ตัวเองจัดแจงอาหารเย็นได้เลย หน้าของมารียังคงตามหลอกหลอนเธอและมันทำให้เธอยิ่งล้ามากกว่าที่เคยเป็นมา
“วันนี้เป็นวันที่แย่” เธอบอกกับเอพริล “เป็นวันที่ห่วยมาก ลูกกินแค่แซนด์วิชชีสย่างพอรึเปล่า?”
“หนูไม่หิวเท่าไหร่” เอพริลตอบ “แกเบรียล่าทำอะไรให้กินตลอดเวลาเลย”
ไรล์ลี่เหมือนโดนน็อคอีกรอบจากความสิ้นหวัง ความล้มเหลวอีกเรื่องหนึ่ง เธอนึกในใจ
แต่แล้วเอพริลหันมามองเธออีกรอบ คราวนี้มีแววสงสารและเห็นใจ
“ชีสย่างก็ดีนะคะ” เธอบอก “เดี๋ยวหนูทำเอง”
“ขอบใจนะลูก” ไรล์ลี่บอกเธอ “หนูน่ารักจริงๆ”
เธอรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ต้องมีอีกเรื่องให้ต้องทะเลาะที่บ้าน เธอต้องการเวลาพักจริงๆ
พวกเธอกินข้าวเย็นกันอย่างเงียบๆ แล้วเอพริลจึงเข้าห้องไปทำการบ้านและเข้านอน
เหนื่อยจนแทบจะขาดใจแต่ไรล์ลี่ยังคิดว่าไม่มีเวลาเหลือให้เสียอีกแล้ว เธอกลับไปทำงานต่อ เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ดึงข้อมูลแผนที่บริเวณจุดที่เจอเหยื่อ และสั่งพิมพ์จุดที่เธอต้องการทำความเข้าใจ
ไรล์ลี่ค่อยลากเส้นเป็นรูปสามเหลี่ยมบนแผนที่ เส้นเชื่อมบริเวณที่พบศพเหยื่อทั้งสามแห่ง จุดเหนือสุดคือบริเวณที่ศพของ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ฟาร์มเมื่อสองปีก่อน ทางด้านตะวันตกคือจุดที่ศพของ เอลีน โรเจอร์ส ถูกจัดวางไว้อย่างระมัดระวังใกล้เมืองแด็กเก็ตต์ย้อนไปเมื่อหกเดือน และสุดท้าย ทางด้านใต้เป็นบริเวณที่ฆาตกรจับจุดฝีมือตัวเองได้แล้ว จัดแจงวางศพของ รีบ้า ฟราย ไว้ใกล้ลำธารในโมวส์บี้พาร์ค
ไรล์ลี่ทำวงกลมล้อมรอบบริเวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งขบคิดทั้งสงสัย ผู้หญิงอีกคนอาจจะถูกพบศพอยู่บริเวณแถวนี้ – หากเธอยังไม่ได้ตายไปก่อนแล้ว ไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว
ไรล์ลี่คอตกด้วยความเหนื่อยจัด แต่ชีวิตของผู้หญิงอีกคนกำลังเป็นเดิมพันและตอนนี้ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับเธอคนเดียวที่จะยื่นมือเข้าช่วย – โดยไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐหรือจากทางการ ทำไม่ได้แม้แต่จะให้บิลมาช่วยเธอ แต่เธอจะจัดการคดีนี้ด้วยตัวเองคนเดียวได้อย่างไร
ยังไงก็ต้องลอง ยังไงก็ต้องทำเพื่อมารี เธอต้องทำให้วิญญาณมารีเห็น—และอาจจะเพื่อให้ตัวเธอเองเห็น – ว่าการฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นหนทางเดียว
เธอคิ้วขมวดเป็นปมกับสามเหลี่ยมนั้น มันเป็นข้อสันนิษฐานที่ใช้ได้ ว่าผู้เคราะห์ร้ายอาจถูกจับไว้อยู่ที่ไหนซักแห่งในบริเวณใดบริเวณหนึ่งจากเนื้อที่พันกว่าตารางไมล์
ฉันต้องหาบริเวณให้ถูกจุด ไรล์ลี่คิด แต่มันตรงไหนกันล่ะ?
เธอรู้ดีว่าต้องย่อบริเวณให้แคบลง และมันก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยก็ยังดีที่เธอคุ้นเคยกับบริเวณบางจุดบ้างแล้ว
บริเวณที่อยู่สูงสุดของสามเหลี่ยม, จุดที่ใกล้วอชิงตันมากที่สุด ส่วนมากเป็นพื้นที่ของพวกคนชั้นสูง รวย และเพียบพร้อม ไรล์ลี่มั่นใจว่าฆาตกรไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวในทำนองนั้น แล้วอีกอย่างฆาตกรน่าจะต้องจับเหยื่อไว้ในที่ที่จะไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอ นิติเวชไม่พบร่องรอยของเหยื่อรายอื่นว่าถูกอุดปากหรือใช้เทปปิดปาก ไรล์ลี่วาดตัว X คาดผ่านลงบนบริเวณบ้านคนมีอันจะกินทั้งหมด
อีกสองจุดทางด้านใต้เป็นบริเวณทุ่งหญ้ากว้างทั้งสองที่ ฆาตกรจะมีเปอร์เซ็นต์จับเหยื่อไปไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ล่าสัตว์ให้เช่าหรือในเต๊นท์ตามบริเวณแคมป์ปิ้งหรือเปล่านะ?
ไรล์ลี่คิดกลับไปกลับมา
ไม่น่า เธอตัดสินใจได้ มันดูจะชั่วคราวไปหน่อย
สัญชาตญาณทุกอย่างมันบอกเธอว่าผู้ชายคนนี้จัดการทุกอย่างที่บ้านของตัวเอง – อาจจะเป็นบ้านที่อยู่มาตลอดชีวิต สถานที่ที่ผ่านความเจ็บปวดในวัยเด็กมาพร้อมกับเขา น่าจะสะใจที่ได้พาเหยื่อไปไว้ที่นั่น พากลับบ้านไปด้วยกันกับเขา
ดังนั้นเธอจึงกากบาทบริเวณทุ่งหญ้าออก ส่วนที่เหลืออยู่คือพื้นที่ทำไร่นากับเมืองเล็กๆ ไรล์ลี่คาดการณ์อย่างค่อนข้างมั่นใจว่าเธอต้องมองหาบ้านไร่หรือโรงนาในบริเวณนั้นๆ
เธอดูแผนที่บนคอมพิวเตอร์อีกครั้งแล้วขยายภาพเข้ามาใกล้ตรงบริเวณที่เธอจับตาไว้ ใจหล่นวูบเมื่อเห็นถนนสายรองพันกันวุ่นวายเป็นเขาวงกต หากเธอคาดไม่ผิด ฆาตกรต้องอาศัยอยู่ในไร่เก่าแก่ซักแห่งในเขาวงกตนั้น แต่ถนนมีมากมายหลายสายเกินกว่าเธอจะหาพบได้อย่างรวดเร็วโดยทางรถ – อีกอย่างหนึ่งคือ พวกไร่นาอาจมองดูจากถนนไม่เห็น
เธอส่งเสียงโอดออกมาอย่างท้อแท้ ยิ่งเวลาผ่านไปทุกอย่างดูจะยิ่งไร้ความหวัง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความล้มเหลวเตรียมกลับมาถล่มเธออีกครั้ง
แต่แล้วเธอก็อุทานออกมาเสียงดัง “ตุ๊กตา!”
เตือนตัวเองเรื่องที่เธอได้ข้อสรุปมาเมื่อวานนี้ – ว่าฆาตกรคงต้องได้พบกับเหยื่อในร้านขายตุ๊กตาร้านเดียวกัน แล้วร้านขายตุ๊กตาร้านนั้นน่าจะต้องอยู่ที่ไหนกัน?
เธอวาดรูปเล็กๆอีกอันลงบนแผนที่กระดาษพิมพ์ วาดเอียงมาทางตะวันออกของสามเหลี่ยมภาพใหญ่ ที่ตรงมุมก็มาร์คจุดตรงบริเวณที่หญิงสาวทั้งสี่รายอาศัยอยู่ เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตรงไหนซักแห่งในบริเวณนั้นต้องเป็นร้านที่หญิงสาวทุกคนไปซื้อตุ๊กตา ที่ๆฆาตกรพุ่งเป้าไปที่พวกเธอ แต่ไรล์ลี่ต้องหาร้านนั้นให้เจอก่อน ก่อนที่จะตามหาที่ๆฆาตกรจับพวกเธอไปขัง
เธอดึงแผนที่ขึ้นมาบนคอมพิวเตอร์และขยายเข้ามาใกล้อีก ฟากสุดทางด้านตะวันออกเป็นจุดบริเวณเล็กๆไม่ไกลจากบ้านของไรล์ลี่ สังเกตเห็นว่ามีถนนหลักขึ้นรูปมาเป็นส่วนโค้งแตะถึงด้านตะวันตก พาดผ่านเมืองเล็กๆหลายเมือง ไม่มีเมืองไหนมั่งคั่งหรือเก่าแก่ เป็นเมืองแบบที่ไรล์ลี่กำลังตามหา และทุกเมืองต้องมีร้านขายของเล่นหรือร้านขายตุ๊กตาอย่างไม่ต้องสงสัย
เธอสั่งพิมพ์แผนที่อันเล็กแล้วค้นหาต่อ ตามหาร้านขายของในทุกเมือง สุดท้ายไรล์ลี่ก็ต้องปิดคอมพิวเตอร์ เธอต้องไปนอนเอาแรง
เพราะพรุ่งนี้ เธอมีภารกิจต้องออกไปตามหา ซินดี้ แมคคินน่อน
บทที่ 24
เมื่อไรล์ลี่ขับรถมาจอดที่เมืองเกล็นไดฟ์ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว มันเป็นวันที่แสนยาวนาน และเธอกำลังรู้สึกท้อ เวลามันผ่านไปเร็วเกินไป พัดผ่านเอาโอกาสเจอหลักฐานสำคัญต่อการช่วยชีวิตคนไปด้วย
เมืองเกล็นไดฟ์เป็นเมืองที่แปดที่เธอไปมาวันนี้ ในทุกเมืองที่ผ่านมา ไรล์ลี่เข้าไปตรวจดูร้านขายของเล่นและตุ๊กตา สอบถามทุกคนที่ยอมตอบคำถามเธอไปทั่ว แน่ใจว่ายังไม่เจอร้านที่เธอกำลังตามหา
ไม่มีใครในร้านไหนจำได้ว่าเคยเห็นผู้หญิงในภาพที่เธอโชว์พวกเขา แน่นอนผู้หญิงที่ว่านั้นทั้งอายุ รูปลักษณ์ภายนอก นั้นคล้ายกันไปหมดกับผู้หญิงคนอื่นอีกเป็นโหลที่คนเฝ้าร้านต้องเจอะเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และที่แย่ไปกว่านั้นไม่มีตุ๊กตาตัวไหนที่ไรล์ลี่เห็นบนชั้นวางดูเป็นไปได้ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการจัดวางท่าทางของเหยื่อเลย
พอไรล์ลี่ขับรถเข้ามาถึงเมืองเกล็นไดฟ์แล้ว เธอรู้สึกเดจาวูแปลกๆ ถนนหลักดูเหมือนกันกับเมืองอื่นทุกกระเบียด มีโบสถ์อิฐมอญอยู่ด้านหนึ่งข้างๆโรงหนังและอีกด้านหนึ่งก็เป็นร้านขายยา เมืองพวกนี้เริ่มจะปนกันมั่วไปหมดในหัวสมองที่เหนื่อยล้าของเธอ
ฉันคิดอะไรอยู่นะตอนนั้น? เธอถามกับตัวเอง
เมื่อคืนเธออยากจะนอนมาก และก็กินยาระงับประสาทที่หมอสั่งเข้าไปด้วย มันก็ไม่ใช่ความคิดที่แย่อะไร แต่ที่เธอกระดกวิสกี้ตามลงไปสองสามกรึ้บนี่สิมันไม่ฉลาดเลย ตอนนี้เธอปวดหัวหนักมากแต่ยังต้องทำภารกิจค้นหาต่อไป
เธอนำรถมาจอดที่หน้าร้านที่วางแผนไว้ว่าจะเข้าไปเช็ค แต่ก็เห็นว่าแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว ถอนใจอย่างหมดกำลังใจ ยังมีเหลืออีกเมืองและอีกร้านหนึ่งที่เธอต้องไปดูคืนนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามชั่วโมงกว่าเธอจะกลับถึงเฟร็ดดริกส์เบิร์กส์เพื่อไปรับเอพริลที่บ้านไรอัน ฉันไปรับเธอสายมากี่คืนกันแล้วนี่?
หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เธอกดโทรออกไปที่บ้าน หวังยิ่งกว่าหวังให้คนที่รับสายเป็นแกเบรียล่า แต่เธอกลับได้ยินเสียง
ไรอันที่ปลายสาย
“มีอะไรเหรอ ไรล์ลี่” เขาส่งเสียงถามมาตามสาย
“ไรอัน” ไรล์ลี่ตะกุกตะกัก “ฉันขอโทษจริงๆ แต่ – ”
“จะมารับเลทอีกแล้วล่ะสิ” ไรอันต่อให้เธอจนจบประโยค
“อืม” ไรล์ลี่ตอบ “ฉันขอโทษ”
ปลายสายเงียบไป
“ฟังนะ มันสำคัญมากน่ะ” สุดท้ายไรล์ลี่พูดขึ้น “ชีวิตของผู้หญิงคนนึงกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันต้องไปทำในสิ่งที่ฉันต้องทำ”
“ผมเคยได้ยินมาหมดแล้ว” ไรอันพูดด้วยน้ำเสียงขัดใจ “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตายตลอด โอเคตามสบาย คุณไปจัดการละกัน ผมแค่เริ่มจะสงสัยว่าคุณจะใส่ใจมารับเอพริลทำไม ถ้าคุณจะทำงาน งั้นให้เธอนอนที่นี่เลยไม่ดีกว่าเหรอ”
ลำคอบีบรัดหายใจไม่ทั่ว เป็นอย่างที่เธอเคยกลัว ไรอันทำเสียงราวกับพร้อมจะสู้ในศึกแย่งสิทธิ์เลี้ยงดู และมันก็ไม่ได้มาจากความต้องการอย่างจริงใจที่อยากจะเลี้ยงเอพริล เขายุ่งกับการใช้ชีวิตเกินกว่าจะมาสนใจดูแลลูกสาว เขาเพียงแต่ต้องการทำให้ไรล์ลี่เจ็บปวด
“เดี๋ยวฉันจะไปรับลูก” ไรล์ลี่บอกพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ “ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง”
เธอวางสายลง
แล้วเธอจึงลงจากรถลงเดินอีกนิดหน่อยเพื่อไปถึงร้าน – ที่มีชื่อว่า เด็บบี้ส์ ดอลล์ บูติค เธอเข้าไปข้างในและคิดว่าชื่อมันออกจะฟังดูดีเกินความเป็นจริงไปเสียหน่อย ในร้านก็ขายเพียงสินค้าแบรนด์เนมทั่วไปเท่านั้น
ไม่มีอะไรน่ามหัศจรรย์วิเศษวิโสอะไร เธอตระหนักได้
ร้านนี้ไม่น่าจะเป็นร้านที่เธอกำลังตามหา ในความคิดของเธออย่างน้อยร้านมันน่าจะดูพิเศษหน่อย ที่พอจะมีชื่อเสียงบอกต่อกันปากต่อปากจนเป็นที่สนใจจากลูกค้าจากเมืองรอบๆ ยังไงก็ตาม เธอก็ต้องเข้าไปเช็คอยู่ดีเพื่อความชัวร์
ไรล์ลี่เดินขึ้นไปที่เค้าน์เตอร์ที่มีหญิงชราตัวสูงใส่แว่นหนาเตอะมีโครงหน้าเหมือนนก ยืนอยู่ที่ลิ้นชักเก็บเงิน
“ดิฉันเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ ไรล์ลี่ เพจ” เธอแนะนำตัวเอง เป็นอีกครั้งที่รู้สึกเหมือนโล่งๆไม่ได้สวมเสื้อผ้าเมื่อไม่มีตราประจำตัว ที่ผ่านมา เสมียนร้านอื่นก็ยอมคุยกับเธอดีโดยไม่มีใครขอดูตรา หวังว่าหญิงชราคนนี้จะไม่ขอเหมือนกัน
ไรล์ลี่ควักรูปถ่ายสี่ใบขึ้นมาวางไว้บนเค้าน์เตอร์
“ฉันอยากสอบถามว่าคุณเคยเห็นผู้หญิงในรูปพวกนี้บ้างหรือไม่” เธอถามชี้นิ้วไปทีละรูป “คุณคงไม่น่าจะจำ มาร์กาเร็ต เจอราตี้ได้ – เธอคงเคยมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน แต่ เอลีน โรเจอร์ส น่าจะมาเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว และ รีบ้า ฟราย ก็น่าจะมาซื้อตุ๊กตาที่นี่เมื่อหกอาทิตย์ก่อน ส่วนผู้หญิงคนสุดท้าย ซินดี้ แมคคินน่อน ก็น่าจะมาที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง”
หญิงชราส่องดูรูปใกล้ๆ
“โอ้ ที่รัก” เธอบอก “ตาของฉันมันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ขอดูใกล้ๆหน่อยนะ” เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องตามรูป ไรล์ลี่สังเกตว่ายังมีอีกคนอยู่ในร้าน ชายหนุ่มน่าจะเป็นคนติดบ้าน ส่วนสูงและรูปร่างปกติ สวมเสื้อทีเชิร์ตและกางเกงยีนส์พอดี ไรล์ลี่อาจจะมองข้ามเขาไปก็ได้หากไม่ได้เห็นรายละเอียดสำคัญอย่างหนึ่ง
เขาถือดอกกุหลาบมาเป็นกำ
ดอกกุหลาบพวกนี้เป็นของจริง แต่ภาพรวมของทั้งกุหลาบและตุ๊กตารวมกันแล้วอาจเป็นสัญญาณความหมกมุ่นของคนร้าย
ชายคนนั้นไม่ได้มองมาที่เธอ แต่เขาต้องได้ยินที่เธอแนะนำตัวเองเป็นเอฟบีไอแน่นอน เขากำลังหลบสายตาอยู่หรือเปล่า?
แล้วจู่ๆเสียงหญิงชราก็ดังขึ้น
“ฉันไม่ คิด ว่าฉันเคยเห็นซักคนในนี้” เธอบอก “แต่ก็อย่างที่ฉันบอกล่ะนะ สายตาของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และฉันเองก็จำหน้าคนไม่ค่อยเก่งด้วย ต้องขอโทษที่ช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้นะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ไรล์ลี่ตอบพร้อมดึงรูปทั้งหมดกลับมาเก็บลงในกระเป๋า “ขอบคุณที่เสียสละเวลาค่ะ”
เธอหันไปมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ที่ตอนนี้กำลังเลือกดูของอยู่ที่ชั้นวางใกล้ๆ ชีพจรเธอเต้นแรงขึ้น
มันเป็นไปได้ที่อาจเป็นเขา เธอคิด ถ้าเขาซื้อตุ๊กตา ฉันจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขา
แต่มันคงดูน่าสงสัยหากเธอจะยืนมองเขาอยู่ตรงนี้เฉยๆ ถ้าเขาเป็นคนร้ายจริง คงเป็นไปได้ยากที่จะออกอาการมาให้เห็น เขาอาจจะหลุดมือเธอไป
เธอยิ้มให้คนดูแลร้านแล้วเดินออกไป
ด้านนอก ไรล์ลี่เดินไปนิดหน่อยเพียงไม่กี่บล็อคแล้วก็หยุดยืนรอ เพียงไม่กี่นาทีถัดมา ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มที่เดินออกมาจากร้าน เขายังถือดอกกุหลาบกำนั้นไว้ในมือ และอีกมือหนึ่งถือถุงของที่เพิ่งซื้อสดๆร้อนๆ เขาเลี้ยวและเริ่มเดินไปตามทางเท้า ค่อยๆห่างออกไปจากไรล์ลี่ เธอสาวเท้าตามไปยาวๆ ไรล์ลี่เดินตามเขาอยู่ทางด้านหลัง เธอประเมินขนาดและโครงสร้างของชายหนุ่ม เธอสูงกว่าเขาเล็กน้อยและน่าจะแข็งแรงกว่าด้วย เธอได้รับการฝึกมาดีกว่าและจะไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้แน่
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านซอยแคบ ชายหนุ่มคงได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังมา จู่ๆเหลือบหันมามองเธอ เขาก้าวหลบไปด้านข้างราวกับจะหลีกทางให้เธอไป
ไรล์ลี่ผลักเขาไปด้านข้างเข้าไปในซอย – ผลักอย่างแรงและหนักมือ พื้นที่ในซอยแคบ สกปรก และมืดสลัว
อารามตกใจ ชายหนุ่มปล่อยของหล่นจากมือทั้งกุหลาบและถุงของที่เพิ่งซื้อมา ดอกไม้หล่นกระจัดกระจายไปเต็มทางเดิน เขายกมือขึ้นปัดป้องตัวเองให้พ้นจากภัย
เธอคว้าไปที่แขนนั้นและบิดมันไปทางด้านหลัง ผลักเขาหน้าแนบไปติดกำแพงอิฐ
“ดิฉันเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ ไรล์ลี่ เพจ” เธอเสียงสะบัด “คุณจับ ซินดี้ แมคคินน่อน ไปไว้ที่ไหน เธอยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า”
ชายหนุ่มสั่นเทิ้มตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ใครนะ?” เขาถามด้วยเสียงสั่นเทา “ผมไม่รู้คุณพูดเรื่องอะไร”
“อย่ามาเล่นเกมส์กับฉันนะ” ไรล์ลี่สะบัดเสียง ยิ่งรู้สึกเปลือยเปล่าเมื่อไม่มีตราประจำตัว – โดยเฉพาะเมื่อไม่มีปืน เธอจะจับตัวชายคนนี้ไปได้ยังไงโดยไม่มีอาวุธ เธอมาอยู่ตั้งไกลจากควอนติโก้ แล้วเธอก็ยิ่งไม่มีคู่หูที่จะมาช่วยเธอด้วย
“คุณผู้หญิง ผมไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน” ชายหนุ่มบอก บ่อน้ำตาแตก
“ดอกกุหลาบนี่เพื่ออะไร? เธอออกคำสั่งถามเขา “เอาไปให้ใคร?”
“ลูกสาวของผม!” เขาแหกปากบอก “งานแสดงบรรเลงเปียโนในวันพรุ่งนี้”
ไรล์ลี่ยังรั้งแขนขวาของเขาไว้ แขนซ้ายของเขาติดกำแพง ไรล์ลี่เพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างที่เพิ่งจะมาสะดุดสายตาเธอเอาตอนนี้
เขาสวมแหวนแต่งงาน เธอมั่นใจมาตลอดว่าฆาตกรยังไม่ได้แต่งงาน
“งานแสดงบรรเลงเปียโนงั้นเหรอ?” เธอย้ำ
“ลูกศิษย์ของคุณทุลลี่” เขาร้องบอก “คุณไปถามใครในเมืองนี้ดูก็ได้”
ไรล์ลี่ปล่อยแขนเขาหลวมๆ
ชายหนุ่มอธิบายต่อ “ผมซื้อกุหลาบไปแสดงความยินดีกับลูกตอนเธอโค้งคำนับ ผมซื้อตุ๊กตาไปให้เธอด้วย”
ไรล์ลี่ปล่อยแขนชายหนุ่มและเดินไปตรงที่เขาทำถุงหล่นไว้ หยิบมันขึ้นมาแล้วดึงของข้างในออกมาดู
มันคือตุ๊กตา – ตุ๊กตาเด็กวัยรุ่นผู้หญิงที่เธอรู้สึกไม่ชอบและกวนใจเธอมาตลอด ดูปลุกเร้าด้วยปากอวบอิ่มเผยอ กับหน้าอกหน้าใจใหญ่บึ้ม แต่ถึงจะดูกวนประสาทอย่างไร ดูยังไงก็ไม่เหมือนตุ๊กตาแบบที่เธอเห็นใกล้เมืองแด็กเก็ตต์ ตุ๊กตาตัวนั้นเป็นเด็กผู้หญิง เป็นตุ๊กตาเด็กหญิงเหมือนกันกับที่เห็นในรูปของ ซินดี้ แมคคินน่อน ที่ถ่ายกับหลานสาว – กระโปรงเดรสมีระบาย ผมสีทอง และสวมชุดสีชมพู
ระลึกได้ว่าจับผิดคน เธออ้าปากหวอ หายใจรัว
“ฉันขอโทษด้วยค่ะ” เธอบอกกับชายผู้นั้น “ฉันผิดเอง ขอโทษจริงๆ”
ตัวยังสั่นไปด้วยความตกใจและงุนงง ชายหนุ่มก้มลงเก็บดอกกุหลาบ ไรล์ลี่ก้มลงจะช่วยเก็บ
“ไม่ต้อง! ไม่ต้อง!” ชายหนุ่มอุทานเสียงดัง “ไม่ต้องช่วย! ออกไปให้พ้นเลย! แค่ – ออกไปไกลๆจากตัวผม!”
ไรล์ลี่หันหลังกลับและเดินออกจากซอย ทิ้งให้ชายผู้น่าสงสารเก็บดอกกุหลาบและตุ๊กตาของลูกสาวขึ้นมา เธอปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? ทำไมเธอไม่หยุดตั้งแต่เนิ่นๆ? ทำไมถึงไม่สังเกตเห็นแหวนแต่งงานตั้งแต่ตอนที่เห็นเขา?
คำตอบนั้นง่ายมาก เธอล้าและปวดหัวจนสมองแทบจะแยกออกเป็นสองส่วน เธอไม่ได้อยู่กะร่องกะรอย
ขณะที่เดินเบลอๆไปตามทางเดิน แสงจากหลอดนีออนบนป้ายด้านหน้าของบาร์ก็เตะตาเธอ เธออยากดื่ม รู้สึกว่าต้องการหาอะไรดื่มจริงๆ
เธอเดินเข้าไปในสถานที่เปิดไฟสลัวและนั่งคงตรงเค้าน์เตอร์บาร์ บาร์เทนเดอร์กำลังยุ่งกับการทำเครื่องดื่มให้ลูกค้า ไรล์ลี่นึกอยากรู้ว่าชายหนุ่มคนเมื่อครู่นี้ที่เธอทักทายในซอยจะทำอะไรอยู่ตอนนี้ เค้าโทรเรียกตำรวจรึเปล่านะ? จะเป็นตัวเธอเองหรือเปล่านะที่จะโดนจับกุม นั่นคงกลายเป็นเรื่องตลกร้ายสุดขมขื่นแน่ๆ
แต่เธอเดาว่าชายคนนั้นคงไม่น่าจะแจ้งความ ไม่ว่ายังไงน่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่ต้องอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น เขาน่าจะรู้สึกอับอายที่โดนโจมตีโดยผู้หญิง
ยังไงก็ตาม หากเขาได้โทรศัพท์แจ้งความแล้วพวกเขากำลังจะมาจับเธอ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหนี ถ้าเธอต้องทำ เธอคงเลือกจะเผชิญหน้ากับผลที่ตามมาจากการกระทำของตัวเอง บางทีเธอก็อาจสมควรโดนจับ เธอยังจำบทสนทนาที่คุยกับ ไมค์ เนวินส์ ได้ ที่เขาทำให้เธอหันมาใส่ใจความรู้สึกไร้ค่าของตัวเอง
บางทีฉันอาจจะถูกที่รู้สึกไร้ค่า เธอคิด บางทีอาจจะดีกว่าหากปีเตอร์สันฆ่าฉันซะ
บาร์เทนเดอร์เดินตรงมาทางเธอ
“จะดื่มอะไรดีครับ คุณผู้หญิง” เขาถาม
“เบอร์บอนเพียวใส่น้ำแข็ง” ไรล์ลี่บอก “เอามาสองแก้วเลย”
“มาเดี๋ยวนี้แล้วครับ” บาร์เทนเดอร์รับออเดอร์
เธอเตือนตัวเองว่ามันไม่ใช่นิสัยเธอเลยที่จะดื่มในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ การรักษาตัวอันสุดแสนทรมานจากโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญของเธอก็มีส่วนเกี่ยวกับการดื่มหนักเป็นครั้งคราวของเธอด้วย แต่เธอก็คิดว่าเธอหายดีแล้วเสียอีก
เธอยกแก้วขึ้นจิบ รสชาติบาดลิ้นของเครื่องดื่มทำให้เธอรู้สึกดีตอนกลืนมันลงไป
ยังเหลืออีกหนึ่งเมืองที่จะต้องไปเช็ค และอย่างน้อยอีกหนึ่งคนที่ต้องสอบปากคำ แต่เธอต้องการอะไรบางอย่างมาช่วยระงับประสาท
เอานะ เธอคิดในใจพร้อมรอยยิ้มขืนๆ อย่างน้อย ฉันก็ไม่ได้อยู่ในหน้าที่อย่างเป็นทางการ
เธอดื่มให้เสร็จอย่างเร็วแล้วตัดใจไม่สั่งเพิ่ม ร้านขายของเล่นในเมืองต่อไปคงใกล้จะปิดแล้ว และเธอต้องรีบไปให้ถึงโดยเร็ว เวลามันเหลือน้อยเต็มทีสำหรับ ซินดี้ แม็คคินน่อน – ถ้ามันไม่ได้หมดไปแล้วล่ะก็นะ
ขณะที่กำลังออกจากบาร์ ไรล์ลี่สัมผัสได้ว่าเธอกำลังเดินอยู่บนขอบขุมนรกที่คุ้นเคยดี เธอเคยคิดว่าได้ทิ้งความรู้สึกพวกนั้นไว้เบื้องหลังไกลแสนไกลไปแล้ว ความกลัว ความเจ็บปวด ความรู้สึกเกลียดตัวเอง นี่มันกำลังจะวนกลับมาหาเธออีกหรือ?
อีกนานแค่ไหนกัน เธอใคร่อยากจะรู้ เธอจะหลบเลี่ยงพลังดึงดูดอันแรงกล้าของมันไปได้มั้ย?
บทที่ 25
โทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้นเช้าวันถัดมา ไรล์ลี่นั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟ ตาดูอยู่ที่แผนที่เส้นทางที่เธอขับตามเมื่อวานนี้ กำลังวางแผนเส้นทางใหม่ของวัน เมื่อเธอเห็นว่าเป็นบิลที่โทรเข้ามา ชีพจรเธอเต้นเร็วขึ้น มันจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันนะ?
“บิล มีอะไรรึเปล่า?”
ได้ยินอดีตคู่หูถอนหายใจอย่างเวทนา
“ไรล์ลี่ คุณนั่งอยู่รึเปล่า”
ไรล์ลี่ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เธอดีใจที่เธอนั่งอยู่ ตอนนี้รู้แล้วว่าน้ำเสียงแบบนี้ของบิลมันหมายความได้อย่างเดียว และเธอรู้สึกกล้ามเนื้อมันหมดแรงด้วยความไม่ได้ดั่งใจ
“พวกเขาเจอ ซินดี้ แมคคินน่อน แล้ว” บิลบอก
“และเธอก็ตายแล้วใช่มั้ย” ไรล์ลี่พูดไปด้วยพยายามหายใจไปด้วย
บิลไม่พูดอะไรต่อ แต่การไม่พูดอะไรเลยของเขาก็ตอบคำถามของไรล์ลี่ได้ดี เธอรู้สึกเหมือนน้ำตามันเริ่มเอ่อ – น้ำตาของความตกใจและหมดหนทาง เธอพยายามกลั้นมันไว้ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ร้องไห้ออกมา
“พวกเขาพบเธอที่ไหน” ไรล์ลี่ถาม
“ก็ไกลออกไปทางตะวันตกจากเหยื่อคนก่อนๆ เจอในป่าสงวน เกือบถึงเส้นแบ่งเขตเวอร์จิเนียตะวันตก
เธอมองที่แผนที่ของตัวเอง “เมืองที่ใกล้ที่สุดชื่ออะไร” เขาตอบกลับมาและเธอก็ค้นเจอประมาณการโลเคชั่น มันไม่ได้อยู่ด้านในเส้นสามเหลี่ยมที่ลิงค์จากสถานที่เกิดเหตุที่พบเหยื่อรายก่อนๆทั้งสามที่ แต่ยังไงก็แล้วแต่ มันต้องมีความสัมพันธ์อะไรซักอย่างเกี่ยวเนื่องกันกับอีกสามที่ เพียงแต่เธอยังบอกไม่ได้ว่าคืออะไร
บิลยังคงอธิบายการค้นพบให้เธอฟังต่อ
“มันจับเธอไปไว้ติดกับหน้าผาตรงพื้นที่ว่างโล่ง ไม่มีต้นไม้ล้อมรอบ ตอนนี้ผมอยู่ที่เกิดเหตุ มันเลวร้ายมาก มันชักจะบ้าบิ่นมากขึ้นทุกที ไรล์ลี่”
แล้วก็จัดการเหยื่อเร็วขึ้นทุกทีด้วย ไรล์ลี่คิดพร้อมกับความรู้สึกหมดกำลังใจ เขาปล่อยให้เหยื่อรายนี้มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
“ตกลง แดเริล กัมม์ ถูกจับมาผิดคน” ไรล์ลี่ถาม
“คุณเป็นคนเดียวที่บอกแบบนั้นแต่แรก” บิลตอบ “คุณคิดถูก”
ไรล์ลี่พยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์
“แล้วตกลง กัมม์ ถูกปล่อยตัวมั้ย” เธอถามต่อ
บิลคำรามในคอด้วยความหงุดหงิด
“ไม่มีทางซะล่ะ” เขาตอบ “เขาจะต้องเจอกับโทษข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เขามีที่จะต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง ก็ไม่ใช่ว่าเขาดูแคร์อะไร แต่เราจะพยายามเก็บชื่อของเขาให้ห่างจากสื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอ้หัวแหลมไร้ศีลธรรมนั่นไม่สมควรได้รับความสนใจจากสาธารณชน”
ทั้งคู่ต่างก็เงียบกันไป
“บ้าเอ๊ย ไรล์ลี่” บิลสบถออกมาในที่สุด “ถ้าวาล์วเดอร์ฟังคุณบ้างนะ บางทีเราอาจจะช่วยเธอไว้ได้”
ไรล์ลี่กลับไม่คิดอย่างนั้น มันไม่ใช่ว่าเธอมีหลักฐานอะไรที่เชื่อถือได้ในมือ แต่ด้วยกำลังคนที่ถูกจัดสรรมาให้ ก็อาจจะหาหลักฐานบางอย่างเจอได้ในเวลาอันมีค่าเหล่านั้น
“คุณมีรูปอะไรบ้างหรือเปล่า” ไรล์ลี่ถาม หัวใจเต้นตึกตัก
“มีนะ แต่ – ”
“ฉันรู้ว่าคุณไม่สมควรจะเอามาให้ฉันดู แต่ยังไงฉันต้องได้เห็นมัน คุณช่วยส่งรูปมาให้ฉันได้มั้ย?
หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง บิลพูดขึ้นว่า “ส่งแล้ว”
แค่เพียงไม่กี่อึดใจ ไรล์ลี่ก็เปิดดูภาพน่าสยดสยองบนมือถือ ภาพระยะใกล้ภาพแรกสุดนั้นเหมือนเธอเพิ่งจะเห็นมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ภาพคราวก่อนเหยื่อนั้นยิ้มดีใจที่เห็นเด็กน้อยกับตุ๊กตาตัวใหม่ของเธอ แต่ภาพนี้หน้าดูซีดเผือด ตาโดนเย็บเปิดไว้ ปากก็โดนทาทับไปเป็นรูปรอยยิ้มน่าพรั่นพรึง
ขณะที่เธอไล่ดูรูปไปเรื่อยๆนั้น เธอเห็นว่าการจัดวางท่านั้นเหมือนกันกับแบบที่ศพของ รีบ้า ฟราย โดยจัดวางไว้เลย รายละเอียดอื่นๆมีอยู่ในนั้น ท่าท่างนั้นเหมือนเป๊ะ ศพล่อนจ้อนและขาถูกจับแหกไว้ นั่งหลังตรงอย่างแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตา ดอกกุหลาบพลาสติกถูกวางอยู่บนพื้นระหว่างขาทั้งสองข้างของเธอ
มันคือลายเซ็นที่แท้จริงของฆาตกร ข้อความที่มันต้องการสื่อ นี่เป็นสภาพที่มันต้องการจะสื่อมาตลอด มันจับจุดได้อยู่หมัดแล้วที่เหยื่อรายที่สามและสี่ ไรล์ลี่รู้ดีว่ามันพร้อมแล้วที่จะก่อเหตุอีกครั้ง
หลังจากดูรูปแล้ว ไรล์ลี่กลับไปคุยโทรศัพท์ที่ค้างไว้กับบิล
“ฉันเสียใจจริงๆ” เธอบอกเขา เสียงเต็มตื้นไปด้วยความสั่นสะพรึงและความเศร้า
“อืม ผมก็เหมือนกัน” เขาบอก “แต่คุณมีไอเดียอะไรบ้างมั้ย?”
ไรล์ลี่ย้อนภาพที่เธอเพิ่งดูมาอยู่ในความคิด
“ฉันคาดไว้ว่าวิกผมกับดอกกุหลาบมันเหมือนกันในทุกราย” เธอตอบเขา “ริบบิ้นด้วยเหมือนกัน”
“ใช่ มันดูเหมือนกันหมด”
เธอหยุดไปอีกครั้ง หลักฐานอะไรที่ทีมของบิลคาดหวังว่าจะเจอ?
“คุณไปทันได้เช็คทางเดินกับรอยเท้าหรือเปล่า” เธอถาม
“ที่เกิดเหตุโดนล้อมไว้ค่อนข้างเร็วคราวนี้ พวกเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาเจอเธอแล้วรีบติดต่อองค์กรโดยตรง ไม่มีตำรวจท้องที่เดินเพ่นพ่าน แต่เราก็ไม่เจออะไรที่มีประโยชน์ เจ้าฆาตกรมันค่อนข้างระแวดระวังตัวทีเดียว”
ไรล์ลี่คิดหนักอยู่ซักพัก จากรูปเห็นว่าศพอยู่ในท่านั่งบนพื้นหญ้า พิงอยู่กับชั้นหิน คำถามมากมายดังอยู่ในหัวของเธอ
“ศพเย็นแล้วหรือยัง?” เธอถาม
“เย็นแล้วตอนที่เราไปถึง”
“คุณคิดว่าศพอยู่ตรงนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว”
เธอได้ยินเสียงเขาใช้นิ้วตวัดเปิดหน้ากระดาษจดโน๊ตไปมา
“ผมก็ไม่แน่ใจ แต่เธอถูกจัดวางอยู่ในท่านี้หลังจากเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ถ้าตามที่เห็นจากการเปลี่ยนสีของศพก็ภายในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เราน่าจะรู้อะไรมากกว่านี้หลังจากฝ่ายนิติเวชชันสูตรมาถึง”
ไรล์ลี่รับรู้ถึงการสิ้นสุดของความอดทนที่กำลังก่อตัวขึ้น เธออยากจะรู้วิธีการลำดับเหตุการณ์ของฆาตกรให้มันชัดเจนกว่านี้
เธอถามต่อ “เป็นไปได้มั้ยว่ามันจัดท่าทางของเธอตั้งแต่อยู่ในสถานที่ที่ใช้สังหาร แล้วค่อยพาเธอมาที่โลเคชั่นที่เลือกไว้หลังจากศพเริ่มเข้าสู่ภาวะแข็งตัว”
“ไม่น่าเป็นไปได้” บิลบอก “ผมไม่เห็นอะไรที่ดูผิดปกติหรือประหลาดในท่าทางที่ถูกจัดไว้เลย ผมไม่คิดว่าเธอจะเริ่มเข้าสู่ภาวะแข็งตัวมาก่อนแล้วถูกพามาที่นี่ ทำไมเหรอ? คุณคิดว่ามันพาเธอมาที่นี่แล้วค่อยลงมือสังหารเหรอ”
ไรล์ลี่หลับตาคิดอย่างหนัก
ในที่สุดก็ตอบไปว่า “ไม่ใช่”
“คุณแน่ใจนะ”
“มันสังหารเธอในที่ๆมันกักตัวเธอไว้แล้วค่อยพามาที่บริเวณที่เลือกไว้ ไม่น่าจะพาเธอมาทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่ มันไม่น่าจะอยากจัดการกับการดิ้นรนขัดขืนบนรถกระบะหรือบนสถานที่นี้
ตาของเธอยังปิดอยู่ ไรล์ลี่ก้าวเข้าไปภายในความนึกคิดตัวเองเพื่อจะสัมผัสรายละเอียดเพิ่มเติมในห้วงความคิดของฆาตกร “มันก็น่าจะอยากพาวัตถุดิบมาจัดการตอนที่อะไรๆยังไม่แข็งทื่อ” เธอออกความเห็น “พอเธอตายแล้ว ก็กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับมัน เหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่ผู้หญิงอีกต่อไป มันลงมือสังหาร ล้างตัวเธอ เช็ดตัวให้เธอ เตรียมศพให้อยู่ในท่าทางอย่างที่มันต้องการ แล้วเคลือบทับไว้อีกชั้นด้วยวาสลีน
เหตุการณ์ในห้วงความคิดเริ่มกระจ่างชัดในรายละเอียดมากขึ้น
“มันพาเธอมาถึงที่โลเคชั่นตอนสภาวะร่างกายกำลังเริ่มจะแข็งตัว” เธอพูดต่อ “กะเวลาไว้อย่างดีเชียวล่ะ หลังจัดการกับเหยื่อไปแล้วสามราย มันเข้าใจแล้วว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ดึงเอาสภาวะแข็งตัวของศพเหยื่อเข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งในวิธีการสร้างสรรค์ศิลปะ จัดแจงจับเธอวางในท่าท่างต่างๆในขณะเดียวกันกับที่ร่างกายเธอแข็งตัวไปด้วย ค่อยเป็นค่อยไป มันปั้นเธอราวกับเป็นดินเผา”
ไรล์ลี่ลำบากใจที่จะเอ่ยว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นต่อไปในความคิดของเธอ – หรือก็คือห้วงสำนึกของฆาตกร
คำพูดหลุดออกมาอย่างช้าๆและเจ็บปวด
เมื่อถึงเวลาที่เขาจัดการปั้นร่างไร้วิญญาณของเธอเสร็จหมดแล้ว คางยังคงวางพักไว้ที่หน้าอก เขาคลำไปที่กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอ รับรู้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วจึงจัดการจับคอเธอเอียงหน้าขึ้น ประคองมันในท่านั้นจนเริ่มแข็งตัว อาจจะประมาณสองหรือสามนาที ช่างมีความอดทนจริงๆ แล้วจึงถอยหลังไปยืนชื่นชมผลงานของตัวเอง”
“พระเจ้า” บิลพึมพำเสียงเบาหวิว น้ำเสียงตกใจ “คุณมันเจ๋งจริง”
ไรล์ลี่ถอนใจฝืดๆและไม่ได้ตอบอะไร เธอไม่คิดว่าเธอเจ๋ง – ไม่อีกแล้ว สิ่งที่เธอทำได้ดีมีอยู่เรื่องเดียวคือการเจาะเข้าไปใน
ความคิดอันวิปริต แล้วนั่นมันบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเธอได้บ้าง? มันช่วยอะไรคนอื่นได้ยังไง? มันก็ไม่ได้ช่วย ซินดี้ แมคคินน่อน ขึ้นมาได้
บิลถามขึ้น “คุณว่ามันจับเหยื่อไปขังไว้ไกลแค่ไหนตอนยังมีชีวิต”
ไรล์ลี่คิดคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว วาดภาพบริเวณแผนที่ออกมาในความคิด
“ไม่ไกลจากที่ที่เขาจัดวางท่าทางให้เธอ” เธอบอก “น่าจะอยู่ในระยะทางขับรถภายในสองชั่วโมง” “ซึ่งก็ยังครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างมากอยู่ดี”
จิตเธอตกวูบลงทุกขณะ บิลพูดไม่ผิดเลย เธอไม่ได้พูดอะไรซักอย่างที่สามารถช่วยพวกเขาได้
“ไรล์ลี่ พวกเราต้องการให้คุณกลับมาทำคดีนี้นะ” บิลบอก
ไรล์ลี่รำพึงในลมหายใจ
“ฉันแน่ใจว่าวาล์วเดอร์คงไม่เห็นด้วย” เธอตอบเขา
ฉันเองก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน เธอนึกในใจ
“เอาล่ะ วาล์วเดอร์คิดผิด” เขาย้ำกับเธอ “แล้วผมจะบอกเขาด้วยว่าเขาคิดผิด ผมจะทำให้คุณได้กลับมาทำคดี”
ไรล์ลี่ปล่อยให้คำพูดของบิลตกตะกอนในความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“มันเสี่ยงเกินไปสำหรับคุณ” สุดท้ายเธอพูดออกมา “วาล์วเดอร์มีสิทธิ์ไล่คุณออกได้หากคุณสร้างปัญหา”
บิลตะกุกตะกัก “แต่ – แต่ ไรล์ลี่ – ”
“ไม่มี ‘แต่’ บิล ถ้าคุณทำให้ตัวเองโดนไล่ออก คดีนี้จะไม่มีวันปิดได้”
“โอเค” เขาตอบ “แต่คุณมีไอเดียอะไรบ้างมั้ย?”
ไรล์ลี่นิ่งคิดแป๊บหนึ่ง ขุมนรกที่เธอพยายามส่องดูมาหลายวันนี้เริ่มจะขยายความกว้างและลึกมากขึ้น เธอรับรู้ว่าความมุ่งมั่นที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอกำลังค่อยๆหลุดมือเธอไป เธอล้มเหลวและผู้หญิงอีกคนต้องมาตาย
ยังไงซะ อาจจะมีอยู่อีกอย่างหนึ่งที่เธอสามารถช่วยได้
“ฉันมีไอเดียบางอย่าง” เธอบอก “เดี๋ยวฉันจะบอกคุณ”
ขณะที่เธอวางสาย ก็ได้กลิ่นกาแฟและเบคอนทอดออกมาจากในครัว เอพริลอยู่ในนั้น กำลังจัดแจงทำอาหารเช้าตั้งแต่ที่ไรล์ลี่ตื่นออกมา
“โดยไม่มีใครขอร้องให้ทำด้วย!” ไรล์ลี่คิดในใจ
บางทีการไปใช้เวลาอยู่กับพ่ออาจทำให้เธอนึกถึงความดีของไรล์ลี่ก็ได้ อย่างน้อยก็นิดนึง เอพริลไม่เคยชอบอยู่วนเวียน
อยู่รอบตัวไรอัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ไรล์ลี่รู้สึกขอบคุณแม้เพียงการปลอบใจเล็กๆในเช้าของวันแบบนี้
เธอนั่งคิดว่าจะทำอะไรต่อไป วางแผนจะเดินทางไปเส้นตะวันตกอีกครั้งในวันนี้ ไปตามเส้นทางใหม่ที่มาร์คเอาไว้ แต่เธอก็รู้สึกท้อแท้ เหมือนหมดแรงจากเหตุการณ์กลับตาลปัตรที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อวานนี้เธอก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด แล้วยังแพ้ใจตัวเองให้กับเหล้าเก้านั้นในเกล็นไดฟ์อีก เธอไม่อยากจะเป็นแบบนั้นอีกในวันนี้ ไม่ใช่ในสภาวะทางความคิดแบบนี้ เธอต้องทำอะไรพลาดแน่ แล้วเธอก็พลาดมามากเกินพอแล้ว
หากแต่โลเคชั่นที่ตั้งของร้านก็ยังเป็นจุดสำคัญ – อาจจะสำคัญมากกว่าทุกครั้งด้วยซ้ำ ฆาตกรต้องไปหาเป้าหมายเหยื่อรายใหม่ที่นั่น หากเขาไม่ได้เจอเหยื่อใหม่ไปแล้วเรียบร้อยล่ะนะ ไรล์ลี่เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คขึ้นมา เขียนอีเมลหาบิลและแนบแผนที่ของเธอไปให้เขา
เธออธิบายให้เขารู้ว่าเมืองอะไร ร้านไหน ที่ต้องไปตรวจสอบ ตัวบิลเองควรจะมุ่งมั่นกับการตามล่าหาบ้านของฆาตกร เธอเขียนไปตามนั้น แต่บางทีเขาอาจจะช่วยโน้มน้าววาล์วเดอร์ให้ช่วยส่งใครซักคนมาตามเส้นทางของไรล์ลี่ – ตราบเท่าที่วาล์วเดอร์ไม่รู้ว่านี่เป็นไอเดียของเธอ
เธอนั่งจ้องแผนที่อยู่อย่างนั้น เริ่มจะมองเห็นรูปแบบที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สถานที่หรอกที่เกี่ยวข้องกัน แต่มันเป็นโลเคชั่นของที่ตั้งที่มันเอียงออกมาจากบริเวณจุดๆหนึ่งบนแผนที่ – บริเวณที่ที่อยู่ของเหยื่อทั้งสี่นั้นขนาบแนบอยู่ ขณะที่เธอศึกษามัน เธอยิ่งเชื่อมากกว่าทุกครั้งว่าการเลือกเหยื่อนั้นเลือกจากสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งที่เหยื่อทุกคนได้ไป ต้องเป็นร้านขายตุ๊กตาแน่นอน และไม่ว่าฆาตกรจะพาเหยื่อไปกักขังไว้ที่ไหน มันคงไม่น่าจะไกลจากสถานที่แรกที่มันพบเหยื่อ
แต่ทำไมจนป่านนี้เธอยังหาร้านนั้นไม่เจอ? วิธีคิดของเธอผิดหรือเปล่า? เธอมุ่งมั่นกับความคิดใดความคิดหนึ่งมากไปจนมองข้ามหลักฐานอื่นๆหรือเปล่า? หรือว่าเธอจะคิดไปเองว่าฆาตกรมีแบบแผนในการก่อเหตุจึงทำให้เธอหลงทาง?
ไรล์ลี่สแกนแผนที่เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งต่อไปให้บิลพร้อมกับโน๊ตต่างๆ
“แม่ อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะ”
ขณะที่เธอนั่งลงกับลูกสาว รู้สึกเหมือนเธอจะต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้อีกแล้ว
“ขอบใจนะลูก” เธอบอกกับเอพริล ทั้งสองเริ่มทานอาหารเช้ากันอย่างเงียบๆ
“แม่ มีอะไรรึเปล่าคะ?” เอพริลถาม
ไรล์ลี่แปลกใจกับคำถาม นี่เธอเพิ่งได้ยินเสียงเป็นห่วงจากลูกสาวของเธอหรือนี่?
ลูกสาวเธอก็ยังคงไม่ค่อยจะพูดอะไรกับเธอนักในเวลาส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อยลูกเธอก็ไม่ได้ก้าวร้าวกับเธอมาหลายวันแล้ว
“ไม่มีอะไร” ไรล์ลี่ตอบ
“ไม่จริงอ่ะ” เอพริลย้อน
ไรล์ลี่ไม่ตอบอะไร เธอไม่อยากจะลากเอพริลเข้ามารับรู้เรื่องจริงอันเลวร้ายของคดี แค่นี้ลูกเธอก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว
“คนที่โทรมาใช่บิลรึเปล่า?” เอพริลถาม
ไรล์ลี่พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“เขาโทรมามีเรื่องอะไร” เอพริลถามอีก
“แม่บอกไม่ได้”
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรอีก กินอาหารเช้ากันต่อไปอย่างเงียบๆ
แล้วในที่สุดเอพริลก็พูดขึ้น “แม่พยายามจะหาวิธีให้หนูคุยกับแม่ ปรบมือมันต้องใช้มือทั้งสองข้าง แม่เข้าใจมั้ย แม่ก็ไม่เคยพูดอะไรกับหนูเหมือนกัน ไม่ค่อยเลย เดี๋ยวนี้แม่ยังมีพูดอะไรกับใครอยู่อีกเหรอ”
ไรล์ลี่หยุดกินพยายามดันก้อนสะอื้นกลับลงไป นั่นเป็นคำถามที่ดี และคำตอบก็คือ ไม่ เธอไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย ไม่ได้พูดอีกต่อไป แต่เธอก็ไม่สามารถจะทำให้ตัวเองยอมรับออกมาได้
เธอเตือนตัวเองว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ เธอไม่ต้องไปส่งเอพริลไปโรงเรียน แล้วก็ไม่ได้มีแพลนจะส่งเอพริลไปอยู่บ้านพ่อของเธอด้วย และถึงแม้ว่าจะไม่ต้องขับรถไปตะวันตกเพื่อหาหลักฐานแล้ว แต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่เธอต้องไปทำ
“เอพริล แม่ต้องไปธุระ” เธอบอก “ลูกอยู่บ้านคนเดียวได้มั้ย?”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” เอพริลตอบ ด้วยเสียงเศร้าๆเธอถามขึ้นว่า “อย่างน้อยแม่จะบอกหนูได้มั้ยว่าแม่จะไปไหน”
“แม่ต้องไปงานศพ”
บทที่ 26
ไรล์ลี่เข้ามาถึงที่ห้องโถงรวมในเมืองจอร์จทาวน์เพียงไม่นานก่อนพิธีฌาปนกิจศพของมารีจะเริ่มขึ้น เธอไม่ชอบงานศพเลย สำหรับเธอแล้ว มันแย่ยิ่งกว่าการไปถึงสถานที่เกิดเหตุที่มีศพเพิ่งถูกฆ่าใหม่ๆ มันทำให้เธอมวนท้องเอามากๆ แต่ในขณะเดียวกันไรล์ลี่รู้สึกเหมือนกับว่าเธอยังติดค้างอะไรบางอย่าง – ที่เธอก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร – กับมารี
ห้องโถงของงานศพมีสภาพภายนอกเป็นเสาอิฐสำเร็จรูปกับแผ่นผนังคอลัมน์สีขาวด้านหน้าระเบียงหลังคามุข เธอเดินเข้าไปในบริเวณต้อนรับที่ปูด้วยพรม เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ และเข้าไปในโถงทางเดินที่มีวอลเปเปอร์สีพาสเทลให้ความรู้สึกกลางๆไม่โศกเศร้าแต่ก็ไม่น่ารื่นรมย์เช่นกัน อารมณ์ของสีเหล่านี้ยิ่งทำให้เธอจิตตก ทำให้เธอยิ่งรู้สึกหมดทาง สงสัยว่าทำไมบริษัทจัดงานศพถึงไม่จัดสถานที่ให้มันหม่นๆหรือเศร้าหมองอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนพวกฮวงซุ้ยหรือโรงเก็บศพอะไรเทือกนั้น ไม่ใช่ตกแต่งหลอกตาแบบนี้
เธอเดินผ่านหลายห้องเข้าไป บางห้องมีหีบศพกับคนที่มางาน บางห้องก็ว่างโล่ง จนกระทั่งเธอเดินมาถึงสถานที่จัดงานพิธีของมารี ตรงสุดปลายทางของห้อง เธอเห็นหีบศพที่ยังไม่ได้ปิด ทำจากไม้ขัดมันโดยด้านข้างมีด้ามจับทองแดงอยู่รอบๆ แขกประมาณเกือบสามสิบคนมาร่วมงาน หลายคนนั่งรออยู่แล้ว บางคนก็จับกลุ่มสนทนากระซิบกระซาบกัน เพลงบรรเลงจืดๆขับขานอยู่ในห้อง มีแถวเล็กๆสำหรับให้คนเข้าไปทำความเคารพศพ
เธอไปต่อแถวและเพียงไม่นานเธอก็มายืนอยู่ข้างโลงศพ มองลงไปที่มารี ไรล์ลี่เตรียมใจมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่พอมาเห็นเข้าจริงเธอก็ยังคงชะงักไปอยู่ดี หน้าของมารีดูสงบและไร้ความรู้สึกใดๆ ไม่ได้บิดเบี้ยวไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างเช่นที่เธอเห็นตอนเธอห้อยลงมาจากโคมไฟเพดานวันนั้น สีหน้าของเธอตอนนี้ไม่มีความเครียดหรือหวาดกลัวใดๆเหมือนเวลาที่พวกเธอเคยนั่งปรับทุกข์กัน มันผิดปกตินะ อันที่จริงมันยิ่งกว่าผิดปกติเสียอีก
เธอรีบเดินผ่านโลงศพออกไป สังเกตเห็นหญิงชายวัยใกล้ชราคู่หนึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุด เธอเดาเอาว่านั่นคงจะเป็นพ่อแม่ของมารี พวกเขาโดนขนาบข้างไปด้วยชายหนุ่มและหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับเธอ คิดว่าน่าจะเป็นพี่ชายและพี่สาวของมารี ไรล์ลี่นึกกลับไปถึงบทสนทนาเก่าๆกับมารีและจำได้ว่าพวกเขามีชื่อว่า เทรเวอร์ และ แชนนอน แต่เธอไม่รู้ว่าพ่อแม่ของมารีชื่ออะไร
เธอคิดว่าจะเข้าไปแสดงความเสียใจกับครอบครัว แต่เธอจะแนะนำตัวเองว่าอะไรกันล่ะ? ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ช่วยชีวิตมารีออกมา เพียงเพื่อจะมาเจอเธอเป็นศพในภายหลังงั้นเหรอ? ไม่ดีกว่า เธอน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่พวกเขาอยากเห็นหน้าในเวลานี้ มันคงเป็นการดีที่สุดที่จะปล่อยให้พวกเขาโศกเศร้าเสียใจกันอย่างสงบ
ขณะที่เธอเดินไปทางด้านหลังของห้อง เธอเพิ่งสำนึกได้ว่าเธอไม่รู้จักใครซักคนในที่นี้ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกและน่าเศร้าจริงๆ จากการที่เธอทั้งสองเคยวิดีโอแชทกันมาหลายร้อยชั่วโมงนับไม่ถ้วน แล้วยังมีการนัดเจอกันตัวต่อตัวอีก พวกเธอกลับไม่มีเพื่อนร่วมกันเลยซักคนเดียว
แต่พวกเธอก็มีศัตรูร่วมกันอยู่หนึ่งคน – ไอ้คนวิปริตที่จับพวกเธอไป มันมาที่นี่รึเปล่านะวันนี้? ไรล์ลี่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ฆาตกรจะไปเยี่ยมงานศพหรือหลุมฝังศพของเหยื่อ ลึกๆแล้ว มากเท่ากับที่เธอยังติดค้างมารีอยู่ เธอต้องยอมรับว่านั่นคือเหตุผลที่แท้จริงที่เธอมาในวันนี้ เพื่อตามหาปีเตอร์สัน และมันก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงแอบพกอาวุธมาด้วย – ปืนกล็อคส่วนตัวของเธอที่เก็บไว้ในกล่องภายในกระโปรงหลังรถ
ขณะกำลังเดินไปทางด้านหลังห้อง เธอก็จดจำหน้าตาของผู้คนที่นั่งอยู่ เธอเคยเห็นหน้าของปีเตอร์สันแว่บหนึ่งจากแสงของคบเพลิง และเธอก็เคยเห็นภาพถ่ายของเขา แต่เธอไม่เคยได้เห็นหน้าเขาใกล้ๆแบบประจันหน้ากัน เธอจะจำเขาได้หรือเปล่านะ?
ใจเธอเต้นเมื่อกวาดสายตามองใบหน้าทุกคนอย่างสงสัย มองหาหน้าของฆาตกรที่อาจอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้น แต่ไม่นานภาพทั้งหลายก็เบลอไปด้วยหน้าอันเศร้าโศกของพวกเขาที่จ้องมองเธอกลับมาอย่างงุนงง
ไม่เห็นใครที่น่าสงสัยเลย ไรล์ลี่นั่งลงตรงที่นั่งริมทางเดินตรงแถวหลัง ห่างออกมาจากคนอื่นๆ ตรงที่เธอสามารถจะมองเห็นทุกคนที่เข้าออกได้
บาทหลวงอายุน้อยผู้หนึ่งเดินขึ้นไปบนโพเดียม ไรล์ลี่รู้ว่ามารีนั้นไม่ได้เคร่งศาสนาเลย การเอาบาทหลวงมาประกอบพิธีจึงน่าจะเป็นความคิดของครอบครัวเธอซะมากกว่า ผู้คนแยกย้ายกันไปนั่งและอยู่ในความเงียบสงบ
ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและเป็นทางการ บาทหลวงเริ่มเอ่ยประโยคที่คุ้นหู
“แม้ว่าเราข้ามผ่านหุบเหวของเงาแห่งความตาย เราจะไม่เกรงกลัวต่อความชั่วร้าย เพราะเจ้ามีเราอยู่เคียงข้าง ความเกื้อหนุนค้ำจุนจากเจ้า ทำให้เราเป็นสุข”
บาทหลวงหยุดพักไปชั่วครู่ ในความเงียบชั่วอึดใจ วลีหนึ่งดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ
“เราจะไม่เกรงกลัวต่อความชั่วร้าย”
ไม่รู้เพราะเหตุใด มันถึงรู้สึกฟังดูพิลึกและไม่ค่อยเหมาะสมที่จะพูด มันหมายถึงอะไรที่ว่า “ไม่เกรงกลัวต่อความชั่วร้าย” มันจะเป็นความคิดที่ดีได้ยังไงกัน หากมารีจะมีความเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน เหนื่อยล้ามากกว่านี้ เธออาจจะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของปีเตอร์สันเลยด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเกรงกลัวความชั่วร้ายใด มันมีความเลวร้ายมากมายอยู่ในโลกภายนอกนั้นอยู่แล้ว
บาทหลวงเริ่มกล่าวต่อ
“สหายแห่งเรา พวกเรามาร่วมกันในที่แห่งนี้เพื่อโศกาอาดูรต่อความสูญสิ้นและเฉลิมฉลองให้แก่ชีวิตของ มารี เซย์ลส์ – ผู้เป็นบุตรี, ผู้เป็นน้องสาว, ผู้เป็นสหาย, และผู้เป็นสหายร่วมโลก…”
จากนั้นบาทหลวงก็ร่ายถ้อยคำแสดงความเสียใจอันอบอุ่นเกี่ยวกับความสูญเสีย, มิตรภาพ และครอบครัว แม้เขาจะเรียกการจากไปของมารีว่าเป็น “การลาจาก” แบบ “ก่อนเวลาอันสมควร” เขาไม่มีการกล่าวถึงความรุนแรงหรือความสะเทือนขวัญที่หลอกหลอนเธอมาในช่วงหลายอาทิตย์สุดท้ายของชีวิตเธอ
ไรล์ลี่ปิดจิตอย่างรวดเร็วไม่ให้ได้ยินเสียงเทศน์ให้โอวาทของเขา ขณะที่เธอทำเช่นนั้น ก็นึกไปถึงคำพูดในจดหมายลาตายของมารี
“นี่เป็นหนทางเดียว”
เกลียวก้อนของความรู้สึกผิดมวนตัวอยู่ภายในตัวเธอ ก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนเธอเกือบจะหายใจไม่ออก เธออยากจะวิ่งออกไปข้างหน้า ผลักบาทหลวงออกไป และสารภาพต่อธารกำนัลที่รวมกันอยู่ในที่แห่งนี้ ว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอเอง เธอทำผิดกับมารี เธอผิดกับทุกคนที่รักมารี เธอทำผิดต่อตัวเอง
ไรล์ลี่ต้องอดกลั้นความอยากจะสารภาพ หากแต่ความอึดอัดใจนี้กลับเริ่มทำให้เธอเห็นอะไรชัดเจนขึ้นอย่างน่าสะเทือนใจ อย่างแรก บริษัทรับจัดพิธีศพนี้จัดสถานที่โดยใช้อิฐสำเร็จรูป แผ่นคอลัมน์สีขาวงี่เง่า แล้วยังจะวอลล์เปเปอร์สีพาสเทลนั่น อันถัดมาก็เป็นใบหน้าของมารี ไร้ซึ่งความเป็นธรรมชาติใดๆ โลงศพไม้ขัดมันเงาวับนั่นด้วย แล้วตอนนี้ยังมีนักเทศน์นี่ ทั้งพูดจาท่าทางเหมือนของเด็กเล่น เหมือนหุ่นยนต์อัติโนมัติตัวจิ๋ว แล้วยังจะธารกำนัลพวกนี้ที่ผงกหัวไปมาฟังเขาเทศน์
เหมือนบ้านตุ๊กตาไม่มีผิด ไรล์ลี่ตระหนักชัดเจนแล้วตอนนี้
และมารีถูกจัดแจงเอามาไว้ในโลงศพ – ไม่ใช่ศพจริงๆ แต่เป็นศพหลอกๆ ในงานศพหลอกๆ
ความสะพรึงกลัวหลั่งไหลไปทั่วร่างของไรล์ลี่ ฆาตกรทั้งคู่ – ทั้งปีเตอร์สันและใครก็แล้วแต่ที่ฆ่า ซินดี้ แมคคินน่อน กับคนอื่นๆ – หลอมรวมกันอยู่ในความคิดของเธอ มันไม่ใช่ประเด็นว่าการจับคู่นี้มันไม่มีเหตุผลและไร้ซึ่งหลักฐาน เธอไม่สามารถแยกมันออกจากกันได้ มันได้กลายเป็นเรื่องเดียวกันสำหรับเธอไปแล้ว
ดูราวกับว่างานพิธีศพที่จัดการมาอย่างดีนี้จะเป็นขั้นตอนตบท้ายของไอ้สัตว์ประหลาดนั้น อย่างกับจะประกาศว่าต่อไปยังจะมีเหยื่ออีกมากมายและงานศพอีกหลายงานตามมา
ขณะที่เธอนั่งอยู่ หางตาก็เหลือบเห็นใครบางคนแอบเข้ามาในงานเงียบๆ ไปนั่งอยู่ตรงริมสุดของที่นั่งแถวสุดท้าย เธอหันไปมองน้อยๆเพื่อดูว่าใครกันที่มาถึงในระหว่างการดำเนินพิธี และเห็นผู้ชายคนหนึ่งแต่งชุดลำลองธรรมดา สวมหมวกเบสบอลดึงต่ำลงมาปิดตา ใจเธอเต้นรัว ตัวเขาดูใหญ่และแข็งแรงพอจะเป็นคนๆนั้นที่จัดการรวบตัวและจับเธอไว้ หน้าของเขาดูแข็ง ขบกรามไว้แน่น และเธอคิดว่าเขาหน้าเหมือนคนทำความผิดด้วย จะใช่ฆาตกรที่เธอกำลังตามหาตัวรึเปล่า?
ไรล์ลี่สำนึกได้ว่าเธอหายใจติดขัดจนแทบจะขาดอากาศหายใจ จึงหายใจเข้าออกอย่างช้าๆจนกระทั่งหายเวียนหัว เธอต้องระงับตัวเองไม่ให้พุ่งตรงไปจับตัวชายคนที่มาสาย พิธีใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วและเธอก็ไม่ควรขัดจังหวะและลบหลู่การระลึกถึงมารี เธอต้องรอ แต่ถ้าหากเป็นมันล่ะ?
แต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจ เมื่อจู่ๆเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปจากห้องเงียบๆ หรือมันจะเห็นเธอกันนะ?
ไรล์ลี่ลุกพรวดขึ้นและตามออกไปทันที รับรู้ว่าสายตาหลายคู่มองมาที่ความไม่สงบที่เธอเพิ่งก่อ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญตอนนี้
เธอวิ่งเหยาะๆผ่านห้องโถงรวมมุ่งตรงไปที่ทางออกด้านหน้า ขณะที่เธอกระชากประตูเปิดออกนั้น ก็เห็นชายคนนั้นเดินเร็วๆจากไปบนทางเท้า เธอคว้าปืนพกและเข้าชาร์จเขาทันที
“เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ” เธอตะโกน “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
ชายผู้นั้นม้วนตัวหันมาประจันหน้ากับเธอ
“นี่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ!” เธอย้ำ เป็นอีกครั้งที่รู้สึกเปลือยเปล่าโดยไม่มีตราประจำตัว “ยกมือขึ้นไว้ข้างหน้า”
ชายที่ประจันหน้ากับเธออยู่นั้นดูฉงนอย่างที่สุด
“บัตรประชาชน!” เธอออกคำสั่ง
มือของเขาสั่น – ไม่ว่าจะเพราะความกลัวหรือความไม่พอใจ ไรล์ลี่ไม่อาจคาดเดาได้ เขาส่งกระเป๋าสตางค์กับใบขับขี่ให้ และเมื่อเธออ่านผ่านๆตา เห็นมันบ่งบอกว่าเขาอาศัยอยู่ในวอชิงตันดีซี
“บัตรผมอยู่นี่” เขาบอก “แล้วไหนล่ะของคุณ?”
ความเด็ดขาดของเธอเริ่มจะเหือดหายไป เธอเคยเห็นหน้าชายคนนี้มาก่อนรึเปล่า? เธอเองก็ไม่แน่ใจ
“ผมเป็นทนาย” เขาบอก ยังคงสั่นสะท้าน “แล้วผมก็รู้ว่าผมมีสิทธิ์อะไรบ้าง คุณภาวนาให้ตัวเองมีเหตุผลที่ดีเถอะ ที่ชักปืนออกมาจ่อผม กลางถนนในเมืองแบบนี้”
“ดิฉันเจ้าหน้าที่พิเศษ ไรล์ลี่ เพจ” เธอบอกเขา “ฉันต้องการทราบว่าคุณมาทำอะไรที่งานศพ”
ชายคนนั้นมองเธออย่างพินิจกว่าเดิม
“ไรล์ลี่ เพจ?” เขาถาม “เจ้าหน้าที่คนที่ช่วยชีวิตเธอน่ะเหรอ?”
ไรล์ลี่พยักหน้า หน้าของชายหนุ่มห่อเหี่ยวลงทันที
“มารีเป็นเพื่อนผม” เขาบอก “หลายเดือนก่อน เราสนิทกัน แล้วเรื่องสะเทือนขวัญก็เกิดกับเธอ แล้ว…”
เขากลืนก้อนสะอื้น
“ผมขาดการติดต่อกับเธอไป เป็นความผิดของผมเอง เธอเป็นเพื่อนที่ดี และผมก็ไม่ได้ติดต่อเธอกลับ แล้วตอนนี้ผมก็ไม่มีโอกาสจะทำแบบนั้นแล้ว…”
เขาส่ายหน้า
“ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปแล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่ ผมแค่รู้สึกแย่กับมันมาก ยังไม่มีความกล้าพอจะอยู่จนจบพิธีศพ ผมต้องออกมาก่อน”
ชายคนนี้โดนความรู้สึกผิดกัดกินภายในใจ ไรล์ลี่รับรู้ได้และรู้สึกเจ็บปวด ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกับเหตุผลของเธอมาก
“ฉันเสียใจด้วย” ไรล์ลี่พูดอย่างนุ่มนวล เธอลดปืนลงอย่างห่อเหี่ยว “ฉันเสียใจด้วยจริงๆ ฉันจะต้องหาให้สารเลวที่ทำแบบนี้กับเธอให้เจอให้ได้”
ขณะที่เธอหันหลังเดินจากมา เธอได้ยินเสียงเขาตะโกนตามหลังมาอย่างงุนงง
“ผมนึกว่าเขาตายไปแล้วนี่?”
ไรล์ลี่ไม่ตอบ ปล่อยให้ชายหนุ่มผู้สูญเสียยืนอยู่บนทางเดินนั้น
เมื่อเธอเดินจากมา เธอรู้แล้วว่าเธอจะต้องไปที่ไหน ที่ๆไม่มีใครคนใดในโลก นอกจากมารี จะเข้าใจ
*
ไรล์ลี่ขับผ่านถนนในเมืองที่เปลี่ยนผ่านจากบ้านหรูหราในเมืองจอร์จทาวน์กลายเป็นย่านโกโรโกโสที่เมื่อก่อนเคยเป็นแหล่งพื้นที่อุตสาหกรรมที่เคยเฟื่องฟู ตึกรามบ้านช่องและร้านรวงถูกทิ้งร้าง ผู้คนที่อาศัยอยู่ยากจนแร้นแค้น ยิ่งเธอขับเข้าไปลึกเท่าไหร่ รอบตัวก็ยิ่งดูแย่ขึ้นไปเท่านั้น
เธอขับมาจอดตามแนวบล็อคที่มีแต่ตึกซ่อมซ่อเป็นแถวยาว เธอลงจากรถและแป๊บหนึ่งก็เจอกับสิ่งที่เธอมาตามหา
บ้านร้างสองหลังขนาบข้างพื้นที่ตรงกลางที่รกร้าง เมื่อไม่นานมานี้ เคยมีบ้านร้างสามหลังตั้งอยู่ตรงนี้ ปีเตอร์สันเคยบุกรุกและอาศัยอยู่ในบ้านตรงกลางโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้สถานที่เป็นแหล่งกบดานลับๆ ช่างเป็นบริเวณที่เพอร์เฟ็คสำหรับเขาเสียจริง อยู่ห่างไกลแยกออกจากสิ่งมีชีวิตอื่นจนไม่มีใครได้ยินเสียงที่ลอดออกมาจากใต้ถุนบ้าน
เวลานี้พื้นที่นั้นถูกไถราบเป็นหน้ากลอง หลักฐานทุกอย่างของตัวบ้านถูกรื้อถอนออกไปหมด หญ้าเริ่มจะขึ้นในบริเวณนั้น ไรล์ลี่พยายามจะนึกภาพว่ามันเคยหน้าตาเป็นอย่างไรตอนที่ยังมีบ้านอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอเคยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นสมัยที่บ้านยังคงอยู่เพียงแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นในเวลากลางคืนอีกด้วย
ขณะที่เธอเดินเข้าไปในบริเวณรกร้าง การระลึกถึงเรื่องเก่าๆก็เริ่มกลับมา…
ไรล์ลี่สะกดรอยตามเขามาตลอดทั้งวันล่วงเลยมาถึงกลางคืน บิลโดนเรียกตัวไปทำภารกิจฉุกเฉินอื่นและเธอก็ไม่ฉลาดที่ตัดสินใจมาตามรอยชายผู้นี้คนเดียว
เธอมองเขาเดินเข้าไปในบ้านเล็กทรุดโทรมที่มีแผ่นไม้ตอกปิดไว้ที่หน้าต่าง แค่เพียงไม่นาน เขาก็ออกไปข้างนอกอีก เขาเดินเท้าไปซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่ากำลังไปไหน
เธอคิดอยู่แว่บหนึ่งว่าจะโทรตามทีมสนับสนุนให้มาช่วย แต่ก็ตัดสินใจไม่โทร ชายผู้นั้นเดินหายตัวไปแล้ว และหากผู้เคราะห์ร้ายถูกจับขังไว้ภายในบ้านหลังนั้นจริง ไรล์ลี่ก็ไม่สามารถจะทิ้งเธอไว้ลำพังให้ต้องทนทรมานอีกแม้นาทีเดียว เธอเดินขึ้นไปบนเฉลียงหน้าบ้านและทำตัวลีบดันตัวเองเข้าไประหว่างกลางแผ่นไม้ที่กั้นทางเข้าประตูเพียงส่วนหนึ่ง
เธอเปิดไฟฉาย แสงไฟส่องกระทบให้เห็นถังแก๊สโพรเพนจำนวนอย่างน้อยก็หลายโหล ไม่น่าแปลกใจอะไร ทั้งเธอและบิลรู้ว่าผู้ต้องสงสัยหมกมุ่นกับไฟ
แล้วเธอก็ได้ยินเสียงขูดขีดอยู่ใต้แผ่นไม้กระดาน กับเสียงร้องให้เบาๆ…
ไรล์ลี่ยั้งการหลั่งไหลของความทรงจำไว้กลางคัน มองไปรอบตัว เธอมั่นใจ – มั่นใจอย่างไม่มีอะไรต้องสงสัย – ว่าบัดนี้เธอกำลังยืนอยู่บนจุดที่เธอทั้งเกลียดชังทั้งตามหา มันคือที่นี่ ตรงที่เธอและมารีโดนจับขังไว้ในช่องใต้พื้น ที่ทั้งมืดและโสมม
เหตุการณ์ที่เหลือมันยังสดๆอยู่ในความรู้สึกนึกคิด เธอโดนปีเตอร์สันจับตัวไว้ได้ตอนมาช่วยมารีให้หนีรอด มารีนั้นโดนโซซัดโซเซอย่างไร้สติสมประดีออกไปหลายไมล์ ตอนที่มีคนมาพบเธอ เธอไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้ตัวเธอถูกจับไปไว้ที่ไหน ไรล์ลี่จึงถูกทิ้งไว้ในความมืดให้หาทางเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง
เหมือนฝันร้ายที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ต้องถูกทารุณด้วยคบเพลิงของปีเตอร์สันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในที่สุดไรล์ลี่ก็หลุดออกมาได้ พอเธอเป็นอิสระ เธอทั้งอัดทั้งกระทืบปีเตอร์สันซะเกือบปางตาย ทุกหมัดที่พุ่งออกไปรู้สึกเหมือนความอัดอั้นได้รับการปลดปล่อย หลังจากที่เธอกลับมาคิดดูแล้ว บางทีหมัดพวกนั้น การแก้แค้นเล็กๆน้อยๆ มันคงทำให้เธอได้รับการเยียวยาได้ดีมากกว่ามารี
หลังจากนั้น ด้วยความบ้าคลั่งหน้ามืดจากความกลัวและความเหนื่อยล้า เธอเททิ้งถังแก๊สโพรเพนออกทุกถัง ระหว่างที่หนีออกมาเธอก็โยนไม้ขีดจุดไฟเข้าไปข้างใน แรงระเบิดกระแทกตัวเธอกระเด็นข้ามออกมาอยู่ไกลถึงถนนอีกฟากหนึ่ง ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อว่าเธอจะรอดมาได้
เหตุการณ์ระเบิดนั้นได้ผ่านมาสองเดือนแล้ว ไรล์ลี่หยุดยืนมองฝีมือของตัวเองไปรอบๆ – พื้นที่ร้างที่ไม่มีใครอาศัยอยู่และไม่มีวันที่ใครจะมาอาศัยอยู่เช่นกัน ภาพตรงหน้าช่างน่าประทับใจดูแล้วเหมือนสภาพชีวิตเธอตอนนี้ก็ไม่ปาน ดูๆไปก็เหมือนมันจะมาจนสุดทางแล้ว – อย่างน้อยก็สำหรับตัวเธอ
อาการวิงเวียนเริ่มจะกลับมาอีกแล้ว ทั้งๆที่ยังยืนอยู่บนพื้นหญ้าแต่เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังดิ่ง ดิ่งลง ดิ่งลงไป และล้มลงตรงสู่ปากเหวนรกที่อ้าแขนเปิดรอรับเธออยู่ ทั้งๆที่ยังสว่างคาตาอยู่อย่างนี้ โลกกลับดูดำมืด – มืดมิดกว่าที่เคยต้องเจอมาในกรงขังใต้พื้นบ้าน ก้นเหวนรกมันหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ เธอยังดิ่งลึกลงไปอยู่อย่างนั้น
ไรล์ลี่นึกถึงคำที่ เบ็ตตี้ ริชเตอร์ เคยพูดไว้ ถึงเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ว่าปีเตอร์สันจะตายไปแล้ว
ฉันบอกได้ประมาณ 99%
แต่ไอ้เจ้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้นมันทำให้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ดูไร้ความหมายและเป็นเรื่องเหลวไหล อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้ปีเตอร์สันจะตายไปแล้วจริงๆ มันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือ? ไรล์ลี่ยังจำคำพูดในโทรศัพท์วันที่มารีผูกคอตายวันนั้นได้
ไม่แน่ มันอาจเป็นผี ไรล์ลี่ ไม่แน่มันกลายเป็นผีจากที่เราระเบิดมัน คุณฆ่าตัวมันแต่ความชั่วร้ายของมันไม่ได้ตายไป
ใช่แล้วล่ะ นั่นเลย เธอต่อสู้ในศึกที่ยังไงก็แพ้มาตลอดทั้งชีวิต ไม่ว่ายังไง ความชั่วร้ายก็ครองโลก เหมือนกับที่มันครองที่นี่ ที่ๆเธอกับมารีต้องทุกข์ทรมาณแสนสาหัส มันเป็นบทเรียนที่เธอน่าจะเรียนรู้ตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนที่ไร้หนทางช่วยแม่ที่กำลังถูกฆาตกรรม การฆ่าตัวตายของมารียิ่งตอกย้ำบทเรียนนี้ขึ้นไปอีก ที่ช่วยชีวิตเธอให้รอดออกมาได้ก็ไร้ความหมายใดๆ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะช่วยเหลือใครแม้แต่ตัวเธอเอง ยังไงความชั่วร้ายก็มีชัยอยู่ดี เหมือนที่มารีบอกทางโทรศัพท์
คุณสู้กับผีไม่ได้หรอก ยอมแพ้ซะเถอะไรล์ลี่
แล้วยังมีมารี ที่กล้าหาญมากกว่าที่ตัวเธอเคยคิดไว้ ที่ในที่สุดก็จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองพร้อมกับอธิบายทางเลือกสุดท้ายด้วยคำง่ายๆเพียงห้าคำ
นี่เป็นหนทางเดียว
แต่การปลิดชีวิตตัวเองมันไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็นความขี้ขลาด
เสียงหนึ่งดังทะลุเข้ามาในความมืด
“คุณคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
ไรล์ลี่เงยหน้าขึ้นมอง
“อะไรนะคะ?”
แล้วจึงค่อยเห็นว่าตัวเองเข่าทรุดอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ร้าง น้ำตาไหลอาบแก้ม
“จะให้โทรตามใครให้มั้ยคะ” เสียงนั้นถามมาอีก เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหยุดยืนอยู่บนทางเท้าใกล้ๆ หญิงชราแต่งตัวปอนด์ๆอีกคนหนึ่งยืนมองอย่างเป็นห่วง
ไรล์ลี่จัดการกับสติของตัวเองแล้วลุกยืนขึ้น เห็นดังนั้นหญิงคนนั้นจึงเดินออกไป เธอยืนอยู่อย่างนั้นไม่ขยับเขยื้อน ถ้าเธอยังจบความสั่นสะพรึงนี้ของตัวเองไม่ได้ เธอรู้แล้วว่าทางไหนที่จะทำให้เธอไม่ต้องรู้สึกอะไรอีก ไม่ใช่ความกล้าหาญ ไม่ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่ไรล์ลี่ก็หาได้แคร์ไม่แล้ว เธอจะไม่ต่อต้านมันอีกแล้ว ว่าแล้วจึงเดินไปขึ้นรถและขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน
บทที่ 27
ด้วยมือที่ยังสั่นเทา ไรล์ลี่เอื้อมไปหยิบขวดวอดก้าที่เธอแอบไว้จากในตู้คาบิเนต ขวดที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่แตะอีก บิดปากขวดเปิดออกพร้อมกับพยายามจะเทลงแก้วอย่างเบาที่สุดเพื่อไม่ให้เอพริลได้ยิน ด้วยสีที่เกือบจะเหมือนน้ำเปล่า เธอหวังว่าจะเอาออกไปดื่มได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องโกหกใคร เธอเองก็ไม่อยากจะโกหกใครเหมือนกัน แต่ขวดเจ้ากรรมก็ดันไหลโครกครากไม่เกรงใจใคร
“เกิดอะไรขึ้นคะแม่?” เอพริลถามมาจากโต๊ะกินข้าวด้านหลังเธอ
“ไม่มีอะไรนี่” ไรล์ลี่ตอบ
เธอได้ยินเสียงเอพริลฮึ่มฮั่มนิดหน่อย บอกได้เลยว่าลูกสาวเธอน่ะรู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ แต่ไม่มีทางซะหรอกที่จะให้เทวอดก้ากลับลงขวดไป เธอเองก็อยากสาดมันทิ้งนะ เธออยากจะทำอย่างนั้นจริงๆ สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการจะทำก็คือการดื่มเหล้านี่แหละ โดยเฉพาะต่อหน้าเอพริล แต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกต่ำเตี้ยเรี่ยดินอะไรอย่างนี้มาก่อน สั่นสะท้านไปหมด รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งโลกกำลังรวมหัวกันกลั่นแกล้ง แล้วเธอก็ต้องการจะดื่มย้อมใจ
ไรล์ลี่แอบดันขวดวอดก้ากลับเข้าไปในตู้คาบิเนต แล้วจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวในมือก็ถือแก้ว เธอกระดกอึกใหญ่ ความแรงมันบาดคออย่างสาสมใจ เอพริลจ้องอยู่ครู่หนึ่ง
“นั่นมันวอดก้าใช่มั้ยแม่?” เธอถาม
ไรล์ลี่ไม่ตอบ รู้สึกผิดขึ้นมา เอพริลสมควรได้รับสิ่งนี้แล้วเหรอ? เธอทิ้งลูกไว้ที่บ้านทั้งวัน โทรกลับมาเช็คบ้างเป็นบางครั้ง ลูกสาวเธอก็รับผิดชอบดีไม่มีหาเรื่องสร้างเรื่องให้ปวดหัว แล้วตอนนี้กลับเป็นตัวเธอเองที่ทำอะไรหลบๆซ่อนๆและเลินเล่อ
“แม่ทำเป็นโมโหตอนหนูสูบกัญชา” เอพริลพูดบ้าง
ไรล์ลี่ยังคงปิดปากเงียบ
“ตอนนี้เป็นเวลาที่แม่ควรจะบอกหนูนะ ว่ามันไม่เหมือนกัน” เอพริลบอก
“มัน ไม่ เหมือนกัน” ไรล์ลี่พูดอย่างเหนื่อยอ่อน
เอพริลตาขวาง
“ยังไง?”
ไรล์ลี่ถอนใจ รู้ว่าลูกพูดไม่ผิด และตัวเองเริ่มรู้สึกละอาย
“กัญชามันผิดกฎหมาย” เธอว่า “แต่ไอ้นี่ไม่ แล้วก็ – ”
“แล้วแม่ก็เป็นผู้ใหญ่ แต่หนูเป็นเด็ก ใช่มั้ย”
ไรล์ลี่ไม่ตอบ แน่นอนนั่นละใช่เลย คือสิ่งที่เธอกำลังอ้าปากจะพูด แน่ล่ะ เธอรู้ว่ามันสองมาตรฐานและไม่ถูกต้อง
“แม่ไม่อยากเถียงด้วย” ไรล์ลี่ตอบ
“แม่จะเริ่มกลับไปทำอะไรแบบนี้อีกจริงๆเหรอ” เอพริลถาม “แม่ดื่มเหล้าไปตั้งเยอะตอนที่กำลังเจอปัญหา – ที่แม่ไม่เคยบอกหนูด้วยซ้ำว่าปัญหามันเรื่องอะไร”
เธอรู้สึกเหมือนกำลังขบกรามแน่น เป็นเพราะความโกรธอยู่รึเปล่า? เธอจะไปโกรธเอพริลเรื่องอะไร – อย่างน้อยก็ในตอนนี้
“มีบางเรื่องที่แม่บอกลูกไม่ได้จริงๆ” ไรล์ลี่บอก
เอพริลกลอกตาไปมา
“พระเจ้า แม่ ทำไมจะบอกหนูไม่ได้? หนูหมายถึงว่า หนูจะมีวันเป็นผู้ใหญ่พอที่แม่จะยอมบอกความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่แม่ทำอยู่บ้างรึเปล่า มันไม่มีทางจะแย่ไปกว่าที่หนูคิดไว้หรอก เชื่อเถอะ หนูคิดไว้เยอะเลย”
เอพริลลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินกระแทกเท้าไปที่ตู้คาบิเนต ดึงขวดวอดก้าออกมาเทใส่แก้วให้ตัวเอง
“อย่าทำอย่างนั้น เอพริล” ไรล์ลี่บอกเสียงอ่อน
“แม่จะห้ามหนูได้ยังไง”
ไรล์ลี่ยืนขึ้นแล้วหยิบขวดออกจากมือเอพริลอย่างแผ่วเบา แล้วเธอก็กลับมานั่งต่อพร้อมกับเทวอดก้าในแก้วของเอพริลลงมารวมในแก้วตัวเอง
“กินข้าวให้หมดก็พอ โอเคมั้ย” ไรล์ลี่บอก
เอพริลเริ่มจะน้ำตาไหลแล้วตอนนี้
“แม่ หนูอยากให้แม่เห็นสภาพตัวเองจริงๆ” เธอพูดขึ้น “บางทีอาจจะทำให้แม่เข้าใจว่ามันทำให้หนูเสียใจยังไงที่เห็นแม่ในสภาพแบบนี้ และหนูเสียใจยังไงที่แม่ไม่เคยบอกอะไรเลย หนูเสียใจมาก”
ไรล์ลี่พยายามจะพูดแต่เธอกลับพูดอะไรไม่ออกเลย
“หาคนคุยด้วยเถอะนะแม่” เอพริลขอร้อง เริ่มสะอื้นไห้ “ถ้าไม่คุยกับหนู ก็หาใครก็ได้คุยด้วย มันต้องมีซักคนสิที่ไว้ใจได้”
เอพริลหนีเข้าไปในห้องนอนของเธอและกระแทกประตูปิดตามหลัง
ไรล์ลี่ฟุบหน้าลงกับมือทั้งสองข้าง ทำไมเธอถึงล้มเหลวซ้ำๆแบบนี้กับเอพริลกันนะ? ทำไมเธอถึงเก็บส่วนแย่ๆของชีวิตไม่ให้ลูกเห็นไม่ได้?
เธอสะอื้นตัวโยน โลกมันหมุนติ้วอย่างไร้การควบคุมแล้ว เธอไม่สามารถจะคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลได้เลย
เธอนั่งอยู่ตรงนั้นจนน้ำตาแห้ง
หยิบทั้งขวดทั้งแก้วไว้กับตัว แล้วเดินไปนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เธอกดเปิดทีวีแล้วก็ดูช่องแรกที่เปิดเจอ ไม่รู้อะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังหรือละครเรื่องอะไรก็ได้ที่เปิดขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่เธอแคร์ เธอเพียงแต่นั่งอยู่อย่างนั้นจ้องไปที่รูปถ่ายด้วยสายตาว่างเปล่าและปล่อยให้เสียงจากทีวีดังคลุมทั่วห้อง
แต่เธอก็หยุดภาพที่หลั่งไหลเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดไม่ได้ ภาพของเหยื่อผู้หญิงทั้งหลายที่โดนสังหาร แสงจ้าแสบตาที่กำลังพุ่งมาหาเธอจากคบเพลิงของปีเตอร์สัน หน้าของมารีตอนเธอตาย – ทั้งตอนที่ห้อยต่องแต่งจากโคมไฟและตอนที่นอนอยู่ในท่าสวยงามในโลงศพ
อารมณ์ใหม่กำลังไต่ขึ้นมาตามเส้นประสาทของเธอ – อารมณ์ที่เธอเกลียดมากกว่าสิ่งใด มันคือความหวาดกลัว
เธอกลัวปีเตอร์สัน สัมผัสได้ถึงแรงแค้นของมันรอบตัวเธอ ไม่ใช่สิ่งสำคัญว่ามันจะยังอยู่หรือตายไปแล้ว มันคร่าชีวิตมารีไป และไรล์ลี่ก็สลัดความคิดว่าเธอคือเหยื่อรายต่อไปไม่หลุด
แล้วเธอก็ยังกลัวขุมนรกที่เธอกำลังดิ่งลงไปในเวลานี้ อาจจะมากกว่าที่กลัวปีเตอร์สันด้วยซ้ำ สองอย่างนี้มันเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า? ไม่ใช่ปีเตอร์สันหรอกเหรอที่ทำให้เธอเหมือนตกนรกทั้งเป็น นี่ไม่ใช่ตัวเธอที่เธอเคยรู้จักเลย หรือว่าโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญมันไม่มีวันจะรักษาหาย
ไรล์ลี่ลืมวันลืมคืนไปเลย ทั่วสรรพางร่างกายนั้นปวดเมื่อยไปหมดจากความกลัวสารพัดอย่าง เธอกระดกแก้วเข้าปากอย่างมั่นเหมาะ หากแต่ว่า แม้แต่วอดก้าก็ยังเอาไม่อยู่
สุดท้ายแล้วเธอจึงเดินเข้าห้องน้ำไปควานหายาในตู้คาบิเนตและก็เจอสิ่งที่ค้นหา ด้วยมือสั่นเทาเธอหยิบยาระงับประสาทออกมา วิธีที่ถูกควรจะต้องรับประทานเพียงเม็ดเดียวก่อนนอน และไม่ให้รับประทานพร้อมกับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์
แต่ด้วยมือที่ยังสั่นอยู่นั้น เธอหยิบกินเข้าไปสองเม็ด
ไรล์ลี่กลับไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น จ้องไปที่ทีวีเหมือนเดิม กำลังรอให้ยาออกฤทธิ์แต่มันก็ดูจะไม่ได้ผล
ความตื่นตระหนกเข้ามาจับที่ขั้วหัวใจ
ห้องเริ่มหมุนเคว้งอีกแล้วในเวลานี้ ทำให้เธอมึนจนอยากอาเจียน เธอปิดเปลือกตาลงและยืดตัวลงนอนบนโซฟา ความวิงเวียนค่อยหายไป แต่ความมืดมิดกลับเข้ามาแทนที่
มันยังจะแย่ไปได้อีกมากแค่ไหนกัน? เธอถามตัวเอง
รู้ได้ทันทีว่าเป็นคำถามที่โง่มาก เรื่องมันทั้งแย่ แย่ลง และแย่มากสำหรับเธอ มันคงไม่มีวันจะดีขึ้นมาหรอก เหวนรกมันไม่มีก้นบึ้ง เธอทำได้เพียงอย่างเดียวคือยอมสิโรราบให้กับความท้อแท้สิ้นหวังและปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงไป
ฤทธิ์น้ำเมาทำให้เธอคอพับไป ทุกอย่างมืดมิด เธอไม่รู้สึกตัวแล้ว และกำลังเข้าสู่ความฝัน
เป็นอีกครั้งที่แสงไฟสีขาวจากคบเพลิงแก๊สโพรเพนสาดส่องเข้ามาท่ามกลางความมืด เธอได้ยินเสียงใครคนหนึ่ง
“มาเร็ว ตามฉันมา”
ไม่ใช่เสียงของปีเตอร์สัน แต่มันคุ้นมาก – คุ้นมากเลยทีเดียว หรือจะมีคนมาช่วยเธอแล้ว? เธอลุกขึ้นยืนและเดินตามใครก็ไม่รู้ที่ถือคบเพลิงไป
แต่แล้วเธอก็ต้องขวัญกระเจิง คบเพลิงส่องผ่านศพแล้วศพเล่าระหว่างทางที่เดินไป – ศพแรก มาร์กาเร็ต เจอราตี้, แล้วก็ เอลีน โรเจอร์ส, และ รีบ้า ฟราย, และ ซินดี้ แมคคินน่อน – ทั้งหมดอยู่ในสภาพล่อนจ้อนเปลือยเปล่าและขาแหกออกอย่างน่าสยดสยอง สุดท้ายแสงสาดลงมาบนศพของมารี ห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ หน้าบิดเบี้ยวอย่างหลอนประสาท
ไรล์ลี่ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง
“สาวน้อย เธอทำซะเรื่องพังพินาศไปหมด”
ไรล์ลี่หันไปมองตามเสียง ในแววตาที่ถลึงมองอย่างเกลียดชัง เธอเห็นแล้วว่าใครกันที่กำลังถือคบเพลิงอันนั้น
ไม่ใช่ปีเตอร์สัน แต่เป็นพ่อของเธอเอง ใส่เครื่องแบบนาวาเอกเต็มยศ เธอรู้สึกแปลกใจ พ่อของเธอปลดประจำการมาตั้งหลายปีแล้วนี่ และเธอก็ไม่ได้เจอหรือคุยกับเขามาสองปีกว่าแล้วด้วย
“พ่อเห็นอะไรแย่ๆมาเยอะใน ‘เวียดนาม’” เขาพูดพลางส่ายหัว “แต่นี่เห็นแล้วชวนคลื่นไส้สุดๆ ถูกแล้วไรล์ลี่ เธอทำซะพินาศไปหมด แต่พ่อทำใจมานานแล้วว่าคาดหวังอะไรกับเธอไม่ได้”
เขาส่ายคบเพลิงไปมาเพื่อให้แสงมันส่องไปกระทบกับศพสุดท้าย ศพของแม่เธอนั่นเอง ตายอย่างอนาถมีเลือดนองออกจากแผลกระสุนปืน
“ไม่ต่างอะไรกับเธอลงมือยิงแม่ด้วยตัวเอง จากแต่ละเรื่องที่ทำไว้” พ่อของเธอกล่าวหา
“ตอนนั้นหนูยังเป็นเด็กนะพ่อ” เธอปล่อยโฮออกมา
“พ่อไม่อยากได้ยินข้ออ้างร้อยแปดของเธอแล้ว” พ่อเธอตะคอกกลับมา “เธอไม่เคยจะทำให้เราภาคภูมิใจหรือมีความสุขเลย รู้ตัวรึเปล่า? ไม่เคยช่วยอะไรใครได้ แม้แต่ตัวเอง”
แล้วเขาก็ดับคบเพลิง ไฟมอดไปแล้วและไรล์ลี่ก็กลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ไรล์ลี่เปิดเปลือกตาขึ้น เป็นเวลาดึกแล้วมีเพียงแสงจากทีวีสว่างอยู่ภายในห้องนั่งเล่น เธอยังจำภาพฝันนั้นได้ติดตา คำพูดของพ่อยังคงก้องในโสตประสาท
เธอไม่เคยจะทำให้เราภาคภูมิใจหรือมีความสุขเลย
จริงหรือเปล่า? นี่เธอทำให้ทุกคนผิดหวังขนาดนั้นเลยหรือ – แม้แต่กับคนที่เธอรักที่สุดอย่างนั้นหรือ?
ไม่เคยช่วยอะไรใครได้ แม้แต่ตัวเอง
สมองพร่ามัวไปหมดและเธอก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว บางทีเธอคงไม่มีปัญญาทำให้ทุกคนมีความสุข บางทีเธออาจไม่เคยรักใครจริง บางทีเธออาจไม่มีปัญญาไปรักใครได้
ในความหมดอาลัยตายอยากถึงขีดสุด ซวนเซไปหาที่เกาะยึด ไรล์ลี่นึกถึงคำพูดของเอพริล
หาคนคุยด้วยเถอะนะแม่ ใครสักคนที่ไว้ใจได้
ในอาการสลึมสลือจากความเมา คิดอะไรไม่รอบคอบ ไรล์ลี่กดเบอร์หนึ่งลงไปบนมือถือแทบจะอัตโนมัติ เพียงไม่นาน เสียงบิลก็ลอดผ่านมาตามสาย
“ไรล์ลี่เหรอ” เขาถามเสียงงัวเงีย “รู้รึเปล่าเนี่ยว่ากี่โมงแล้ว”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ไรล์ลี่ตอบเสียงอ้อแอ้
เธอได้ยินเสียงผู้หญิงถามเสียงงัวเงีย “ใครน่ะบิล”
บิลหันไปพูดกับภรรยา “ขอโทษนะ แต่ผมต้องรับสายนี้”
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาและเสียงปิดประตู เดาว่าเขาคงเดินออกไปหามุมคุยเป็นส่วนตัว
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เขาถาม
“ฉันก็ไม่รู้ บิล แต่ว่า –”
ไรล์ลี่หยุดชะงักไป รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะพูดในสิ่งที่จะต้องมาเสียใจภายหลัง – หรืออาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต แต่เธอก็หักห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกแล้ว
“บิล คุณคิดว่าจะออกมาเจอฉันสักแป๊บนึงได้มั้ย”
เขาครางอย่างงุนงง
“คุณพูดอะไรเนี่ย”
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้าลึก เธอพูดอะไรออกไปนี่? รู้สึกจัดการกับความคิดตัวเองไม่ได้ แต่เธอก็รู้ว่าเธออยากจะเจอบิล เป็นสัญชาตญาณดิบความต้องการที่เธอไม่อาจควบคุมได้
ด้วยสติสัมปชัญญะที่เหลือน้อยเต็มที เธอรู้ว่าควรจะกล่าวคำขอโทษและวางสายเสีย แต่ความกลัว ความเหงา และความสิ้นหวังมีอิทธิพลเกินกว่าจะควบคุมได้ เธอโถมต่อไปข้างหน้า
“ฉันหมายถึง…” พูดต่อด้วยเสียงอ้อแอ้ พยายามคิดหาเหตุผล “แค่คุณกับฉัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันหน่อย”
มีแต่ความเงียบกลับมาจากปลายสาย
“ไรล์ลี่ นี่มันกลางดึกนะ” เขาตอบ “คุณหมายความว่าอะไร ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน?” เขาถามเสียงเริ่มหงุดหงิด
“ฉันหมายถึง…” เธอเริ่มพูด.. คิดหาเหตุผล.. อยากจะหยุดปากตัวเองไว้.. แต่ก็ไม่เป็นผล “ฉันหมายถึง…ฉันคิดถึงคุณ บิล ไม่ใช่แค่เวลาทำงาน คุณไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ?”
ไรล์ลี่รู้สึกแย่เหมือนโดนหินทับทันทีที่พูดจบ มันผิด แล้วมันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้
บิลถอนใจอย่างขืนๆ
“คุณเมามากแล้วไรล์ลี่” เขาบอก “ผมจะไม่ไปเจอคุณที่ไหนทั้งนั้น คุณเองก็จะไม่ขับรถไปไหนทั้งนั้นเหมือนกัน ผมมีชีวิตครอบครัวที่ผมพยายามประคับประคองอยู่ และคุณเอง…คุณเองก็มีปัญหาของคุณ เรียกสติตัวเองกลับมาได้แล้ว หาเวลานอนพักผ่อนบ้าง”
บิลตัดสายทิ้งอย่างห้วนๆ ในอึดใจหนึ่ง ความเป็นจริงดูเหมือนจะลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แต่แล้วเธอก็สำนึกได้ ความเลวร้ายเห็นเด่นชัด
“นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย?” เธอร้องไห้คร่ำครวญออกมาเสียงดัง
ในเวลาเพียงชั่ววูบ เธอโยนความสัมพันธ์ที่สร้างมาสิบปีทิ้งไป เพื่อนที่ดีที่สุด คู่หูคนเดียวของเธอ และคงเป็นความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว
เธอเคยแน่ใจเหลือเกินว่าเหวนรกที่เธอดำดิ่งลงไปมันไม่มีก้นบึ้ง แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอคิดผิด เธอเพิ่งจะกระแทกก้นบึ้งแตกกระจายไปเมื่อกี๊นี้เอง ถึงกระนั้น เธอยังคงดิ่งลึกลงไป ไม่รู้ว่าจะมีวันลุกขึ้นยืนกลับมาได้อีกเหมือนเดิมหรือเปล่า
เธอเอื้อมไปหยิบขวดวอดก้าบนโต๊ะกาแฟ – ไม่รู้ว่าจะกระดกส่วนที่เหลือลงคอไปดีหรือจะเททิ้งดี แต่ตาและมือของเธอมันไม่สัมพันธ์กันแล้ว เธอควบคุมมันไม่ได้
ห้องทั้งห้องหมุนติ้ว เสียงชนโครมดังขึ้นมาแล้วทุกอย่างก็ดับมืดไป
บทที่ 28
ไรล์ลี่ลืมตาขึ้นแล้วหรี่ตาลงยกมือขึ้นมาบังแสงไว้ไม่ให้เข้าตา หัวของเธอยังปวดเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ปากก็แห้ง แสงสว่างยามเช้าจากหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามาทั้งแสบตาและทุกข์ทรมาน ย้ำเตือนเธอถึงแสงไฟสีขาวไม่ต่างกันจากคบเพลิงของปีเตอร์สัน
เธอได้ยินเสียงเอพริลพูดว่า “เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะแม่”
แล้วก็มีเสียงก็อกแก็กอะไรสักอย่างพร้อมกับที่แสงจ้านั้นหายไป เธอเปิดตาขึ้น
มองเห็นว่าเอพริลนั้นเพิ่งจะเดินไปหมุนปิดมู่ลี่ ไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาโดยตรง แล้วจึงเดินมาที่โซฟานั่งลงข้างๆตรงที่ไรล์ลี่นอนแผ่หราอยู่ สาวน้อยหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาส่งให้เธอ
“ระวังนะ มันร้อน” เอพริลเตือน
ห้องยังหมุนติ้วอยู่ในหัวของไรล์ลี่ เธอค่อยลุกขึ้นนั่งช้าๆและเอื้อมไปหยิบถ้วยขึ้นมาอย่างระมัดระวังพร้อมยกขึ้นจิบอึกเล็กๆ กาแฟร้อนลวกทั้งปากและปลายนิ้วของเธอ แต่ก็ยังประคองแก้วไว้ได้ เธอยกขึ้นจิบอีกอึกหนึ่ง อย่างน้อยความเจ็บปวดก็ทำให้รู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เอพริลมองออกไปในความว่างเปล่า
“แม่อยากจะกินข้าวเช้ารึเปล่า” เอพริลถามด้วยเสียงห่างเหิน
“ไว้ทีหลังแล้วกัน” ไรล์ลี่ตอบ “เดี๋ยวแม่ทำเอง”
เอพริลยิ้มมุมปากปนความเศร้าน้อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสาวน้อยจะเห็นว่าไรล์ลี่ไม่อยู่ในสภาพจะทำอะไรได้หรอก
“ไม่ต้อง เดี๋ยวหนูทำเอง” เอพริลบอก “แค่บอกมาละกันว่าแม่อยากจะกินตอนไหน”
ทั้งคู่เงียบไป เอพริลยังคงมองไปทางอื่น ความอดสูกัดแทะในจิตใจของไรล์ลี่ เธอจำได้ลางๆว่ากดโทรไปหาบิลและพูดอะไรออกไปเมื่อคืนนี้ และยังมีความคิดสุดท้ายก่อนเธอหมดสติไป – ความรู้สึกที่ว่าเธอตกลงไปกระแทกก้นเหวแล้ว และตอนนี้ที่แย่หนักกว่าเดิมคือลูกสาวเธอต้องมาเห็นสภาพเธอพังยับแบบนี้
เอพริลถามขึ้นด้วยเสียงที่ยังฟังดูห่างเหิน “แม่มีแผนจะทำอะไรบ้างวันนี้”
มันเป็นคำถามที่แปลกแต่ก็เป็นคำถามที่ดี ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องมีแผน หากจุดนี้คือก้นเหวแล้วล่ะก็ เธอต้องเริ่มดึงตัวเองขึ้นไปได้แล้ว
เธอนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของพ่อในความฝัน ขณะที่คิดนั้นก็ตระหนักได้ว่าถึงเวลาแล้วที่เธอควรเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายในใจของเธอบ้าง
พ่อของเธอเอง อิทธิพลมืดในชีวิตของเธอ คนที่อยู่ในมโนสำนึกเสมอมา คนที่เธอรู้สึกว่าเป็นพลังขับเคลื่อนของความมืดมิดที่เกาะกุมชีวิตเธอมาโดยตลอด น่าประหลาดที่กลับเป็นเขาคนเดียวที่เธอควรต้องไปหา ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัญชาตญาณที่ใฝ่หาความรักจากพ่อ หรือจะเป็นความต้องการเผชิญหน้ากับอิทธิพลมืดในชีวิต หรือความต้องการจะหลุดพ้นจากการหลอกหลอนของฝันร้าย เธอเองก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ความต้องการนี้ท่วมท้นนัก
“หนูว่าจะขับรถไปเยี่ยมคุณตา” เอพริลบอก
“คุณตาเหรอ?” เธอถามอย่างตกใจ “หนูไม่ได้พบคุณตามาตั้งนานแล้ว จะไปเจอทำไม?”
“หนูว่าคุณตาเกลียดหนู” เอพริลสารภาพ
“แม่ว่าไม่ใช่หรอก” ไรล์ลี่บอก “คุณตามัวแต่เกลียดแม่ต่างหาก”
ทั้งสองเงียบไปอีก เธอรู้สึกเหมือนลูกสาวกำลังตัดสินใจแน่วแน่กับอะไรสักอย่าง
“หนูอยากให้แม่รู้ไว้” เอพริลพูดขึ้น “หนูเทวอดก้าทิ้งไปหมดแล้ว มันเหลือไม่เยอะเท่าไหร่ หนูเทวิสกี้ที่แม่ซ่อนไว้ในตู้ทิ้งไปแล้วด้วยเหมือนกัน ขอโทษค่ะ หนูรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของเด็ก หนูไม่น่าจะทำแบบนั้น”
น้ำตาเอ่อล้นในดวงตา นี่เป็นการกระทำที่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบที่สุดของเอพริลที่เธอเคยรู้มา”
“ไม่หรอก ลูกทำถูกแล้ว” ไรล์ลี่ปลอบ “หนูทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ขอบใจนะลูก แม่ขอโทษที่จัดการตัวเองไม่ได้”
ไรล์ลี่เช็ดน้ำตาและตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
“แม่ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันหน้ามาคุยกัน” เธอบอกเอพริล “แม่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่แม่จะบอกสิ่งที่หนูอยากให้แม่บอกหนู” เธอถอนหายใจ “แต่มันไม่ใช่เรื่องดีนักหรอกนะ”
เอพริลหันหน้ามามองเธอในที่สุด สายตาฉายแววระยิบระยับเต็มไปด้วยความหวัง
“หนูหวังว่าแม่จะบอกจริงๆ” เธอตอบ
ไรล์ลี่สูดลมหายใจยาวเข้าปอด สูดเข้าไปลึก
“เมื่อหลายเดือนก่อน แม่กำลังทำคดีนึงอยู่” เธอเริ่มเล่า ความสบายใจโอบล้อมขณะที่เธอเริ่มเล่าให้เอพริลฟังเกี่ยวกับคดีของปีเตอร์สัน รู้สึกว่าเธอผัดผ่อนเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว
“แม่ชะล่าใจไปหน่อย” เธอเล่าต่อ “ขณะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แม่เหลืออยู่ตัวคนเดียวแต่ก็ไม่อยากปล่อยโอกาสหลุดมือไป แม่ไม่ได้โทรตามทีมช่วยเหลือ คิดว่าแม่คงจัดการด้วยตัวเองได้”
“แม่ก็เป็นอย่างนี้ตลอด พยายามจัดการทุกอย่างเองโดยไม่มีหนูด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะบอกอะไรหนูด้วย” เอพริลขัดจังหวะ
“ลูกพูดถูก”
ไรล์ลี่รวบรวมความกล้า
“แม่ช่วยมารีหนีรอดออกมาได้”
เธอลังเลว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ แต่แล้วก็เดินหน้าไม่ถอย ได้ยินเสียงตัวเองที่กำลังเปล่งออกไปอย่างสั่นเครือ
“แม่โดนจับได้” เธอเล่าต่อ “มันจับแม่ขังไว้ในกรง มีคบเพลิงไฟ”
เธอสติแตกร้องไห้ออกมา ความหวาดผวาต่างๆที่เธอเก็บกดมันเอาไว้พรั่งพรูออกมาให้เห็น เธออายลูกมากแต่ก็หยุดมันเอาไว้ไม่ได้
แต่แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจ เอพริลวางมือลงบนบ่าของเธอเป็นการปลอบโยนและเธอได้ยินเสียงลูกร้องไห้ไปกับเธอด้วย
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะแม่” เธอปลอบ
“พวกเขาหาแม่ไม่พบ” ไรล์ลี่เล่าไปสะอื้นไป “พวกเขาไม่รู้ว่าต้องไปตามหาที่ไหน เป็นความผิดของแม่เอง”
“แม่ ไม่ใช่ความผิดของแม่ซะหน่อย” เอพริลปลอบใจ
ไรล์ลี่ปาดน้ำตาทิ้ง พยายามควบคุมสติตัวเอง
“ในที่สุด แม่หนีรอดออกมาในที่สุด แม่ระเบิดที่นั่นเป็นจุล พวกเขาบอกว่าผู้ชายคนนั้นตายแล้ว มันไม่สามารถทำอะไรแม่ได้แล้ว
ความเงียบปกคลุมการสนทนา
“มันตายจริงรึเปล่าคะ” เอพริลถาม
ไรล์ลี่อยากเป็นที่สุดอยากจะตอบลูกว่าใช่ เพื่อให้ความเชื่อมั่นกับลูก แต่กลับทำแบบนั้นไม่ได้ ได้แต่พูดออกไปว่า
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ความเงียบมันจะเพิ่มดีกรีสงัดยิ่งกว่าเก่า
“แม่” เอพริลเรียกด้วยน้ำเสียงใหม่ เสียงของความเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจในแบบที่ไรล์ลี่ไม่เคยได้ยินมาก่อน “แม่ช่วยชีวิตคนไว้ตั้งหนึ่งคน แม่ควรจะภูมิใจในตัวเองนะ”
เธอส่ายหน้าช้าๆรู้สึกแย่มาก
“ทำไมเหรอ?” เอพริลถาม
“งานศพเมื่อวานที่แม่ไป” ไรล์ลี่ต่อประโยคจนจบ “เป็นงานศพของเธอ ของมารี”
“เธอตายแล้วเหรอ!?” เอพริลถาม ช็อค
ไรล์ลี่ได้แต่พยักหน้า
“ตายได้ยังไง?”
ไรล์ลี่ลังเล ไม่อยากพูดถึงมันอีกแต่ก็ไม่มีทางเลือก เธอติดค้างความจริงเรื่องนี้กับลูกและเธอก็พอกันทีกับการปิดบัง
“เธอฆ่าตัวตาย”
ได้ยินเสียงเอพริลครางออกมา
“โถ่ แม่” เธอพูดพลางร้องไห้ “หนูขอโทษ หนูขอโทษจริงๆ”
ทั้งสองร้องไห้ด้วยกันอยู่เป็นนาน นานจนกระทั่งพวกเขากลับมานิ่ง ทั้งคู่นิ่งเงียบ
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้า โน้มตัวลงมาและยิ้มให้เอพริล ปัดผมออกจากแก้มเปียกๆของเธอด้วยความรัก
“ลูกต้องทำความเข้าใจว่าบางทีบางอย่างแม่ก็ไม่สามารถจะบอกหนูได้” ไรล์ลี่พูด “ถ้าไม่เพราะแม่บอกใครไม่ได้ ก็เพราะมันจะเป็นอันตรายถ้าหนูรู้ หรือบางทีก็เพราะแม่ไม่คิดว่าหนูควรจะเก็บมาใส่ใจ แม่ต้องเรียนรู้วิธีการเป็นแม่คนนะ”
“แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้” เอพริลแย้ง “แม่น่าจะบอกหนู ยังไงแม่ก็เป็นแม่ของหนูนะ หนูจะไปรู้ได้ยังไงว่าแม่ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง หนูโตพอแล้ว หนูเข้าใจได้แน่”
ไรล์ลี่ถอนหายใจ
“แม่แค่คิดว่าหนูมีเรื่องให้ต้องคิดเยอะพออยู่แล้ว โดยเฉพาะที่แม่กับพ่อเลิกกัน”
“พ่อกับแม่เลิกกันมันไม่ได้แย่เท่ากับที่แม่ไม่เคยบอกอะไร” เอพริลโต้ “พ่อก็ไม่เคยสนใจอะไรหนู ยกเว้นเวลาที่จะสั่งอะไร แต่แม่ – มันเหมือนอยู่ดีๆแม่ก็ไม่อยู่ข้างๆหนูแล้ว”
ไรล์ลี่จับมือลูกสาวมาบีบไว้แน่น
“แม่ขอโทษนะ” ไรล์ลี่บอก “สำหรับทุกอย่าง”
เอพริลพยักหน้า
“หนูก็ขอโทษเหมือนกัน” เธอตอบ
ทั้งสองกอดกันกลม เธอรับรู้เมื่อน้ำตาของลูกหยดแหมะลงบนต้นคอของเธอ ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเสียใหม่ เธอปฏิญาณตนว่าจะต้องทำทุกอย่างให้ดีขึ้น เมื่อคดีนี้จบลง เธอจะทำหน้าที่แม่ในแบบที่เธอต้องการจะเป็นมาเสมอ
บทที่ 29
ไรล์ลี่ขับรถอย่างหวั่นๆไปยังสถานที่แห่งความทรงจำในวัยเด็ก เธอไม่รู้ว่าเธอคาดหวังจะเจอกับอะไรที่นั่น รู้เพียงแต่ว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ – เพื่อตัวเธอเอง ยังไงก็แล้วแต่ เธอเตรียมใจไว้แล้วที่จะมาเจอพ่อ เพราะรู้ดีว่ายังไงก็จำเป็นต้องมาเผชิญหน้ากัน
ที่ลาดยาวลงไปด้านล่างคือแนวเทือกเขาแอปพาเลเชีย ซึ่งห่างไกลออกไปทางด้านใต้จากจุดของคดีล่าสุดที่เธอสืบสวนอยู่ การมาในทริปนี้เป็นเหมือนยาสมานใจเธออยู่ส่วนหนึ่ง หน้าต่างที่ถูกลดกระจกลงให้ลมโกรกเข้ามาภายในเริ่มทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เธอลืมไปนานแล้วว่าหุบเขาชีแนนโดอาห์มันสวยงามอย่างไร เธอขับขึ้นเขาผ่านหินมากมายและมีลำธารที่กำลังไหลรินอยู่ด้านข้าง
เมื่อขับผ่านเข้าไปในเมืองในหุบเขา – มีเพียงบ้านเกาะกลุ่มกันอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน มีปั๊มน้ำมัน ร้านขายของ โบสถ์ บ้านเรือนหยิบมือหนึ่ง และร้านอาหาร เธอนึกไปถึงการใช้ชีวิตในเมืองที่คล้ายๆแบบนี้ในวัยเด็ก
เธอยังจำได้อีกว่าเธอเป็นอย่างไรตอนพวกเธอย้ายไปอยู่ที่เมืองแลนตั้น แม่บอกว่าเหตุผลที่ย้ายมาที่นี่เพราะเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัยซึ่งให้อะไรกับชีวิตไรล์ลี่ได้มากกว่า นั่นทำให้การคาดหวังในชีวิตเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่วัยเด็ก เรื่องมันจะง่ายกว่านี้หรือเปล่านะหากเธอใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เรียบง่ายและไม่มีพิษมีภัยมากกว่านี้ ในโลกที่แม่ของเธอไม่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยกระสุนปืนในที่สาธารณะแบบนั้น
วิวเมืองลับหายไปทางด้านหลังแล้วจากทางโค้งลดเลี้ยวของถนนบนภูเขา ผ่านไปอีกไม่กี่ไมล์ไรล์ลี่ก็เลี้ยวออกจากถนนดินลูกรังที่มาจนสุดทาง
ไม่นานนักเธอก็มาถึงบ้านพักตู้คอนเทนเนอร์ที่พ่อของเธอซื้อไว้หลังปลดประจำการจากนาวิกโยธิน พาหนะที่ถูกใช้งานจนเก่าเยินจอดไว้อยู่ใกล้ๆ เธอไม่ได้มาที่นี่เกินสองปีแล้วแต่เธอก็รู้จักที่นี่ดี
ไรล์ลี่จอดรถและเดินลงมา ขณะที่เดินไปยังตู้คอนเทนเนอร์ ก็สูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดไปด้วย วันนี้เป็นวันที่แสงแดดสวยงาม และพิกัดตรงจุดนี้ก็มีอากาศดีด้วยอุณหภูมิที่เย็นกำลังพอดี เธอเก็บเกี่ยวความเงียบสงบสวยงาม บรรยากาศที่มีเสียงนกร้องกับเสียงใบไม้ไหวไปมาด้วยแรงลม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่มีเพียงต้นไม้และผืนป่า
เธอเดินตรงไปที่ประตูผ่านตอไม้ที่พ่อของเธอตัดไม้มาทำถ่าน มีกองฟืนที่ตัดไว้แล้วอยู่ใกล้ๆ – ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งความอบอุ่นเดียวในอากาศที่หนาวเย็นขึ้นกว่านี้ เขาอยู่อย่างไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่น้ำแร่ถูกต่อท่อยาวเข้าไปใช้ในตู้คอนเทนเนอร์
ไรล์ลี่รู้ดีว่าชีวิตเรียบง่ายแบบนี้เป็นผลมาจากการเลือกเอง ไม่ใช่จากความแร้นแค้น ด้วยสวัสดิการชั้นเลิศของพ่อ เขาสามารถจะปลดประจำการแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่เขาอยากจะไป แต่เขากลับเลือกที่นี่และไรล์ลี่ก็ไปว่าอะไรไม่ได้ ไม่แน่ในอนาคตเธออาจจะทำแบบเดียวกัน ซึ่งมันแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าเงินบำนาญก้อนใหญ่ของเธอมันหลุดลอยไปแล้วตอนนี้ที่เธอถูกปลดออกจากการปฏิบัติงาน
เธอผลักประตูเปิดอย่างง่ายดาย ลึกเข้ามาในป่าขนาดนี้ คงไม่มีใครจะกลัวการถูกบุกรุก เธอเดินเข้าไปข้างในแล้วสำรวจไปรอบๆ ห้องเล็กแต่น่าอยู่มีเพียงแสงทึมๆ มองเห็นโคมไฟรอบห้องที่ไม่ได้จุดไว้ซักอัน ผนังไม้สนให้ความรู้สึกอบอุ่นกับกลิ่นหอมอ่อนของไม้
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมจากครั้งสุดท้ายที่เธอมา ยังคงไม่มีหัวกวางหรือหัวสัตว์ใดตอกไว้ตามฝาบ้าน พ่อของเธอฆ่าสัตว์มาเยอะแต่ก็เพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น ไม่ได้ล่าเพื่อเป็นเกมส์หรือไว้เพื่อเอาซากมาประดับบ้าน
เสียงปืนจากด้านนอกทำลายความเงียบลง นี่ไม่ใช่ฤดูล่ากวาง เธอจึงรู้ทันทีว่าพ่อของเธอคงกำลังเล่นเกมส์ยิงอะไรสักอย่าง – กระรอก อีกา หรือ หมาล่าเนื้อ เธอเดินออกไปด้านนอกตู้คอนเทนเนอร์และเดินขึ้นเขาผ่านห้องเก็บเสบียงที่เขาเก็บพวกเนื้อสัตว์ไว้ เดินไปตามทางเดินเข้าไปในป่า
เธอเดินผ่านบ่อน้ำแร่ที่เขาใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มและอาบ มาถึงริมสวนแอปเปิ้ลเก่าแก่ ที่มีผลเล็กๆห้อยต่องแต่งอยู่ตามต้น
“พ่อคะ!” เธอตะโกนเรียก
ไม่มีเสียงขานรับ เธอแหวกต้นแอปเปิ้ลเดินเข้าไปในสวน ไม่นานก็เห็นพ่อของเธอยืนอยู่บริเวณใกล้ๆ – ชายร่างสูงใหญ่เอาเรื่อง สวมหมวกล่าสัตว์กับเสื้อกั๊กสีแดงกำลังถือปืนไรเฟิล มีกระรอกตายสามตัวอยู่แทบเท้า
เขาหันหน้ามาหาเธอ ใบหน้าเคร่งขรึมมีริ้วรอยตามวัย ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ดูไม่ได้แปลกใจอะไรที่เห็นเธอ – ไม่ได้ดีใจอะไรเลย
“เธอไม่ควรจะขึ้นมาบนนี้โดยไม่สวมเสื้อกั๊กสีแดงนะ” เขาบ่น “โชคดีแค่ไหนแล้วที่พ่อไม่ได้ส่องเธอดับน่ะ”
ไรล์ลี่ไม่ได้ตอบเขา
“เอาล่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือให้ส่องแล้ว” เขาพูดเสียงขุ่นๆ ปลดกระสุนออกจากปืน “เธอมาไล่มันกระเจิงไปหมดแล้ว ทั้งเสียงตะโกนทั้งแหวกกิ่งไม้เสียงดัง อย่างน้อยๆพ่อก็มีกระรอกสามตัวไว้สำหรับมื้อเย็น”
เขาเริ่มเดินกลับลงเขาไป ตรงไปทางตู้คอนเทนเนอร์ ไรล์ลี่เดินตามเขาที่จ้ำอาดๆนำหน้าไปแทบไม่ทัน แม้จะปลดประจำการมาแล้วหลายปี แต่เขายังคงเดินเหมือนชายชาติทหาร ร่างกายดูเหยียดตรงแข็งแรงดั่งเหล็กไหล
เมื่อมาถึงตู้คอนเทนเนอร์ เขาไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอเข้าไป เธอเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำเช่นนั้น ในทางกลับกัน เขากลับโยนกระรอกไปไว้ในตะกร้าข้างประตูแล้วก็เดินข้ามไปที่ตอไม้ใกล้กับกองฟืนและนั่งลงตรงนั้น เขาดึงหมวกออก เผยให้เห็นผมสีขาวกับทรงผมเตียนของทหาร ไม่ได้มองมาที่ไรล์ลี่เลย
ไม่รู้จะไปนั่งตรงไหน ไรล์ลี่ทิ้งตัวลงนั่งที่บันไดทางขึ้น
“ข้างในบ้านคอนเทนเนอร์ของพ่อสวยดีนะ” เธอบอก พยายามหาเรื่องคุย “หนูเห็นพ่อก็ยังไม่เอาผลงานมาประดับบ้านเลยนี่”
“อืม ก็นะ” พ่อพูดพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก “ตอนล่าที่ ‘เวียดนาม’ พ่อก็ไม่เคยเก็บผลงานอยู่แล้ว คงไม่เริ่มหรอกตอนนี้”
ไรล์ลี่พยักหน้า เธอได้ยินเรื่องนี้บ่อย พูดออกมาในโทนเสียงตลกแบบจริงจัง
“แล้วที่มานี่มีอะไร?” เขาถามขึ้น
ไรล์ลี่ชักอยากจะรู้ ว่าเธอคาดหวังอะไรในชายผู้เคร่งเครียดคนนี้ การแสดงความรักแบบง่ายๆก็ทำไม่เป็น?
“หนูมีปัญหานิดหน่อยค่ะพ่อ” เธอบอก
“เรื่องอะไร?”
ไรล์ลี่ส่ายหัวยิ้มเศร้าๆ “หนูไม่รู้จะเริ่มยังไง” เธอสารภาพ
เขาถ่มน้ำลายลงบนพื้น
“เป็นเรื่องโง่มากที่เธอถูกไอ้โรคจิตนั่นจับตัวไว้ได้” เขาเอ่ย
ไรล์ลี่ประหลาดใจ พ่อรู้เรื่องได้ยังไง? เธอไม่ได้ติดต่อเขามาเป็นปีแล้ว
“หนูนึกว่าพ่ออยู่แบบไม่ตามข่าวซะอีก” เธอบอก
“พ่อก็เข้าไปในตัวเมืองอยู่บ้าง” พ่อของเธออธิบาย “แล้วก็ได้ยินมา”
เธอเกือบจะหลุดปากออกไปว่า “เรื่องโง่มาก” ของเธอน่ะช่วยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งไว้เชียวนะ แต่เธอก็นึกได้ว่า – มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย ในระยะยาวมันไม่ใช่เลย
แต่ยังไงเสีย เธอก็ยังคิดว่ามันน่าประหลาดใจอยู่ดีที่พ่อของเธอรู้เรื่องนี้ ที่เขายอมเอาตัวเข้าไปเจอกับความยุ่งยากในการหาข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอ แล้วพ่อจะรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตเธออีกนะ?
คงไม่มากหรอกมั้ง เธอคิดในใจ อย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เธอจะทำได้ถูกใจพ่อ
“แล้วตกลงกลับมาตั้งหลักได้รึยัง หลังจบเรื่องฆาตกรนั่น?” เขาถาม
ไรล์ลี่เคืองที่เขาถามแบบนี้
“ถ้าพ่อหมายถึงว่าหนูเป็นโรคเครียดเพราะเจอเรื่องสะเทือนใจรึเปล่าล่ะก็ ใช่ค่ะ หนูเป็น”
“โรคเครียดเพราะมีเรื่องกระทบกระเทือนใจน่ะเหรอ” เขาย้ำ หัวเราะหยันๆ “พ่อจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไอ้โรคนั่นมันหมายความว่าอะไร ก็แค่คำสวยหรูไว้เรียกเป็นข้ออ้างแทนที่จะยอมรับว่าเธอน่ะมันอ่อนแอ เท่าที่พ่อจำได้ พ่อไม่เคยเป็นโรคบ้าๆนี่ ไม่เป็นทั้งตอนที่กลับบ้านมาหลังทำศึกสงคราม, ไม่เป็นทั้งตอนที่ได้เห็นสภาพอะไรต่อมิอะไร กระทำอะไรต่อมิอะไร และที่โดนกระทำอะไรมา ไม่เห็นว่าใครจะเอาไอ้โรคนี้มาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้ตรงไหน”
เขาไม่พูดอะไรต่อ มองออกไปยังความว่างเปล่าราวกับเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไหนๆเธอก็คิดว่าการมาเยี่ยมในครั้งนี้คงจบไม่สวยแล้ว ก็สู้เธอเล่าสิ่งที่กำลังเกิดในชีวิตเธอให้เขาฟังไปซะเลย ยังไงพ่อก็คงไม่มีคำให้กำลังใจอะไรให้เธออยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเธอก็มีเรื่องชวนคุย
“หนูมีปัญหาเกี่ยวกับคดีนึงค่ะพ่อ” เธอเริ่มพูด “เป็นฆาตกรต่อเนื่องเหมือนกัน มันจับผู้หญิงไปทรมาน รัดคอและเอาศพออกไปจัดท่าทางข้างนอก”
“อืม พอได้ยินมาเหมือนกัน เอามาจัดท่าวางไว้ทั้งเปลือยๆ โรคจิตสุดๆ” เขาถ่มน้ำลายอีกครั้ง “ถ้าให้พ่อเดา เธอคงมีเรื่องไม่ลงรอยกับองค์กร พวกหัวโต๊ะที่ทำอะไรไม่เป็น พวกนั้นมันไม่มีทางฟังเธอ”
ไรล์ลี่ชะงักไป พ่อเดาถูกได้ยังไง?
“พ่อก็โดนเหมือนกันที่ ‘เวียดนาม’” เขาบอก “ไอ้พวกคนใหญ่คนโตมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังอยู่ในศึกสงคราม พระเจ้า ถ้าพวกมันทำได้ครึ่งของพ่อ พวกเราคงชนะไปแล้ว คิดแล้วก็อยากจะอ้วก”
ไรล์ลี่สัมผัสบางอย่างในน้ำเสียงเขาที่ไม่ได้ยินบ่อยนัก – หรืออย่างน้อยเธอก็สังเกตเห็นไม่บ่อย มันคือความเสียดาย เขาเสียดายจริงๆที่ไม่ได้ชนะในสงคราม ไม่สำคัญว่ามันใช่ความผิดของเขาหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าเป็นเพราะเขา
เธอพิจารณาสีหน้าของเขาและตระหนักได้บางอย่าง เธอหน้าเหมือนพ่อ มากกว่าแม่ แต่มันยังมีมากกว่านั้น เธอ เหมือน พ่อ – ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่เธอไม่เก่งในการสานสัมพันธ์กับคนอื่น แต่เป็นความแน่วแน่ มีความรับผิดชอบมากไปจนโทษตัวเอง
ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีซะทั้งหมด ในสายสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนี้ เธอสงสัยว่าเขาอาจจะบอกเธอบางอย่างที่เธออยากรู้ได้
“พ่อคะ สิ่งที่มันทำ – มันน่ารังเกียจ ที่ทิ้งศพล่อนจ้อนและที่จัดวางท่าไว้เลวร้าย แต่ – ”
เธอหยุดพูด พยายามหาคำพูดที่ใช่
“สถานที่ที่มันทิ้งพวกเธอไว้ดูสวยงามตลอด – ป่าที่มีลำธาร, สถานที่ธรรมชาติต่างๆอะไรทำนองนั้น พ่อคิดว่ามันเลือกที่แบบนั้นในการทำเรื่องชั่วๆทำไม?”
ดวงตาของเขาหลบกลับมาภายใน พ่อของเธอดูกำลังใช้ความคิดค้นหาคำตอบในหัวตัวเอง ความทรงจำของตัวเอง พูดถึงเรื่องของตัวเองในมุมของคนอื่น
“มันอยากกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” เขาตอบ “อยากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เธอไม่รู้สึกเหมือนกันหรอกเหรอ เธอไม่อยากกลับไปจุดเริ่มต้นแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเหรอ กลับไปตอนที่ยังเป็นเด็ก ไปค้นหาว่าตรงไหนกันนะที่เรื่องมันเริ่มแย่แล้วแก้ไขมันซะใหม่”
เขาหยุดพูดไปอึดใจ ไรล์ลี่ย้อนนึกถึงสิ่งที่เธอคิดระหว่างทางขับรถมาที่นี่ – ว่าเธอเคยเศร้ายังไงเมื่อตอนยังเด็กที่ต้องไปจากบ้านในหุบเขาแห่งนี้ มันมีความจริงอยู่ในสิ่งที่ผู้เป็นบิดาของเธอกำลังพูดอยู่จริงๆ
“เป็นเหตุผลว่าทำไม พ่อ ถึงมาอยู่ที่นี่” เขาบอกในเสียงที่ทุ้มต่ำราวกับรำพึงรำพัน
ไรล์ลี่นั่งเงียบอยู่ตรงนั้น เก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆเข้าไปในจิตสำนึก สิ่งที่พ่อของเธอพูดเริ่มจะทำให้เห็นบางอย่างแจ่มชัดขึ้น เธอเคยคิดมาตลอดว่าฆาตกรต้องจับเหยื่อขังและทรมานไว้ในบ้านสมัยมันยังเป็นเด็กเป็นแน่ แต่เธอไม่เคยเอะใจเลยว่ามันจะมีเหตุผลในการเลือกสถานที่นั้นๆ – เป็นสื่อนำทางให้มันย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขอดีต
ยังคงไม่หันมองหน้าเธอ พ่อของเธอถามขึ้น “สมองเธอมันบอกว่ายังไง”
“มันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับตุ๊กตา” ไรล์ลี่บอก “เป็นเรื่องที่องค์กรไม่เข้าใจ พวกเขากำลังควานหาอย่างผิดๆ ฆาตกรมันหมกมุ่นกับตุ๊กตา ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญ”
เขาพูดด้วยเสียงต่ำอย่างไม่ค่อยพอใจพร้อมกับย่ำเท้า
“ไม่ว่ายังไง เธอก็ทำตามเซ้นท์ของเธอไป” พ่อบอก “อย่าให้ไอ้พวกงี่เง่าพวกนั้นมาสั่งว่าเธอต้องทำอะไร”
ไรล์ลี่อึ้งไป ไม่ใช่ว่าพ่อของเธอจะชมอะไรเธอนักหนาหรือกำลังทำดีกับเธออยู่ เขายังคงเป็นตาแก่ขี้โมโหแบบที่เคยเป็น แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้เขาพูดในสิ่งที่เธอต้องการได้ยินทุกอย่าง
“หนูจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ” เธอให้คำมั่น
“เอาให้แน่เถอะว่าจะไม่เลิก” เขามีแขวะแซะเธออยู่ในเสียงกระซิบนั้น
ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว ไรล์ลี่ลุกยืนขึ้น
“หนูดีใจที่วันนี้ได้พบพ่อนะคะ” เธอบอก หมายความแบบที่พูดจริงๆครึ่งหนึ่ง เขาไม่ตอบอะไร ยังคงนั่งมองพื้นต่อไป เธอจึงเดินไปขึ้นรถแล้วขับกลับออกไป
ระหว่างทางกลับ เธอคิดว่าความรู้สึกขากลับมันช่างต่างกับตอนขามา – น่าแปลก ที่มันรู้สึกดีขึ้นมาก เธอรู้สึกว่าบางอย่าง บางสิ่งบางอย่างระหว่างเธอกับพ่อ ได้รับการปลดปมเคลียร์กันกระจ่างแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่เธอคิดได้ทั้งๆที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน ไม่ว่าฆาตกรจะอยู่ที่ไหน มันต้องไม่ใช่พวกบ้านเช่า หรือตามท่อน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งพวกกระท่อมโกโรโกโสในป่าแห่งไหน
มันจะต้องเป็นสถานที่ที่สวยงาม – ที่ที่ความงามและความสะเทือนขวัญปะปนอยู่รวมกันอย่างสมดุลที่สุด
*
จากนั้นไม่นาน ไรล์ลี่มานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟในเมืองใกล้ๆ พ่อไม่ได้เอาอะไรให้เธอกินเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร แล้วตอนนี้เธอก็หิวข้าว ต้องการสารอาหารมาประทังระหว่างทางกลับบ้าน
ขณะเด็กเสิร์ฟนำคลับแซนด์วิชมาวางตรงหน้า โทรศัพท์เธอก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เธอก้มลงมองว่าใครกันที่โทรเข้ามา แต่ไม่มีชื่อหรือเบอร์โทรปรากฎอยู่บนหน้าจอให้เห็น เธอกดรับอย่างเหนื่อยใจ
“นี่ ไรล์ลี่ เพจ รึเปล่า” เสียงผู้หญิงจากปลายสายถามเข้ามา
“ใช่ค่ะ” ไรล์ลี่ตอบ
“ท่านวุฒิสมาชิกนิวโบรอยู่ในสายต้องการคุยกับคุณ กรุณารอสายสักครู่ได้มั้ยคะ”
ไรล์ลี่ตื่นตัวทันที ทั้งหมดทั้งมวลของพวกที่เธอไม่อยากคุยด้วย นิวโบรอยู่อันดับบนสุดของลิสเธอเลย เธออยากจะวางหูลงเดี๋ยวนี้ แต่มาคิดดูอีกทีนิวโบรเป็นศัตรูที่มีอำนาจอยู่แล้ว การทำให้เขาหมั่นไส้เธอมากขึ้นไม่น่าจะใช่ความคิดที่ฉลาด
“ฉันจะรอค่ะ” ไรล์ลี่ตอบไป
เพียงอึดใจเดียว เธอก็ได้ยินเสียงของวุฒิสมาชิก
“วุฒิสมาชิกนิวโบรพูดสาย คิดว่าผมกำลังคุยอยู่กับ ไรล์ลี่ เพจ ใช่มั้ย”
ไรล์ลี่ใบ้รับประทาน ไม่รู้ควรจะโกรธหรือกลัวดี เขาทำเหมือนเธอเป็นคนโทรหาเขาอย่างนั้นแหละ
“ท่านได้เบอร์นี้มายังไงคะ” เธอถาม
“ผมอยากได้อะไรผมก็ได้” นิวโบรพูดด้วยเสียงเย็นชาปกติ “ผมอยากคุยกับคุณ อย่างเป็นส่วนตัว”
เธอเซ็งเพิ่มเป็นเท่าตัว เขาอยากเจอฉันด้วยเหตุผลอะไรกัน? นี่ไม่น่าใช่เรื่องดีแน่ๆ แต่จะปฏิเสธยังไงไม่ให้เสียเรื่องล่ะ?
“ให้ผมไปเจอที่บ้านคุณก็ได้” เขาบอก “ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน”
ไรล์ลี่เกือบหลุดปากถามออกไปว่าเขารู้จักบ้านเธอได้อย่างไร แต่เตือนตัวเองไว้ทันว่าเขาได้ตอบคำถามนั้นมาแล้วเมื่อกี๊นี้
“ดิฉันว่าเราคุยกันทางโทรศัพท์จะดีกว่า” ไรล์ลี่บ่ายเบี่ยง
“ขอโทษด้วย แต่คงเป็นไปไม่ได้” นิวโบรตอบ “ผมไม่อยากคุยผ่านโทรศัพท์ คุณจะมาพบผมได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่”
เธอรู้สึกเหมือนเป็นลูกไก่ในกำมือ ใจอยากจะปฏิเสธแต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
“ตอนนี้ดิฉันออกมานอกเมือง” เธอบอก “กว่าจะถึงบ้านก็คงค่ำแล้ว พรุ่งนี้เช้าดิฉันต้องส่งลูกไปโรงเรียน เราเจอกันในเมือง
เฟร็ดดริกส์เบิร์กส์ก็ได้ อาจจะหาร้านกาแฟซักร้านนั่งคุย”
“ไม่ได้ คุยในที่สาธารณะไม่ได้” นิวโบรบอก “ต้องหาที่ๆไม่เป็นจุดสนใจมากนัก นักข่าวชอบตามผม มะรุมมะตุ้มอะไรกันเต็มไปหมดเมื่อสบโอกาส ผมไม่อยากยุ่งกับพวกนี้ ที่ควอนติโก้ล่ะเป็นยังไง ที่สำนักงานใหญ่ศูนย์วิเคราะห์พฤติกรรม”
ไรล์ลี่เก็บความขมขื่นในเสียงได้ไม่ดีนัก
“ดิฉันไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว ท่านลืมไปแล้วเหรอคะ” เธอกัดเขาในที “ท่านน่าจะรู้ดีกว่าใคร”
ไม่รับ ไม่ปฏิเสธ ไม่มีเสียงใดๆ
“คุณรู้จักแมคโนเลียการ์เด้นท์คันทรี่ย์คลับมั้ย” นิวโบรถามหลังจากเงียบไป
ไรล์ลี่ถอนใจกับคำถามไร้สมองของเขา เธอไม่ได้อยู่ในแวดวงไฮโซแบบนั้น เธอจะไปรู้จักได้อย่างไรกันล่ะ
“ไม่รู้จักค่ะ” เธอตอบ
“หาง่ายมาก แถวๆกึ่งกลางระหว่างควอนติโก้กับไร่ของผม ไปเจอกันที่นั่นตอนสิบโมงครึ่ง”
เธอยิ่งคุยยิ่งไม่ชอบใจเอาเสียเลย มันไม่ใช่การขอร้อง นี่มันออกคำสั่งชัดๆ หลังจากทำลายอาชีพของเธอแล้ว ยังจะมีหน้ามาสั่งอะไรเธออีก
“เช้าไปรึเปล่า” เขาถามเมื่อเห็นไรล์ลี่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ
“ไม่ค่ะ” ไรล์ลี่ตอบ “มันแค่ – ”
นิวโบรขัดจังหวะขึ้นมาอีก “ถ้างั้นก็ไปเจอกันที่นั่น เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่เข้ามาได้ แต่เดี๋ยวผมจะแจ้งพวกเขาไว้ว่าให้ปล่อยคุณเข้ามา คุณไม่ผิดหวังแน่ๆ เดี๋ยวคุณจะรู้เองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เชื่อผมเถอะ”
เขาตัดสายไปห้วนๆโดยไม่บอกลา ทำเอาไรล์ลี่ถึงกับมึนไปเลยทีเดียว
“เชื่อผมเถอะ” เขาบอกอย่างนั้น
เธออาจจะหลุดขำออกมาก็ได้หากเธอไม่ได้กำลังตกใจอยู่ นอกจากปีเตอร์สันกับฆาตกรรายอื่นๆที่เธอตามจับแล้ว นิวโบรนี่แหละคือคนที่เธอไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจมากที่สุด เธอไม่ใว้ใจเขามากกว่า คาร์ล วาล์วเดอร์ เสียอีก นั่นก็บอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือก เขาดูมีอะไรจะบอกเธอ ซึ่งเธอเองก็รู้สึกได้ อะไรบางอย่างที่เธอรู้สึกว่าจะนำพาไปสู่ฆาตกร
บทที่ 30
ไรล์ลี่ใกล้จะถึงแมคโนเลียการ์เด้นท์คันทรี่ย์คลับแต่โดนขวางไว้ที่ป้อมสีขาวเล็กตรงหน้าประตูทางเข้า ไม้กั้นลายทางสีขาวเขียวขวางหน้ารถเธอไว้ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบถือแฟ้มเดินออกมาจากป้อมตรงมาทางด้านที่เธอนั่ง
เธอลดกระจกลง
“ชื่อ” เจ้าหน้าที่ถามห้วนๆ
ไรล์ลี่ไม่รู้เรื่องกฎระเบียบก่อนเข้าสถานที่ แต่นิวโบรบอกไว้ว่าจะแจ้งพวกเขาว่าเธอจะมา
“ดิฉันชื่อ ไรล์ลี่ เพจ” เธอตอบ ด้วยเสียงตะกุกตะกักเธอพูดต่อว่า “ฉัน เอ่อ คือฉันเป็นแขกของท่านวุฒิสมาชิกนิวโบร”
เจ้าหน้าที่ไล่ดูจากรายชื่อแล้วพยักหน้า
“เข้าไปได้” เขาบอก
ไม้กั้นประตูหน้าเลื่อนขึ้นให้ไรล์ลี่ขับผ่านเข้าไป
ทางเข้ารายล้อมไปด้วยสวนดอกแมคโนเลียสมชื่อ ดูหรูหราโอ่อ่า สีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมตามฤดู เธอขับเข้ามาจอดตรงหน้าอาคารอิฐมอญผนังสีขาว ไม่เหมือนกับที่งานศพที่เธอเพิ่งไปมา ผนังพวกนี้เป็นของจริง ไรล์ลี่มองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนเธอกำลังอยูในสวนแดนใต้ของยุคศตวรรษที่สิบเก้า
พนักงานจอดรถรีบเดินดิ่งมาที่รถ ยื่นการ์ดให้หนึ่งใบและรับกุญแจรถจากเธอ แล้วขับออกไปจอดรถให้
เธอยืนอยู่ลำพังตรงหน้าประตูสูงตระหง่าน รู้สึกแปลกถิ่นเหมือนที่เคยรู้สึกเมื่อตอนไปคฤหาสน์ของวุฒิสมาชิก เธออยู่ในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อลำลองธรรมดา กำลังคิดว่าพวกเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เธอผ่านเข้าไปไหม ไม่ใช่ว่ามันต้องมีโค้ดการแต่งตัวในสถานที่แบบนี้หรอกหรือ ยังดีที่เสื้อแจ็คเกตที่เธอสวมมันคลุมไหล่ปกปิดไหปลาร้า
พนักงานเปิดประตูในชุดเครื่องแบบเดินออกมาต้อนรับ
“คุณผู้หญิงชื่ออะไรครับ” เขาถาม
“ไรล์ลี่ เพจ” เธอตอบ สงสัยว่าเขาจะขอดูบัตรประชาชนหรือไม่
พนักงานเหลือบมองในลิสรายชื่อในมือ “เชิญทางนี้ครับ คุณผู้หญิง” เขาเชื้อเชิญให้เข้าไป
เขาเดินพาเธอมาด้านใน เดินลงไปตามระเบียงยาวเพื่อเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารเล็กๆเป็นส่วนตัว เธอไม่รู้ว่าสมควรจะต้องทิปพนักงานคนนี้หรือไม่ และเธอเองก็ไม่รู้ว่าเขาได้เรทเงินเดือนอยู่เท่าไหร่ เขาอาจจะได้มากกว่าอาชีพเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอของเธอก็ได้ เธอสรุปว่าการให้ทิปมันน่าจะดูเสร่อมากกว่าการไม่ให้เลย บอกตัวเองว่าอย่าหาเรื่องขายขี้หน้าเลยจะดีกว่า
“ขอบคุณ” เธอหันไปบอกพนักงาน
เขาพยักหน้า ไม่ได้ดูผิดหวังอะไร และเดินกลับออกไปทางเดิม
ห้องตรงหน้าแม้จะเล็กแต่เป็นห้องกินข้าวที่หรูที่สุดที่เธอเคยย่างกรายเข้าไป ทั้งห้องไม่มีหน้าต่าง มีเพียงภาพวาดสีน้ำมันของสวนดอกแมคโนเลียที่เธอเห็นด้านนอกแขวนไว้ที่ผนังเพียงภาพเดียว โต๊ะเดี่ยวถูกจัดวางไว้อย่างมีระดับด้วยเครื่องเงิน เครื่องแก้ว และผ้าลินิน เธอเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่หันหน้าออกทางประตูเพื่อจะได้เห็นเวลาวุฒิสมาชิกมาถึง
ถ้าเขามานะ เธอคิดในใจ เธอไม่มีเหตุผลอะไรจะคิดว่าเขาจะไม่มาหรอก แต่ทั้งหมดนี้มันดูเหมือนความฝันจนไม่รู้ว่าควรคาดหวังหรือไม่
พนักงานเสิร์ฟในชุดสูทสีขาวเดินเข้ามาวางถาดชีสและคุ้กกี้ต่างๆลงบนโต๊ะ
“ต้องการจะดื่มอะไรมั้ยครับ คุณผู้หญิง” เขาถามอย่างสุภาพ
“น้ำเปล่าก็พอ ขอบคุณค่ะ” ไรล์ลี่ตอบ พนักงานจึงเดินออกไปและกลับมาพร้อมกับเหยือกน้ำคริสตัลกับแก้วคริสตัลสองใบ เขาเทน้ำลงในแก้วใบหนึ่งให้เธอ และวางเหยือกคริสตัลกับแก้วอีกใบไว้บนโต๊ะ
ไรล์ลี่จิบน้ำไปในใจก็ยอมรับว่าพึงใจกับแก้วสุดหรูในมือ เธอรอเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เพียงไม่นานวุฒิสมาชิกก็มาถึง
หน้าตาเย็นชาไม่รับแขกเหมือนเดิม เขาปิดประตูและเดินมานั่งตรงข้ามกับเธอ
“ดีใจที่คุณมานะเจ้าหน้าที่เพจ” เขากล่าว “ผมเอาอะไรมาให้คุณด้วย”
โดยไม่มีพิธีรีตองอะไร นิวโบรก็หยิบสมุดโน๊ตเล่มหนาที่มีสายรัดหนังมาวางลงบนโต๊ะ ไรล์ลี่มองอย่างเหนื่อยใจ เธอจำได้ว่าเขาเคยเอาลิสรายชื่อศัตรูมาให้เธอในครั้งแรกที่พบกัน อย่าบอกว่านี่เป็นอะไรคล้ายๆวันนั้นนะ
“อะไรคะ” เธอถาม
“ไดอารี่ของลูกสาวผม” นิวโบรบอก “ผมเก็บมันมาจากบ้านลูกหลังจากที่ตำรวจพบ…ศพ ผมเก็บมันมาเพราะไม่อยากให้ใครมาเห็น บอกไว้ก่อน ผมไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร ผมยังไม่เคยเปิดอ่าน แต่พอจะแน่ใจว่าคงจะต้องมีอะไรที่ผมไม่อยากให้คนภายนอกรับรู้แน่”
ไรล์ลี่อึ้ง พูดไม่ออก เธอคิดไม่ออกว่าทำไมเขาถึงมีความคิดจะให้สิ่งนี้กับเธอ เห็นชัดเจนว่าเขากำลังชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบในสมองกับสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอเจอเขา เธอก็แน่ใจมาตั้งแต่ต้นว่าเขามีอะไรปิดบังไว้อยู่ ในตัวเธอคันยิบๆด้วยความอยากรู้ว่าเขากำลังจะบอกอะไรกับเธอ
ในที่สุดเขาก็พูดออกมา “ลูกสาวผมมีปัญหาเรื่องยาในช่วงปีก่อนจะเสีย ทั้งโคเคน เฮโรอีน ทั้งยาอี ยาแรงๆทั้งนั้น ก็เป็นเพราะปัญหากับสามีนั่นแหละ แล้วก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของชีวิตคู่ที่ล้มเหลวด้วย ทั้งผมกับแม่ของเธอหวังให้เธอเลิกยาได้ช่วงที่เธอเสีย”
วุฒิสมาชิกหยุดพูด จ้องมองไดอารี่เล่มนั้น
“ทีแรกผมคิดว่าการตายของเธอมันเกี่ยวข้องกับเรื่องยา” เขาบอก “ทั้งพวกค้าพวกเสพในวงจรของเธอมันเป็นพวกสถุน ผมไม่อยากให้เรื่องมันหลุดออกไป ผมคิดว่าคุณน่าจะเข้าใจ”
ไรล์ลี่ไม่แน่ใจนักว่าเธอเข้าใจ แต่ที่แน่ๆคือเธอประหลาดใจ
“เรื่องยาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับการฆาตกรรมของลูกสาวท่าน” เธอเอ่ย
“ตอนนี้ผมรู้แล้ว” นิวโบรรับ “มีผู้หญิงอีกคนถูกพบศพใช่มั้ย และคงจะมีเหยื่ออีกหลายรายตามมา ดูเหมือนผมจะคิดผิดว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัว”
ไรล์ลี่ถึงกับอึ้งคาดไม่ถึง จะบ่อยซักแค่ไหนที่คนอีโก้สูงลิบอย่างเขาจะยอมรับว่าคิดอะไรผิด
เขาเอามือลูบไดอารี่ก่อนบอกไรล์ลี่
“คุณเอาไปด้วย อาจจะมีข้อมูลอะไรที่ช่วยสืบคดีของคุณได้”
“มันไม่ใช่คดี ของฉัน แล้วค่ะ ท่านวุฒิสมาชิก” ไรล์ลี่ตอบ ตั้งใจให้เขาได้ยินความขมขื่นในน้ำเสียง “ดิฉันว่าท่านน่าจะทราบดีว่าดิฉันถูกปลดออกจากองค์กรแล้ว”
“อ้อ จริงสิ” เขานึกได้ เอียงศีรษะอย่างใช้ความคิด “น่ากลัวจะเป็นความผิดของผมเอง เอางี้ ไม่ใช่อะไรที่ผมแก้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวคุณจะได้รับเรียกกลับมาปฏิบัติหน้าที่ใหม่ ขอเวลาผมหน่อย ในระหว่างนี้ผมหวังว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากมันได้”
ไรล์ลี่นั้นตื้นตันกับสิ่งที่เขาทำให้ เธอหายใจเข้าลึก
“ท่านวุฒิสมาชิก ดิฉันคิดว่าติดค้างคำขอโทษกับท่าน ดิฉัน – ดิฉันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดเมื่อครั้งสุดท้ายที่เราพบกัน ดิฉันเพิ่งกลับจากงานศพของเพื่อนและกำลังขาดสติ เลยพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป”
นิวโบรพยักหน้ารับคำขอโทษนั้นเงียบๆ เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเขาไม่มีเจตนาจะขอโทษเธอแม้ว่าเธอจะรู้ว่าสมควรได้รับมันขนาดไหน เธอควรต้องพอใจกับการยอมรับว่าตัวเองผิดของเขา อย่างน้อยเขาก็พยายามจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และไม่ว่ายังไง นั่นดูเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าคำขอโทษ
ไรล์ลี่หยิบไดอารี่ขึ้นมาโดยยังไม่เปิดอ่าน
“มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะทราบค่ะท่านวุฒิสมาชิก” เธอเปิดประเด็น “ท่านเอาสิ่งนี้มาให้ดิฉันทำไม ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่ วาล์วเดอร์”
ปากของเขาบิดขึ้นมาเป็นรอยยิ้มน้อยๆ
“เพราะมีอยู่อย่างนึงที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณ เจ้าหน้าที่เพจ” เขาบอก “คุณไม่ใช่สมุนของใคร”
ไรล์ลี่พูดอะไรไม่ออกกับการให้เกียรติกะทันหันจากชายที่เธอเคยว่าเขาคิดถึงแต่ตัวเอง
“ตอนนี้คุณก็น่าจะหิวแล้วมั้ง” วุฒิสมาชิกพูดต่อเรียบๆ
ไรล์ลี่คิดย้อนหลายตลบ ถึงเธอจะรู้สึกขอบคุณสำหรับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของนิวโบร แต่เธอก็ยังรู้สึกอึดอัดไม่สบายเวลาอยู่รอบๆตัวเขาอยู่ดี เขายังเย็นชา บึ้งตึง และไม่รับแขกอยู่เช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอมีงานต้องทำ
“หากท่านจะไม่ว่าอะไร ดิฉันอยากจะขอตัว” เธอกล่าว พยักหน้าไปที่ไดอารี่ พร้อมเสริมว่า “ดิฉันต้องหาวิธีใช้ประโยชน์จากมันเลยเดี๋ยวนี้ เสียเวลาไม่ได้อีกแล้ว อ้อ – และดิฉันสัญญาจะไม่ให้สิ่งที่อยู่ในไดอารี่เล่มนี้ออกสู่สาธารณชนอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณมาก” เขาตอบ
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างสุภาพเพื่อส่งเธอขณะที่เธอเดินออกจากห้อง เธอเดินออกจากตัวอาคารและส่งการ์ดให้พนักงานรับรถ ขณะกำลังรอพนักงานขับรถมาส่งให้ ก็เปิดไดอารี่ออกอ่าน
เธอเปิดพลิกไปพลิกมาหลายหน้าและเห็นทันทีว่า รีบ้า ฟราย มีเขียนเกี่ยวกับปัญหาการใช้ยาของเธอนิดหน่อย จากที่อ่านผ่านตาเธอก็พอสรุปได้ว่า หญิงสาวนั้นเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองพอดู ทั้งจุกจิกกับสิ่งที่เธอเกลียดและไม่ชอบ แต่อย่างว่า นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการเขียนไดอารี่หรอกเหรอ มันเป็นที่ซึ่งตัวเราสามารถจะระบายอะไรและเอาแต่ใจอย่างไรก็ได้
มากไปกว่านั้น เธอคิด แม้หากว่ารีบ้าจะเป็นคนหลงตัวเองพอๆกับพ่อของเธอก็ตาม แต่เธอก็ไม่สมควรต้องมารับชะตากรรมอันโหดร้ายแบบนี้อยู่ดี ไรล์ลี่รู้สึกเย็บวาบเมื่อนึกถึงภาพถ่ายสภาพศพของเธอ
เธอเปิดผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า รถเข้ามาจอดเทียบตรงบริเวณพื้นกรวดทางรอรถ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจจะรับรถ ยังคงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่อ่าน เธอยืนอ่านด้วยมืออันสั่นเทาอยู่ตรงนั้น อ่านไปจนถึงหน้าสุดท้ายอย่างอยากรู้ว่าจะมีส่วนใดกล่าวถึงฆาตกร หรือเกี่ยวกับฆาตกร หรืออะไรก็ได้ แต่แล้วก็เหมือนโลกถล่มทลายลงมาเพราะมันไม่มีกล่าวถึงเลย
ไรล์ลี่ค่อยๆลดหนังสือลง รู้สึกผิดหวัง เธอทนไม่ไหวแล้วกับทางตันซ้ำๆ
และเพียงแค่นั้นที่เธอลดหนังสือลง กระดาษแผ่นเล็กๆที่คั่นอยู่ระหว่างหนังสือสองหน้าก็ทำท่าจะหล่นออกจากหนังสือ เธอรับมันได้ทันและอ่านอย่างอยากรู้
ขณะกำลังตรวจสอบกระดาษแผ่นนั้น ใจเธอเต้นโครมครามราวกับจะกระเด็นออกมาข้างนอก
ช็อคเกินจะบรรยาย เธอปล่อยไดอารี่ร่วงหล่นสู่พื้น
เธอกำลังถือใบเสร็จ
ใบเสร็จของร้านขายตุ๊กตา
บทที่ 31
เจอแล้ว หลังจากเจอแต่ทางตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไรล์ลี่แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือ ด้านบนของใบเสร็จเงินสดที่เขียนด้วยลายมือนั้นคือชื่อและที่อยู่ของร้าน: แมเดอลีนส์ แฟชั่นส์ ในเมืองเชลลี่ฟอร์ด รัฐเวอร์จิเนีย
เธองงและสับสน ชื่อมันฟังดูไม่เหมือนร้านขายตุ๊กตาหรือของเล่นเลย
เธอใช้มือถือของเธอค้นหาเว็บไซต์ของร้าน แมเดอลีนส์ แฟชั่นส์ น่าแปลก ที่มันเป็นร้านขายเสื้อผ้าสตรี
แต่เธอเพ่งมองอีกครั้งและเห็นว่าในร้านมีขายพวกของเล่นสะสมด้วย ซึ่งจะต้องนัดก่อนจึงจะดูสินค้าได้
ไรล์ลี่เสียวสันหลังวาบ
ที่นี่ต้องใช่แน่ๆ เธอคิดในใจ
ก้มลงไปเก็บไดอารี่ที่พื้นขึ้นมาด้วยมือสั่นระริก เปิดหาข้อความที่รีบ้าเขียนไว้ตามวันที่บนใบเสร็จ แล้วเธอก็เจอ ข้อความนั้น:
เพิ่งเข้าไปซื้อตุ๊กตาที่เหมาะเจาะให้เด็บบี้ วันเกิดเหลือเวลาไม่ถึงเดือนแล้ว แต่เธอหาซื้อของให้ยากจัง
นั่นไง เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวโต้งๆ รีบ้า ฟราย เข้าไปซื้อตุ๊กตาให้ลูกสาวของเธอที่ร้านในเชลลี่ฟอร์ด ไรล์ลี่มั่นใจว่าเหยื่อรายอื่นๆก็ซื้อตุ๊กตามาจากร้านนี้เหมือนกัน และนั่นเป็นที่ที่ฆาตกรเห็นพวกเธอเป็นครั้งแรก
ไรล์ลี่ดึงแผนที่ขึ้นมาบนหน้าจอมือถือ เชลลี่ฟอร์ดมันต้องขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมงจากที่นี่ เธอต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด ใครจะไปรู้ ฆาตกรอาจจะเห็นเหยื่อรายต่อไปแล้วก็ได้
แต่เธอก็จำเป็นต้องหาข้อมูลและจำเป็นต้องยกหูโทรศัพท์เพื่อโทรหาคนที่เธอยังไม่พร้อมจะคุยด้วย
เธอคว้ากุญแจจากพนักงานรับรถที่ยืนทำหน้าฉงน กระโดดขึ้นรถแล้วเหยียบคันเร่งเกือบมิด ล้อรถครูดบนทางเดินรถแสนสวยเป็นรอยยาว ขณะที่เธอเร่งเครื่องผ่านประตูหน้านั้น เธอกดเบอร์ของบิลเพื่อโทรออก ไม่มั่นใจว่าเขาจะรับสาย เธอไม่โทษเขาหรอกหากเขาจะไม่อยากเสวนากับเธออีกแล้ว
แล้วเธอก็ต้องโล่งอก เมื่อบิลขานรับมาจากปลายสาย
“ฮัลโหล” เขาทักทาย
ใจเธอเต้นแรง ไม่รู้ควรจะโล่งใจหรือหวั่นใจที่ได้ยินเสียงเขา
“บิล นี่ไรล์ลี่นะ” เธอทักตอบ
“ผมรู้ว่าคุณเป็นใคร” บิลตอบ
สองสายโทรศัพท์เงียบทั้งคู่ เรื่องนี้มันไม่น่าจะง่าย และเธอเองรู้ดีว่าเธอไม่สมควรได้รับการยกโทษง่ายๆ
“บิล ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” เธอเปิดเรื่อง ลำคอตีบตันเต็มไปด้วยอารมณ์ล้นเอ่อ มันไม่ง่ายเลยที่จะอ้าปากพูด “ฉัน ขอโทษจริงๆ ขอโทษจากใจ มันแค่ – อืม ทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมด และฉันก็ขาดสติ และ – ”
“และคุณก็เมา” บิลพูดขัดจังหวะ
ไรล์ลี่ถอนใจอย่างหมดปัญญา
“ใช่ ฉันเมา” เธอตอบ “และฉันขอโทษ หวังว่าคุณจะยกโทษให้ ฉันขอโทษจริงๆ”
เงียบกันไปอีก
“โอเค” บิลเอ่ยในที่สุด
ไรล์ลี่ใจหล่นวูบ เธอรู้จักบิลดีกว่าใครในโลก เพราะฉะนั้นแล้วเธอถึงรู้ว่าในคำพูดห้วนๆสองพยางค์นั้นของเขามันมีความหมายมากมาย เขาไม่ได้ยกโทษให้เธอ และก็ไม่ได้ยอมรับการขอโทษของเธอด้วย – อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ สิ่งที่เขาหมายถึงคือแสดงให้เธอเห็นว่าเขารับรู้ว่าเธอ ได้ ขอโทษเขาแล้ว
ยังไงก็ตาม เวลานี้ไม่ใช่เวลามาสะสางปัญหาส่วนตัว มีเรื่องสำคัญมากกว่านี้รอให้เธอไปสะสางอยู่
“บิล ฉันได้หลักฐานเพิ่มเติมแล้ว” เธอบอก
“ว่าไงนะ” เขาถามด้วยเสียงตกตะลึง
“ฉันเจอร้านนั้นแล้ว”
เสียงเขาเปลี่ยนเป็นวิตกกังวลแล้วในตอนนี้
“ไรล์ลี่ นี่คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า คุณกำลังทำอะไร ยังตามคดีนี้ต่ออยู่อีกงั้นเหรอ วาล์วเดอร์ ไล่ คุณออกแล้วนะ พระเจ้าไม่อยากจะเชื่อเลย”
“ฉันเคยรอให้ใครมาอนุญาตด้วยเหรอ ไม่รู้ล่ะ ยังไงซะดูเหมือนว่าฉันจะได้กลับไปประจำการต่อนะ”
บิลสำลักลมหายใจด้วยความไม่เชื่อ
“ใครบอก”
“นิวโบร”
“คุณพูดเรื่องอะไรเนี่ย” บิลชักเสียงถาม เริ่มไม่สบอารมณ์และหงุดหงิดมากขึ้น “พระเจ้า ไรล์ลี่ คุณไม่ได้ไปบ้านเขามาอีกใช่มั้ย”
สมองของเธอเริ่มตีกัน มีหลายอย่างมากเกินไปที่ต้องอธิบาย เธอต้องดึงสติกลับมาเรื่องเดิมก่อน
“เปล่า แต่เขาเปลี่ยนไปแล้วนะรอบนี้” เธอบอก “มันแปลกมากแล้วฉันก็ไม่มีเวลาอธิบายตอนนี้ แต่นิวโบรให้ข้อมูลใหม่กับฉันมานะบิล รีบ้า ฟราย ซื้อตุ๊กตาที่ร้านในเชลลี่ฟอร์ด ฉันมีหลักฐาน แล้วฉันก็มีชื่อร้านด้วย”
“ไม่จริงอ่ะ” บิลตอบ “พวกเราให้เจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนไปทั่วทุกพื้นที่ พวกเขาไปมาหมดทุกร้านแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีใครเจอร้านขายตุ๊กตาในเชลลี่ฟอร์ดนะ”
ไรล์ลี่เริ่มรู้สึกจะเก็บความตื่นเต้นของตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว
“นั่นเป็นเพราะว่ามันไม่มีน่ะสิ” เธอบอก “มันเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่ขายตุ๊กตาด้วย แต่คุณจะดูสินค้าได้ด้วยการนัดล่วงหน้าเท่านั้น ร้านชื่อ แมเดอลีนส์ แฟชั่นส์ คุณอยู่ที่ศูนย์วิเคราะห์รึเปล่าตอนนี้?
“อยู่ แต่ – ”
“ถ้างั้นก็ให้ใครช่วยตรวจสอบข้อมูลหน่อย ข้อมูลอะไรก็ได้ที่หาได้เกี่ยวกับทุกคนที่เคยทำงานที่นั่น ฉันกำลังจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้”
เขาตะโกนออกมาเสียงดังอย่างลุกลี้ลุกลน
“ไรล์ลี่ อย่านะ คุณไม่มีอำนาจกระทำการ คุณไม่มีแม้แต่ตราประจำตัว แล้วถ้าเกิดคุณเจอฆาตกรแล้วจะยังไง เขามีแนวโน้มที่จะเป็นอันตราย แล้ววาล์วเดอร์ก็ยึดปืนคุณไว้อยู่”
“ฉันมีปืนของฉัน” ไรล์ลี่บอก
“แต่คุณก็กักตัวใครไว้ไม่ได้”
ด้วยเสียงคำรามอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไรล์ลี่บอกเขาว่า “ฉันจะทำทุกอย่างที่ต้องทำ อาจมีอีกชีวิตนึงกำลังเป็นอันตราย”
“ผมไม่ชอบแบบนี้เลย” บิลพูดอย่างยอมแพ้แล้ว
ไรล์ลี่วางสายและเหยียบคันเร่งมิด
*
บิลนั่งอยู่ในออฟฟิศจ้องมองมือถือของตัวเองอย่างพูดไม่ออก เขาเพิ่งรู้สึกได้ว่ามือนั้นสั่นระริก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร เพราะโกรธหรือเพราะทำอะไรไม่ได้ หรือเพราะกลัวแทนไรล์ลี่ กลัวว่าเธอกำลังจะทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
ที่เธอเมาแล้วโทรมาหาเขาเมื่อสองวันก่อนยังทำให้เขาทั้งสับสนและว้าวุ่นใจอยู่เลย มันเหมือนละครน้ำเน่าที่สองตำรวจคู่หูรู้สึกใกล้ชิดผูกพันกันมากกว่าคู่ชีวิตของตัวเอง ซึ่งบิลรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ตั้งนานมาแล้วที่เขารู้สึกผูกพันกับไรล์ลี่มากกว่าเคยรู้สึกกับใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
แต่งานของพวกเขามันไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความรัก ความซับซ้อนหรือลังเลในหน้าที่ของพวกเขาอาจหมายถึงชีวิต เขาขีดเส้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอให้อยู่เฉพาะในเรื่องงานมาโดยตลอดและเชื่อใจว่าไรล์ลี่จะทำแบบเดียวกัน แต่ตอนนี้เธอทำลายความเชื่อใจของเขาแตกละเอียดไปแล้ว
อย่างไรเสีย มันชัดเจนว่าเธอรู้ดีว่าทำอะไรผิดไป แต่เธอหมายความว่ายังไงที่บอกว่าจะได้กลับมาประจำการต่อ เราจะต้องทำงานด้วยกันอีกเหรอ เขาไม่แน่ใจว่าอยากให้เป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์อันดีและความเข้าอกเข้าใจที่ทั้งเขาและเธอมีให้กันมันจะถูกทำลายตลอดไปเลยงั้นหรือ
แต่เขาไม่สามารถจะมานั่งกังวลกับเรื่องพวกนี้ได้ในเวลานี้ ไรล์ลี่เพิ่งขอให้เขาช่วยตรวจสอบพนักงานที่เคยทำงานในร้าน เขาบอกให้คนไปจัดการแล้ว แต่ไม่ได้บอก คาร์ล วาล์วเดอร์ บิลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโอนสายไปหาเจ้าหน้าที่พิเศษ เบรนท์ เมอเรดิธ เมอเรดิธไม่มีอำนาจสั่งการคดีนี้โดยตรง แต่บิลก็รู้ว่าจะสามารถพึ่งพาเขาในเรื่องนี้ได้
เขาตั้งใจจะคุยสั้นๆตรงประเด็น เพราะเขาต้องขับรถไปเชลลี่ฟอร์ดเดี๋ยวนี้และหวังเพียงว่าเขาจะไปถึงทันเวลาก่อน ไรล์ลี่ เพจ จะทำอะไรโง่ๆ
อย่างเช่น หาเรื่องโดนเก็บ
บทที่ 32
หัวใจเธอเต้นตึกตักอย่างลุ้นๆขณะที่ขับรถเข้ามาจอดในเมืองเล็กๆของเชลลี่ฟอร์ด ร้าน แมเดอลีนส์ แฟชั่นส์ นั้นหาไม่ยากเลย มันตั้งโดดเด่นอยู่บนถนนสายหลักมีชื่อร้านติดคาดไว้กลางหน้าต่างหน้าร้าน เมืองเชลลี่ฟอร์ดนั้นดูมีระดับกว่าที่เธอคิดไว้ อาคารทางประวัติศาสตร์ได้รับการซ่อมแซ่มคงสภาพไว้อย่างดี และถนนสายหลักก็ดูสวยสง่า ร้านขายเสื้อผ้าทันสมัยนั้นดูลงตัวเหมาะเจาะดีกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดูมั่งคั่ง
ไรล์ลี่จอดรถตรงทางเลียบถนนด้านหน้าร้าน เดินออกจากรถ และดื่มด่ำกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ เธอสังเกตเห็นทันทีว่าหุ่นจำลองเสื้อผ้าในตู้กระจกของหน้าร้านหนึ่งนั้นถือตุ๊กตาอยู่ในมือด้วย – ตุ๊กตาเจ้าหญิงในชุดเดรสสีชมพู สวมมงกุฎระยิบระยับ เจ้าหน้าที่ที่มาลาดตระเวนเมืองนี้นั้นอาจจะเห็นว่านี่เป็นเพียงแค่การตกแต่งร้านเท่านั้นก็เป็นได้ มีเพียงป้ายเล็กๆในกระจกเท่านั้นที่บอกตรงกันข้าม “ของเล่นสะสมดูได้ต้องนัดล่วงหน้า”
เสียงกริ่งบนประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขณะที่ไรล์ลี่เปิดเดินเข้าไปภายใน ผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าเค้าน์เตอร์เหลือบตามองมาทางเธอ หญิงสาวในวัยกลางคนแต่ดูอ่อนกว่าวัยอย่างเหลือเชื่อ แม้บนศีรษะจะเผยให้เห็นผมขาวเต็มพื้นที่แต่ก็ดูสุขภาพดี
ไรล์ลี่ช่างน้ำหนักทางเลือกที่มีในสมอง เมื่อไม่มีตราประจำตัว เธอก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ จริงอยู่ที่ร้านอื่นยอมให้เธอสอบถามข้อมูลโดยไม่ขอดูตราประจำตัว แต่เธอไม่อยากให้หญิงกลางคนผู้นี้ตื่นตัวและตัวเธอเองกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น
“ขอโทษนะคะ” ไรล์ลี่ทักขึ้น “คุณคือแมเดอลีนรึเปล่าคะ”
เธอยิ้มตอบ “จริงๆแล้วฉันชื่อ มิลดริด ค่ะ แต่ฉันชอบใช้ชื่อ แมเดอลีน มากกว่า พอกลายเป็นชื่อร้านแล้วมันฟังดูดีน่ะค่ะ ชื่อ
‘มิลดริดส์ แฟชั่นส์’ มันฟังยังไงก็ติดหูไม่เท่า” เธอหัวเราะเล็กน้อยและขยิบตาให้ “ฟังแล้วมันคงไม่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของฉันสักเท่าไหร่”
กำลังไปได้สวยเลย ไรล์ลี่นึกในใจ ผู้หญิงคนนี้คุยเก่งและเป็นกันเอง
“ร้านสวยดีนะคะ” ไรล์ลี่ชม มองไปรอบร้าน “ดูเหมือนงานเยอะ ทำคนเดียวไหวเหรอคะ ไม่มีผู้ช่วยซักคนมาช่วยคุณเลยเหรอ คุณคงไม่ได้ทำทั้งหมดนี้คนเดียวหรอกใช่มั้ย”
เธอยักไหล่
“ส่วนมากฉันทำเองค่ะ” เธอตอบ “บางทีฉันก็จ้างเด็กวัยรุ่นสาวๆมาดูแลแคชเชียร์ส่วนฉันก็ดูแลลูกค้าในร้าน วันนี้ไม่ค่อยพลุกพล่าน ฉันก็เลยไม่ได้ให้เธอเข้ามาทำงาน”
ในสมองยังคงคิดหาวิธีที่เหมาะสม ไรล์ลี่เดินข้ามฟากไปยังราวแขวนเสื้อผ้า ใช้นิ้วกรีดกรายเลือกดูสินค้า
“แบบสวยๆทั้งนั้นเลย” ไรล์ลี่บอก “ไม่ค่อยเห็นร้านไหนมีเสื้อผ้าแบบนี้”
แมเดอลีนดูพอใจ
“ไม่หรอกค่ะ คุณไม่น่าจะหาเสื้อผ้าพวกนี้จากร้านอื่นได้” เธอตอบ “มันเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูง แต่ฉันไปหาซื้อมาจากร้านขายส่งเวลาที่มันตกรุ่นแล้ว ถ้าตามมาตรฐานคนเมืองใหญ่ เสื้อผ้าพวกนี้ก็ถือว่าตกรุ่น เอ้าท์ไปแล้วน่ะค่ะ” เธอขยิบตาให้ไรล์ลี่ อมยิ้มพร้อมเสริมว่า “แต่ในเมืองเล็กอย่างเชลลี่ฟอร์ด – อืม เสื้อผ้าพวกนี้ก็ถือเป็นแฟชั่นอินเทรนด์เลยนะ”
แมเดอลีนดึงชุดเดรสสำหรับงานเลี้ยงสีม่วงลาเวนเดอร์ออกมาจากราวแขวน
“คุณน่าจะดูดีมากในชุดนี้” เธอเอ่ย “มันเพอร์เฟ็คสำหรับสีผิวคุณเลย – ฉันเดาว่าน่าเหมาะกับบุคลิกของคุณด้วย”
ไรล์ลี่ไม่คิดอย่างนั้น อันที่จริงเธอนึกภาพตัวเองใส่ชุดหรูหราในร้านนี้ไม่ออกเลยซักชุด ยังไงก็แล้วแต่ เธอว่าชุดนี้น่าจะเหมาะกับตอนเธอไปที่คันทรี่ย์คลับมากกว่าชุดที่เธอใส่อยู่ตอนนี้
“จริงๆแล้ว” ไรล์ลี่เริ่มพูด “ฉันอยากจะมาดูตุ๊กตาซักหน่อยน่ะค่ะ”
แมเดอลีนดูประหลาดใจนิดหน่อย
“คุณนัดไว้ล่วงหน้ารึเปล่าคะ” เธอถาม “ถ้าคุณนัดไว้ สงสัยว่าฉันต้องลืมไปแน่ๆเลย แล้วคุณทราบเกี่ยวกับของเล่นสะสมของเราจากที่ไหนคะ?
ไรล์ลี่ดึงใบเสร็จออกมาจากกระเป๋าถือแล้วส่งให้แมเดอลีนดู
“มีคนให้ฉันมาน่ะค่ะ” ไรล์ลี่บอก
“อ๋อ แนะนำมา” แมเดอลีนเอ่ย เห็นได้ชัดว่าพอใจ “ถ้างั้นฉันหยวนให้ก็ได้ค่ะ”
เธอเดินเข้าไปหลังร้านแล้วเปิดประตูบานพับออกกว้าง ไรล์ลี่เดินตามเธอเข้าไปในห้องเล็กด้านหลัง ชั้นวางเรียงรายไปด้วยตุ๊กตา กับชั้นวางบนพื้นด้านข้างที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับตุ๊กตา
“ฉันเริ่มทำธุรกิจอดิเรกพวกนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะค่ะ” แมเดอลีนบอก “ฉันมีโอกาสได้ไปซื้อสต็อคสินค้าของบริษัทผู้ผลิตหนึ่งที่เลิกกิจการไป เจ้าของเป็นญาติกับฉันเอง ตอนที่พวกเขาเลิกกิจการฉันเลยได้ดีลพิเศษ ฉันยินดีที่จะส่งต่อของสะสมพวกนี้ให้กับลูกค้า”
แมเดอลีนหยิบตุ๊กตาขึ้นมาแล้วมองด้วยความภูมิใจ
“น่ารักนะ คุณว่ามั้ย” เธอถาม “พวกเด็กๆชอบมันมาก พ่อแม่ของพวกเด็กๆก็ชอบเหมือนกัน แล้วตุ๊กตาพวกนี้ไม่มีการผลิตใหม่แล้ว มันเลยกลายเป็นเหมือนของสะสมไปจริงๆถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของโบราณ คุณดูเสื้อผ้าพวกนี้สิ ตุ๊กตาของฉันใส่ได้ทุกตัวเลยนะคะ”
ไรล์ลี่กวาดตามองไปทั่วชั้นวางตุ๊กตา ซึ่งดูเหมือนๆกันไปหมดแม้ว่าสีผมจะต่างกันบ้าง และเสื้อผ้าก็ต่างกันด้วย บางตัวก็ทันสมัย บางตัวใส่ชุดเจ้าหญิง บางตัวก็ใส่ชุดย้อนยุค ในโซนเครื่องประดับตุ๊กตาไรล์ลี่เห็นว่ามีเครื่องประดับที่แมทช์กับตุ๊กตาทุกสไตล์ ราคาตุ๊กตาต่อหนึ่งตัวก็หนึ่งร้อยเหรียญเป็นอย่างต่ำ
“หวังว่าคุณจะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่เปิดให้บริการในโซนนี้” แมเดอลีนอธิบาย “ลูกค้าส่วนมากที่เดินเข้าร้านมาไม่ได้อยากมาซื้อตุ๊กตา จะแอบบอกอะไรให้นะคะ” เธอลดเสียงลงเป็นเสียงกระซิบ “ของชิ้นเล็กๆพวกนี้มันขโมยง่าย ฉันก็เลยต้องระวังว่าให้ใครดูได้บ้าง”
เอามือจัดทรงกระโปรงตุ๊กตาแล้วเธอจึงถามขึ้นว่า “อ้อลืมถามไปเลย คุณชื่ออะไรคะ ฉันชอบรู้จักชื่อลูกค้าของฉันทุกคนน่ะคะ”
“ไรล์ลี่ เพจ ค่ะ”
แมเดอลีนหรี่ตาลงแล้วยิ้มอย่างอยากรู้
“แล้วใครเป็นคนแนะนำคุณมาคะ” เธอถาม
“รีบ้า ฟราย ค่ะ”
หน้าของเธอเผือดไปทันที
“ตายละ” เธออุทาน “ลูกสาววุฒิสมาชิก ฉันจำได้ตอนเธอมาที่ร้าน แล้วฉันก็ได้ยินเรื่อง…” เธอเงียบไปสักพัก “แย่ละ” เธอเสริม ส่ายหน้าอย่างเศร้าๆ
แล้วจึงหันมามองไรล์ลี่อย่างเหนื่อยใจ
“อย่าบอกนะว่าคุณเป็นนักข่าว” เธอถาม “ถ้าใช่ ฉันคงต้องขอให้คุณกลับไป ชื่อของร้านมันจะเสียหายมาก”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ” เธอตอบ “แล้วความจริงก็คือ ฉันมาที่นี่เพื่อสืบคดีฆาตกรรมของ รีบ้า ฟราย ฉันได้พบกับคุณพ่อของเธอ ท่านวุฒิสมาชิกนิวโบร เมื่อไม่นานมานี้ ท่านมอบใบเสร็จนี้มาให้ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมฉันถึงมาที่นี่”
แมเดอลีนยิ่งได้ฟังยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้น
“ขอดูตราประจำตัวหน่อยได้มั้ยคะ” เธอถาม
ไรล์ลี่กลั้นหายใจ เธอต้องแถผ่านไปให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เธอคงต้องโกหกนิดหน่อย
“ฉันอยู่นอกเวลางานค่ะ” เธอโกหก “เราไม่พกตราประจำตัวนอกเวลางาน มันเป็นกฎ ฉันมาที่นี่ในเวลาส่วนตัวเฉยๆ อยากมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเวลาว่างๆน่ะค่ะ”
แมเดอลีนพยักหน้าอย่างเห็นใจ เหมือนเธอจะเชื่อนะ – หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ดูไม่เชื่อที่ไรล์ลี่พูด ไรล์ลี่พยายามไม่ออกอาการโล่งอก
“จะให้ฉันช่วยอะไรคะ” แมเดอลีนถาม
“แค่เล่าเรื่องในวันนั้นให้ฟัง อะไรก็ได้ที่จำได้ค่ะ เช่น ใครมาทำงานบ้าง มีลูกค้าเข้าร้านกี่คน”
แมเดอลีนยื่นมือออกไป “ขอดูใบเสร็จหน่อยได้มั้ยคะ ฉันหมายถึงขอดูวันที่บนใบเสร็จ”
ไรล์ลี่ส่งใบเสร็จให้เธอ
“อ้อ ใช่แล้ว ฉันจำได้” แมเดอลีนบอกขณะที่ดูวันที่ “วันนั้นเป็นวันที่วุ่นวายสุดๆ หมายถึงอาทิตย์ก่อนนู้น”
ไรล์ลี่สนใจขึ้นมาทันที
“วุ่นวายเหรอคะ” ไรล์ลี่ถาม “วุ่นวายยังไง”
แมเดอลีนหน้านิ่วขณะที่นึกย้อนไปวันนั้น
“มีนักสะสมคนนึงเข้ามาในร้าน” เธอเล่า “เขาซื้อตุ๊กตาไปทีเดียวยี่สิบตัว ฉันก็แปลกใจว่าเขาเอาเงินมาจากไหนมากมายเพราะไม่ได้ดูเหมือนจะมีฐานะ เขาเป็นชายอายุเยอะหน้าตาอมทุกข์ ฉันลดราคาพิเศษให้เขา เรื่องมันวุ่นก็ตรงที่ฉันกับลูกน้องเอาสินค้ามาคิดเงิน เราไม่ได้ขายได้ทีเดียวมากมายขนาดนี้บ่อย มันก็เลยโกลาหลกันนิดหน่อยตอนนั้น”
ไรล์ลี่ประมวลเรื่องราวในสมอง ต่อจิ๊กซอว์ข้อมูลเข้าด้วยกัน
“รีบ้า ฟราย เข้ามาในร้านในช่วงเดียวกันกับนักสะสมคนนั้นรึเปล่าคะ” เธอถาม
แมเดอลีนพยักหน้า “ใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ” เธอถาม “พอคุณพูดขึ้นมา ฉันก็นึกได้ เธออยู่ที่นี่ค่ะ”
“คุณมีเก็บบันทึกลูกค้าของร้านไว้บ้างมั้ยคะ” ไรล์ลี่ถาม “แบบที่มีที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อ”
“มีค่ะ” แมเดอลีนตอบ
“ฉันต้องการขอดูที่อยู่และเบอร์ติดต่อของผู้ชายคนนั้น” ไรล์ลี่เอ่ย “มันสำคัญมาก”
หน้าของแมเดอลีนบ่งบอกถึงความเหนื่อยใจหนัก
“คุณบอกว่าท่านวุฒิสมาชิกเป็นคนมอบใบเสร็จนี้ให้กับคุณใช่มั้ยคะ” เธอถามย้ำ
“ถ้าไม่งั้นฉันจะได้มันมายังไงคะ” ไรล์ลี่ถามกลับ
แมเดอลีนพยักหน้า “ฉันแน่ใจค่ะว่าคุณพูดเรื่องจริง แต่ว่า…”
เธอหยุดคิด ตัดสินใจอยู่หลายตลบ
“ถ้างั้น ฉันต้องขอโทษด้วยค่ะ” เธอโพล่งขึ้น “แต่ฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้—ฉันหมายถึงให้คุณดูบันทึกไม่ได้ค่ะ คุณไม่มีแม้แต่ตราประจำตัว แล้วลูกค้าของร้านก็ต้องได้รับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ไม่สิ จริงๆแล้ว จะเป็นวุฒิสมาชิกหรือไม่ ฉันก็คงให้คุณดูบันทึกไม่ได้หากไม่มีหมายค้น ฉันต้องขอโทษด้วย มันแค่ดูแล้วไม่ค่อยถูกต้องสำหรับฉัน หวังว่าคุณคงเข้าใจ”
ไรล์ลี่สูดหายใจเข้าปอดลึกขณะที่เธอพยายามจะประเมินสถานการณ์ เธอไม่สงสัยเลยว่าบิลจะต้องมาที่นี่อย่างเร็วที่สุดแน่ แต่มันจะเร็วได้แค่ไหนกันล่ะ? แล้วเธอผู้นี้ยังจะขอดูหมายค้นอยู่รึเปล่า? มันต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ในการทำเรื่องขอหมาย? เท่าที่เธอรู้ ชีวิตคนๆหนึ่งมันอาจกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ณ นาทีนี้
“ฉันเข้าใจค่ะ” ไรล์ลี่ตอบ “จะเป็นอะไรมั้ย หากฉันจะขอเดินสำรวจรอบๆ ฉันอาจจะเจอหลักฐานอะไร”
แมเดอลีนพยักหน้า “เชิญค่ะ” เธอบอก “เชิญตามสบายเลย”
ไรล์ลี่นึกหาวิธีหักเหความสนใจ เธอเดินสำรวจไปรอบๆตุ๊กตาขณะที่แมเดอลีนจัดการปัดฝุ่นเครื่องประดับ ไรล์ลี่เอื้อมมือไปบนชั้นวางสูงเหมือนกำลังพยายามคว้าตุ๊กตา แต่แล้วเธอก็จัดการปัดตุ๊กตาทั้งชั้นหล่นลงมาจากเชลฟ์ได้สำเร็จ
“อุ๊ย!” ไรล์ลี่แกล้งอุทาน “ขอโทษค่ะ.
เธอถอยหลังไปด้วยท่าทางเก้ๆกังๆที่เธอพยายามให้มันดูธรรมชาติสุดชีวิต เธอสะดุดเอากับชั้นวางเครื่องประดับแล้วปัดมันกระจัดกระจายลงมาอีกทีหนึ่ง
“อุ๊ย ฉันขอโทษจริงๆค่ะ!” ไรล์ลี่แกล้งอุทานอีกรอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ” แมเดอลีนพูดด้วยเสียงเคืองๆ “ให้ฉัน – ให้ฉันจัดการเองเถอะค่ะ”
แมเดอลีนเริ่มก้มลงไปเก็บสินค้าที่กระจัดกระจายเต็มพื้น ไรล์ลี่รีบหลบออกไปนอกห้องแล้วเดินตรงไปที่เค้าน์เตอร์ด้านหน้า เหลือบมองให้แน่ใจว่าแมเดอลีนไม่ได้กำลังมองเธออยู่ ไรล์ลี่พุ่งเข้าไปหลังเค้าน์เตอร์ มองหาสมุดโน๊ตบนชั้นวางใต้เก๊ะเก็บเงินทันที
นิ้วเธอสั่นรัว ไรล์ลี่กรีดนิ้วปัดหน้าสมุดโน๊ตไปมา เธอหาวันที่วันนั้นเจอในเวลาสั้นๆ ชื่อและที่อยู่ของผู้ชายคนนั้น เธอไม่มีเวลาจดแล้ว จึงท่องจำไว้ในสมอง
เธอก้าวออกมาจากหลังเค้าน์เตอร์ขณะที่แมเดอลีนกลับออกมาจากห้องด้านหลังพอดี เธอดูจะเริ่มระแวงจริงๆแล้ว
“คุณควรจะกลับไปได้แล้วนะคะ” เธอบอก “ถ้าคุณมาพร้อมหมายค้น ฉันถึงจะให้ความช่วยเหลือได้ค่ะ ฉันก็อยากจะช่วยท่านวุฒิสมาชิกกับครอบครัวเท่าที่จะทำได้เหมือนกัน ฉันรู้สึกแย่กับสิ่งที่พวกเขาประสบอยู่ในเวลานี้ แต่ตอนนี้ – ฉันว่า คุณควรกลับไปก่อน”
ไรล์ลี่ดิ่งตรงไปที่ประตูหน้า
“ฉัน – ฉันเข้าใจค่ะ” เธอพูดตะกุกตะกัก “ฉันต้องขอโทษจากใจจริง”
เธอเร่งฝีเท้าไปที่รถและก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรหาบิล
“บิล ฉันได้ชื่อมาแล้ว!” เธอพูดเกือบจะเป็นตะโกนเมื่อเขารับสาย “เขาชื่อ เจอราลด์ คอสโกรฟ ฉันได้ที่อยู่เขามาด้วย”
จำให้แม่นๆนะ ไรล์ลี่ทวนที่อยู่ให้บิลฟัง
“อีกไม่กี่นาทีผมจะถึงแล้ว” บิลบอก “เดี๋ยวผมส่งชื่อกับที่อยู่ไปเช็คให้ ดูสิว่าจะมีข้อมูลอะไรโผล่ออกมาจากฐานข้อมูลที่องค์กรบ้าง รู้แล้วผมจะรีบโทรบอกคุณ”
บิลวางสายไป ไรล์ลี่อยู่ไม่เป็นสุข รออย่างหมดความอดทน เธอมองกลับไปที่ร้านและสังเกตเห็นว่าแมเดอลีนยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง มองออกมาทางเธออย่างระแวง ไรล์ลี่ไม่โทษเธอหรอกที่รู้สึกไม่ไว้ใจแบบนี้ พฤติกรรมเมื่อครู่ของเธอมันยิ่งกว่าแปลกเสียอีก
โทรศัพท์เธอดังขึ้นและเธอรับสาย
“บิงโก” บิลอุทานมาตามสาย “มันมีประวัติเป็นผู้ต้องหากระทำผิดทางเพศ ที่อยู่ที่คุณให้มาอยู่ไม่ไกล คุณอาจจะอยู่ใกล้ที่นั่นมากกว่าผม”
“ฉันกำลังขับรถไปอยู่” ไรล์ลี่ตอบ เร่งเครื่องยนต์อย่างใจร้อน
“ให้ตายเหอะ ไรล์ลี่ อย่าเข้าไปที่นั่นคนเดียว!” เขาคำรามกลับมา “รอผมอยู่ข้างนอก ผมจะรีบไปถึงให้เร็วที่สุด ได้ยินที่พูดมั้ย”
ไรล์ลี่วางสายและขับห่างออกไป ไม่ล่ะ เธอรอไม่ไหวแล้ว
*
เพียงไม่ถึงสิบห้านาทีถัดมา ไรล์ลี่ขับรถเข้ามาจอดบนที่ดินโดดเดี่ยวและฝุ่นตลบ บ้านเคลื่อนที่โกโรโกโสหลังหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางที่ดินผืนนั้น เธอจอดและลงจากรถ
มีรถเก่าคร่ำครึจอดอยู่บนถนนด้านหน้าพื้นที่ แต่ไรล์ลี่มองไม่เห็นว่าจะมีรถกระบะอย่างที่พยานอธิบายหลังเกิดเหตุลักพาตัว ซินดี้ แมคคินน่อน แน่นอน นายคอสโกรฟคนนี้ต้องจอดมันไว้ที่ไหนซักแห่ง หรืออาจจะทิ้งรถไปแล้วเพราะกลัวว่าจะถูกตามตัวได้
ไรล์ลี่ตัวสั่นระริกเมื่อเห็นบ้านแบบกระท่อมแฝดที่มีแผงแม่กุญแจเหล็กติดอยู่ที่ตรงด้านหลังของพื้นที่ดิน นั่นจะใช่ที่ที่มันจับเหยื่อมาขังไว้หรือเปล่า? หรือว่าข้างในมีเหยื่อกำลังถูกทรมานเพื่อเตรียมสังหารกันนะ?
เธอมองสำรวจรอบๆ จดจำทั่วบริเวณ พื้นที่ดินก็ไม่ได้ปลีกตัวแยกออกมาซะทีเดียว มีบ้านและบ้านเคลื่อนที่ประปรายอยู่ไม่ไกล ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ดูจะไม่มีใครอาศัยอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือลอดออกมา
ไรล์ลี่ดึงปืนออกมาถือไว้และขยับเข้าใกล้เทรลเลอร์หลังนั้น มันถูกสร้างแบบลงโครงเหล็กถาวรและดูเหมือนจะอยู่แบบนั้นมานานหลายปีแล้ว เมื่อก่อนคงมีคนเคยปลูกพุ่มดอกไม้ตามริมรั้วรอบเทรลเลอร์เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมือนบ้านจริงๆ แต่ตอนนี้พุ่มก็ถูกทำลายลงไปด้วยวัชพืชหมดแล้ว
เท่าที่ดูมา สถานที่ก็ตรงตามภาพในความคิดของเธอ เธอรู้สึกแน่ใจว่ามาได้ถูกที่แล้ว
“แกเสร็จฉันล่ะ ไอ้สารเลว” เธอพึมพำในลำคอเบาๆ “แกไม่มีวันได้ทำร้ายใครอีกแน่”
เมื่อขยับเข้าไปถึงเทรลเลอร์ เธอทุบฝ่ามือลงบนประตูเหล็ก
“เจอราลด์ คอสโกรฟ!” เธอตะโกน “นี่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ คุณอยู่ในนั้นรึเปล่า”
ไม่มีเสียงตอบ ไรล์ลี่ขยับขึ้นไปยืนบนอิฐบล็อคและส่องเข้าไปดูทางหน้าต่างเล็ก สิ่งที่เธอเห็นข้างในทำให้เธอเย็บวาบไปทั้งสันหลัง
ทั่วบริเวณห้องเต็มไปด้วยตุ๊กตา เธอไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ แค่ตุ๊กตาในทุกแบบทุกขนาด
ไรล์ลี่สั่นลูกบิดประตู มันล็อคอยู่ เธอทุบประตูอีก คราวนี้ได้ยินเสียงผู้ชายลอดออกมา
“ออกไป อย่ามายุ่งกับผม ผมไม่ได้ทำอะไรผิด”
เธอรู้สึกเหมือนได้ยินใครปีนป่ายอยู่ด้านใน ประตูเทรลเลอร์นั้นเป็นแบบเปิดจากด้านนอก ทำให้เธอพังเข้าไปไม่ได้ เธอยิงกระสุนไปที่แม่กุญแจและประตูก็เปิดออกทันที
ไรล์ลี่บุกเข้าไปในห้องหลัก เธอมึนไปชั่วขณะกับจำนวนและแบบของตุ๊กตา มันน่าจะต้องมีเป็นร้อยอยู่ในนี้ มีอยู่ทั่วไปหมด – บนชั้นวาง บนโต๊ะ และแม้แต่บนพื้น ใช้เวลาอึดใจหนึ่งเธอถึงสังเกตเห็นชายคนหนึ่งปะปนรวมอยู่ในนั้น หมอบอยู่ที่พื้นพิงกำแพงอยู่
“อย่ายิง” คอสโกรฟร้องขอชีวิต ยกมือขึ้นสองข้าง สั่นเทิ้มไปทั้งตัว “ผมไม่ได้ทำ อย่ายิงผม”
ไรล์ลี่พุ่งเข้าไปหาเขาพร้อมกับกระชากให้ยืนขึ้นมา เธอหมุนตัวคอสโกรฟพร้อมกับดึงมือหนึ่งมาไพล่หลัง เธอเก็บปืนคืนใส่ในปลอกและดึงกุญแจมือออกมา
“ส่งมือมาอีกข้าง” เธอสั่ง
สั่นไปตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาทำตามอย่างว่าง่าย ไรล์ลี่รีบใส่กุญแจมือเขาไว้และนั่งลงบนเก้าอี้
คอสโกรฟดูอ่อนแอ น่าจะอายุราวๆหกสิบกว่าปี มีผมขาวบางๆบนศีรษะ สภาพดูน่าเวทนา นั่งอยู่พร้อมน้ำตาไหลนองอาบแก้ม แต่เธอไม่เสียเวลามาเวทนาเขาหรอก สภาพตุ๊กตารอบตัวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเธอว่าชายคนนี้มันวิปริตวิปลาสขนาดไหน
ก่อนเธอจะทันได้ถามอะไร เธอก็ได้ยินเสียงบิลแว่วมา
“พระเจ้า ไรล์ลี่ คุณพังประตูนี่เหรอเนี่ย”
ไรล์ลี่หันไปเห็นบิลกำลังเดินเข้ามาในเทรลเลอร์
“ก็มันไม่ยอมเปิด” ไรล์ลี่บอก
บิลส่งเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ “ผมว่าผมบอกแล้วนะว่าให้คุณรอข้างนอก” เขาว่า
“ฉันก็คิดว่าคุณรู้ซะอีกว่ายังไงฉันก็ไม่รอ” ไรล์ลี่ตอบ “ยังไงก็แล้วแต่ ฉันดีใจที่คุณมา หมอนี่น่าจะใช่คนของเรา”
คอสโกรฟปล่อยโฮ
“ผมไม่ได้ทำ! ไม่ใช่ผมซักหน่อย! ผมรับโทษในคุกไปแล้วไง! ผมทิ้งเรื่องพวกนั้นเป็นอดีตไปหมดแล้ว!”
ไรล์ลี่ถามบิล “ได้ความว่าไงบ้าง”
“เขารับโทษไปแล้วข้อหาพยายามลวนลามเด็ก ไม่มีอะไรหลังจากนั้น – จนถึงตอนนี้”
ฟังดูเข้าเค้าสำหรับไรล์ลี่ สัตว์ป่าตัวนี้น่าจะเปลี่ยนเป้าหมายไปหาผู้ใหญ่อย่างแน่นอน – อย่างโหดเหี้ยมขึ้นด้วย
“นั่นมันกี่ปีมาแล้ว” คอสโกรฟแย้ง “ผมก็ทำตัวดีแล้วตั้งแต่นั้น ผมกินยา ผมไม่มีความอยากแบบนั้นอีกแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว คุณกำลังเข้าใจผิด”
บิลถามด้วยน้ำเสียงหยันๆ “งั้นคุณก็เป็นผู้บริสุทธิ์ล่ะสิ งั้นใช่มั้ย”
“ใช่ ไม่ว่าคุณจะคิดว่าผมไปทำผิดอะไร นั่นไม่ใช่ผม”
“แล้วตุ๊กตาพวกนี้มันอะไร” ไรล์ลี่ถาม
คอสโกรฟยิ้มอย่างเจ็บปวดทั้งน้ำตา
“มันไม่สวยเหรอ” เขาตอบ “ผมสะสมทีละตัว ทีละตัว เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนผมโชคดีได้เจอร้านดีๆร้านนึงในเชลลี่ฟอร์ด มีตุ๊กตาเยอะแยะ ในชุดต่างๆกันด้วย ผมใช้เงินประกันสังคมทั้งหมดซื้อมันมา ซื้อมากเท่าที่งบผมซื้อได้”
บิลสั่นหัว “ให้ตาย ผมไม่อยากรู้หรอกว่าคุณเอามันมาทำอะไร” เขาแขยง
“ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ” คอสโกรฟป้องตัวเอง “พวกมันก็เหมือนครอบครัว เหมือนเพื่อนคนเดียวของผม ชีวิตผมก็มีแคนี้ ผมก็อยู่บ้านกับพวกมัน ทำอย่างกับผมมีเงินจะไปที่ไหนได้ พวกมันดีกับผม ไม่ตัดสินผม”
ไรล์ลี่ยังคงกังวล นี่เขาจับตัวใครไว้อยู่หรือเปล่าตอนนี้?
“ฉันอยากตรวจสอบบ้านคุณหน่อย” เธอบอกเขา
“เอาเลย” เขาท้า “มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรแอบซ่อน กุญแจก็อยู่ตรงนั้น”
เขาพยักเพยิดไปทางพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ข้างประตูที่พัง ไรล์ลี่เดินข้ามไปคว้ามัน
“ฉันออกไปดูข้างนอกแป๊บนึง” เธอบอก
“ไม่ได้ ผมไปด้วย” บิลบอก
ก่อนออกไปใช้กุญแจมือของบิลล่ามคอสโกรฟไว้กับตู้เย็น ทั้งไรล์ลี่และบิลเดินออกไปสำรวจรอบๆเทรลเลอร์ด้วยกัน พวกเขาเดินมาเปิดแม่กุญแจเหล็กที่กระท่อมหลังแรกแล้วส่องดูด้านใน ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นนอกจากอุปกรณ์ทำสวน
บิลเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วสำรวจรอบๆ
“ไม่มีอะไรนี่” เขาเปรย “ไม่มีแม้แต่ร่องรอยคราบเลือด”
พวกเขาเดินข้ามไปที่กระท่อมอีกหลัง ปลดล็อคแล้วสำรวจภายใน นอกจากเครื่องตัดหญ้าสนิมเขรอะแล้ว ทั้งกระท่อมก็ว่างเปล่า
“มันต้องเคยซ่อนพวกเธอไว้ที่อื่น” บิลบอก
บิลกับไรล์ลี่เดินกลับไปที่เทรลเลอร์ คอสโกรฟยังนั่งอยู่ตรงนั้น จ้องอย่างใจสลายไปที่ตุ๊กตาครอบครัวของเขา ไรล์ลี่รู้สึกว่ามันช่างเป็นภาพที่รบกวนจิตใจ – ผู้ชายที่ไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง แล้วยิ่งไม่มีอนาคตด้วย
ยังไงก็แล้วแต่ เขาก็ยังคงดูเป็นปริศนาสำหรับเธอ จึงตัดสินใจสอบปากคำเขา
“คุณเจอราลด์ เมื่อเช้าวันพุธที่แล้วคุณอยู่ที่ไหน”
“อะไรนะ” คอสโกรฟตอบงงๆ “คุณหมายความว่ายังไง ผมไม่รู้ ผมจำวันพุธไม่ได้หรอก ที่นี่มั้ง ผมเดาว่างั้น ไม่งั้นผมจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะ”
ไรล์ลี่จ้องเขาด้วยความสงสัยเท่าทวีคูณ
“คุณเจอราลด์” เธอเรียก “วันนี้วันอะไร”
คอสโกรฟเหลือบมองรอบๆตัวอย่างงุนงงสับสน
“ผม – ผมไม่รู้” เขาติดอ่าง
ไรล์ลี่ชักสงสัย – มันจะจริงหรือเปล่านะ? เขาไม่รู้จริงๆเหรอว่าวันนี้เป็นวันอะไร เขาฟังดูเหมือนคนไม่รู้จริงๆ ไม่ได้ดูขมขื่นหรือโกรธเกรี้ยว เธอมองไม่เห็นแววนักสู้ในตัวเขาเลย มีแต่ความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
แต่แล้วเธอก็ต้องเตือนตัวเองอย่างขึงขังว่าอย่าหลงกลเขาเชียว พวกโรคจิตวิปริตสามารถสร้างเรื่องโกหกได้เนียน สามารถหลอกได้แม้แต่ผู้ชำนาญการ
บิลปลดพันธนาการคอสโกรฟออกจากตู้เย็น คงไว้แต่กุญแจมือที่ข้อมือไพล่หลังของเขา
บิลตะคอก “คุณเจอราลด์ คอสโกรฟ คุณถูกจับข้อหาฆาตกรรมเหยื่อสามราย…”
บิลและไรล์ลี่พาเขาออกจากเทรลเลอร์ไปอย่างไม่เบามือ ขณะที่บิลก็ร่ายข้อหาและสิทธิ์ของเขาไปด้วย แล้วจึงผลักเขาเข้าไปในรถคันที่บิลขับมา – รถสภาพดีอุปกรณ์ครบมือขององค์กรที่มีลูกกรงกั้นกลางระหว่างที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งสองผลักเขาเข้าไปนั่งด้านหลัง พร้อมใส่กุญแจมือและรัดตัวเขาไว้อย่างแน่นหนา หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“ให้ตายเหอะไรล์ลี่ คุณทำสำเร็จแล้ว” บิลพึมพำเบาๆด้วยความชื่นชม “คุณจับตัวไอ้ชั่วนี่ได้แล้ว – แบบไม่มีตราประจำตัวด้วย องค์กรต้องอ้าแขนยินดีต้อนรับคุณกลับมาแน่”
“คุณอยากให้ฉันนั่งไปด้วยรึเปล่า” ไรล์ลี่ถาม
บิลยักไหล่ “ไม่เป็นไร ผมจับมัดไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เดี๋ยวผมคุมตัวเขากลับไปเอง คุณขับรถตัวเองกลับไปเถอะ”
ไรล์ลี่ตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย ยังอยากรู้ว่าเขายังโกรธเรื่องคืนนั้นอยู่หรือเปล่า
ขณะที่มองบิลขับรถออกไป เธออยากจะยินดีกับความสำเร็จให้ตัวเอง และที่เธอกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ด้วย แต่ไม่รู้ทำไมเธอกลับไม่รู้สึกยินดีหรือพอใจอะไรเลย เธอยังตะหงิดๆกับบางอย่างในใจ เธอกลับนึกถึงคำพูดของพ่อซ้ำไปซ้ำมา
ไม่ว่ายังไง เธอก็ทำตามเซ้นท์ของเธอไป
ไรล์ลี่ค่อยๆสำนึกบางอย่างขึ้นมาได้อย่างช้าๆ ในขณะที่เธอขับรถกลับ
เซ้นท์ของเธอมันบอกว่าพวกเขาเพิ่งจะจับฆาตกรผิดคน
บทที่ 33
เช้าวันรุ่งขึ้นไรล์ลี่ขับรถไปส่งเอพริลที่โรงเรียน ขณะที่หย่อนลูกลงจากรถ เซ้นท์ของเธอก็ยังรบกวนจิตใจอยู่อย่างนั้น มันทำให้เธอนอนไม่หลับมาตลอดคืน
มันจะใช่คนนี้รึเปล่า? เธอถามตัวเองซ้ำๆ
ก่อนเอพริลจะลงจากรถ เด็กสาวหันมาหาเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างจริงใจ
“แม่คะ มีอะไรรึเปล่า” เธอถาม
ไรล์ลี่ชะงักไปเล็กน้อยกับคำถาม ดูเหมือนเธอกับลูกสาวกำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มการสานสัมพันธ์ใหม่ – ความสัมพันธ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาก ยังไงก็แล้วแต่ เธอก็ยังไม่ค่อยชินกับการที่ลูกมาใส่ใจกับความรู้สึกเธอแบบนี้ มันรู้สึกดีนะ แต่ก็แปลกๆ
“ดูออกเหรอ” ไรล์ลี่ถาม
“ก็ชัดเจนซะขนาดนี้” เอพริลตอบ พร้อมกับจับมือแม่เบาๆ “บอกหนูมาเถอะ”
ไรล์ลี่คิดไปแป๊บนึง ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่ง่ายที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
“แม่…” เธอเริ่มพูด แต่ก็หยุดชะงักไป ไม่แน่ใจว่าต้องพูดว่าอะไร “แม่ไม่แน่ใจว่าแม่จับฆาตกรถูกคน”
เอพริลตาโต
“แม่ไม่แน่ใจว่าแม่ต้องทำอะไร” ไรล์ลี่เสริม
เอพริลหายใจเข้ายาว
“อย่าสงสัยตัวเองสิคะ” เอพริลตอบ “แม่ก็ทำอยู่บ่อยๆ แล้วก็มาเสียใจทีหลัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เคยสอนหนูมาตลอดเหรอ”
เอพริลยิ้ม และเธอก็ยิ้มตอบ
“ถ้าหนูไม่ไปตอนนี้เดี๋ยวจะสายแล้ว” เอพริลบอก “เดี๋ยวไปคุยกันต่อที่บ้าน”
เอพริลจุ๊บที่แก้มของเธอ ลงจากรถแล้วพุ่งเข้าไปในโรงเรียน
ไรล์ลี่นั่งอยู่ในรถคิดอะไรอยู่อีกหน่อย เธอไม่ได้ขับออกไปเลยทันที แต่กลับโทรหาบิล
“เจออะไรบ้างมั้ย” เธอถามเมื่อเขารับสาย
เธอได้ยินเสียงบิลถอนหายใจยาว
“คอสโกรฟนี่เป็นคนบุคลิกแปลก” เขาบอก “ตอนนี้สภาพมันดูไม่ได้เลย – ทั้งล้าแล้วก็ซึมเศร้า ร้องไห้เยอะด้วย ผมว่าอีกแป๊บมันต้องสติแตกชัวร์ แต่ว่า…”
บิลชะงักไปกลางคัน ไรล์ลี่สัมผัสได้ว่าเขาก็กำลังสงสัยเหมือนกัน
“แต่อะไร” เธอถาม
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันไรล์ลี่ เขาดูไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอย ผมไม่แน่ใจว่าเขารู้รึเปล่าว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น สติของเขาเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป บางทีก็ดูเหมือนไม่รู้ว่าถูกจับอยู่ ไม่แน่ไอ้พวกยาที่กินนั่นมันอาจจะกล่อมประสาท หรือไม่เขาก็เป็นโรคจิตล้วนๆ
ความสงสัยส่วนตัวของเธอเองเริ่มตะหงิดๆอีกแล้ว
“เขาบอกอะไรคุณบ้าง” เธอถาม
“ส่วนมากก็ถามหาแต่ตุ๊กตา” บิลตอบ “เขาเป็นห่วงพวกมันมากอย่างกับเป็นเด็กหรือสัตว์เลี้ยงที่ไม่ควรปล่อยให้อยู่บ้านตามลำพัง บอกแต่ว่าพวกมันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา แล้วตัวเขาเองก็เซื่องมาก ไม่มีอาการก้าวร้าวเลย แต่ก็ไม่บอกข้อมูลอะไรออกมาเหมือนกัน ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับผู้เคราะห์ร้ายเลย หรือแม้แต่มีจับใครไว้อยู่ตอนนี้รึเปล่าก็ไม่บอก”
เธอเก็บคำพูดของบิลมาคิดประมวลอยู่ในสมอง
“คุณคิดว่ายังไง” เธอถามออกมาในที่สุด “คุณว่าเขาจะใช่มันมั้ย”
ไรล์ลี่รับรู้ถึงความผิดหวังในน้ำเสียงของเขา
“เขาจะไม่ใช่ได้ยังไง ผมหมายถึง ทุกอย่างมันชี้ไปที่เขานะ ไม่ใช่คนอื่น ทั้งตุ๊กตา ประวัติการกระทำผิด ทุกอย่างเลย เขาอยู่ในร้านเวลาเดียวกันกับที่เหยื่ออยู่อีกต่างหาก แล้วจะเอาอะไรอีก แบบนี้เราจะคิดผิดได้ยังไง”
ไรล์ลี่ไม่พูดอะไร เธอเองก็เถียงไม่ออก แต่เธอสัมผัสได้ว่าบิลเองก็กำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณของตัวเองอยู่เช่นกัน
จึงถามขึ้นมาว่า “มีใครหาข้อมูลลูกจ้างเก่าๆของร้านแมเดอลีนบ้างรึยัง”
“หาแล้ว” บิลตอบ “แต่ไม่มีความคืบหน้าอะไร ปกติแมเดอลีนจะจ้างแต่เด็กนักเรียนผู้หญิงให้มาทำงานเป็นแคชเชียร์ เธอทำแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่เปิดร้าน”
ไรล์ลี่โอดอย่างหมดกำลังใจ เมื่อไหร่พวกเขาจะได้พักจากคดีนี้ซักที?
“ยังไงก็ตาม” บิลพูดต่อ “จิตเวชขององค์กรจะเข้ามาสอบปากคำคอสโกรฟวันนี้ บางทีเขาอาจจะบอกอะไรเราได้บ้าง ว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหน”
“โอเค” ไรล์ลี่ตอบ “อัพเดทฉันด้วยนะ”
เธอวางสายโทรศัพท์ รถยังคงติดเครื่องอยู่ แต่เธอก็ยังไม่ขับออกไปจากโรงเรียน เธอควรจะไปไหนดี? ถ้านิวโบรตั้งใจจะช่วยให้เธอกลับมาประจำการจริง ทำไมถึงยังไม่มีข่าวคืบหน้านะ เธอก็ยังไม่มีตรา – ไม่มีงาน
ถ้างั้นสู้ฉันกลับบ้านจะดีกว่า เธอคิด
แต่พอเธอเริ่มขับรถออกไป คำพูดของพ่อก็ย้อนกลับมาอีกอยู่ดี
ไม่ว่ายังไง เธอก็ทำตามเซ้นท์ของเธอไป
ตอนนี้ เซ้นท์ของเธอมันบอกเธอดังและชัดเจนมากว่าเธอต้องกลับไปที่เมืองเชลลี่ฟอร์ด เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เธอต้องไป
*
กระดิ่งเหนือประตูร้านเสื้อผ้าดังกรุ๊งกริ๊งขึ้นขณะที่ไรล์ลี่เดินผ่านเข้ามาข้างใน เธอมองไม่เห็นลูกค้าซักคน แมเดอลีนเงยหน้าขึ้นจากงานบนเค้าน์เตอร์และขมวดคิ้ว เธอเห็นชัดว่าเจ้าของร้านไม่ได้ยินดีเลยที่พบเธออีกครั้ง
“คุณแมเดอลีน ฉันต้องขอโทษด้วยสำหรับเรื่องเมื่อวาน” ไรล์ลี่เอ่ย เดินไปที่หน้าเค้าน์เตอร์ “ฉันซุ่มซ่ามไปหน่อยและฉันก็รู้สึกขอโทษ หวังว่าคงไม่ได้ทำอะไรแตกหักไป”
แมเดอลีนกอดอกและมองเธอตาขวาง
“คุณต้องการอะไรอีกล่ะคราวนี้” เธอถาม
“ฉันยังหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้อยู่” ไรล์ลี่บอก “ฉันอยากให้คุณช่วย”
แมเดอลีนนิ่งไปหลายวินาที
“ฉันยังคงไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร หรือแม้แต่คุณเป็นเอฟบีไอจริงรึเปล่า” เธอบอก
“ฉันรู้ และฉันก็ไม่โทษที่คุณไม่ไว้ใจฉัน” ไรล์ลี่ขอร้อง “แต่ฉันก็มีใบเสร็จของ รีบ้า ฟราย นะจำได้มั้ย ฉันได้มันมาจากคุณพ่อของเธอ ท่านเป็นคนส่งฉันมาที่นี่จริงๆ คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้โกหก”
แมเดอลีนส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
“ฉันว่า มันก็คงต้องมีความหมายอะไรบางอย่างละมั้ง คุณต้องการอะไร”
“ขอฉันดูห้องสะสมตุ๊กตานั้นอีกครั้งได้มั้ย” ไรล์ลี่ขอร้อง “ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเสียหายคราวนี้”
“ก็ได้” แมเดอลีนตอบ “แต่ฉันไม่ทิ้งคุณเอาไว้คนเดียวแน่”
“ไม่มีปัญหาเลย” ไรล์ลี่ขอบคุณ
ไรล์ลี่เดินไปทางด้านหลังร้านและเปิดประตูบานเฟี้ยมออก ขณะที่ไรล์ลี่เคลื่อนตัวผ่านตุ๊กตาและเครื่องประดับนั้น แมเดอลีนก็ยืนจับตาดูเธออยู่ที่ประตูราวกับเหยี่ยวจ้องเหยื่อ ไรล์ลี่เข้าใจความไม่วางใจของเธอดี แต่การจับผิดแบบนี้มันทำให้เธอเสียสมาธิ – โดยเฉพาะตอนนี้ที่ตัวเธอเองยังไม่รู้ว่าต้องมองหาอะไร
ทันใดนั้นเสียงกระดิ่งเหนือประตูก็ดังขึ้น ลูกค้าสามคนดูเอะอะมะเทิ่งผลักประตูเข้ามาในร้าน
“ตายละ” แมเดอลีนอุทานขึ้น เธอรีบออกไปที่โซนเสื้อผ้าเพื่อดูแลลูกค้า ไรล์ลี่ได้อยู่กับตุ๊กตาพวกนี้ตามลำพังแล้ว อย่างน้อยก็แป๊บนึง
เธอเข้าไปพินิจดูพวกมันใกล้ๆ บ้างก็ยืนอยู่ บ้างก็นั่ง ตุ๊กตาทุกตัวถูกจับแต่งตัวในชุดเดรสกับชุดราตรี แต่ถึงแม้ว่าจะสวมเสื้อผ้า แต่ตุ๊กตาที่นั่งอยู่นั้นอยู่ในท่าเดียวกับเหยื่อฆาตกรรม ขาแหกออกแบบแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่าฆาตกรต้องมีแรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาประเภทนี้
แต่เธอจะมาดูเพียงแค่นี้ไม่ได้ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น เธอสะดุดตากับแถวหนังสือโฟโต้บุ๊คบนเชลฟ์ด้านล่าง นั่งย่อเข่าลงและเริ่มดึงออกมาดูทีละเล่มๆ ภายในหนังสือมีภาพวาดเรื่องราวผจญภัยลายเส้นสวยงาม เกี่ยวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่หน้าเหมือนตุ๊กตาเด๊ะ แถมทั้งเด็กหญิงทั้งตุ๊กตาบนปกหนังสือยังสวมชุดเดรสเหมือนกันอีกด้วย ไรล์ลี่เข้าใจเลยว่าหนังสือและตุ๊กตาจริงๆแล้วมันคงถูกผลิตมาให้ขายคู่กันเป็นเซ็ต
ไรล์ลี่ตัวแข็งทื่อไปเมื่อเห็นภาพปกภาพหนึ่ง เด็กหญิงมีผมบลอนด์ยาวและดวงตาสีฟ้าเบิกโตเป็นประกายสดใส ชุดราตรีสีชมพูขาวมีรอยแต่งแต้มไปด้วยดอกกุหลาบคาดรอบบริเวณกระโปรง ผมเธอมัดไว้ด้วยริบบิ้นสีชมพู หนังสือมีชื่อว่า A Grand Ball for a Southern Belle (งานเลี้ยงยิ่งใหญ่เพื่อหญิงงามแห่งแดนใต้)
ไรล์ลี่ขนลุกซู่เมื่อเธอจ้องเข้าไปใกล้ๆหน้าของเด็กหญิง ตาของเด็กน้อยเป็นประกายสีฟ้าสดใส เบิกตากว้างและมีขนตาดำขลับขนาดใหญ่ ปากของเธออวบอิ่มและมีสีชมพูสว่างอยู่ในท่าฉีกยิ้มกว้างแบบเกินจริง ไม่มีอะไรต้องสงสัยแล้ว ไรล์ลี่มั่นใจว่าฆาตกรมีความหมกมุ่นในภาพตรงหน้านี้อย่างแน่นอน
และตอนนั้นเอง กระดิ่งก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับที่ลูกค้าทั้งสามเดินออกไปจากร้าน แมเดอลีนสาวเท้ากลับมาที่ห้องด้านหลัง เห็นชัดว่าโล่งอกที่ไรล์ลี่ไม่ได้ทำอะไรเสียหายอีก ไรล์ลี่ชี้หนังสือให้เธอดู
“คุณแมเดอลีน คุณมีตุ๊กตาที่มาเป็นเซ็ตกับหนังสือเล่มนี้มั้ยคะ” ไรล์ลี่ถาม
แมเดอลีนมองไปที่ภาพปก แล้วมองปราดไปที่ชั้นวาง
“ฉันคิดว่า ฉันน่าจะเคยมีอยู่หลายตัวไม่เมื่อใดก็เมื่อหนึ่งนะคะ” เธอตอบ “แต่ฉันไม่เห็นมันแล้ว” เธอคิดไปพักหนึ่งแล้วจึงพูดต่อว่า “มาคิดดูอีกที ฉันขายตัวสุดท้ายไปนานแล้ว”
ไรล์ลี่แทบจะเก็บเสียงสั่นของเธอไว้ไม่อยู่
“คุณแมเดอลีน ฉันรู้ว่าคุณไม่อยากทำ แต่คุณ ต้อง ช่วยฉันหาชื่อของคนที่อาจจะเคยซื้อตุ๊กตาตัวนี้ไป ฉันไม่รู้จะบอกให้คุณทราบได้ยังไงว่ามันสำคัญมากแค่ไหน”
ตอนนี้แมเดอลีนดูเหมือนจะเห็นใจกับอาการอยู่ไม่ติดของไรล์ลี่
“ฉันขอโทษด้วย แต่คงไม่ได้” เธอตอบ “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย แต่ฉันช่วยไม่ได้ มันผ่านมาสิบหรือสิบห้าปีแล้ว ขนาดบันทึกของฉันยังไม่ได้เก็บข้อมูลไว้นานขนาดนั้นเลย”
ไรล์ลี่จิตตกทันที ทางตันอีกแล้วหรือนี่ เธอพยายามมากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้แล้ว มันเสียเวลาจริงๆที่กลับมาที่นี่
ไรล์ลี่หันหลังจะกลับ เธอเดินผ่านภายในร้านออกไปและเปิดประตู อากาศบริสุทธิ์ภายนอกกระทบจมูกเธอ พร้อมกับที่เธอรู้สึกสะดุดกับบางอย่าง กลิ่น อากาศบริสุทธิ์ภายนอกทำให้เธอตระหนักว่าอากาศภายในร้านมันไม่สด ไม่ใช่ไม่สดสิ แต่…กลิ่นมันฉุนต่างหาก ดูไม่ค่อยเข้ากันกับภาพลักษณ์อ่อนหวานดูเป็นกุลสตรีของร้านสักเท่าไหร่ มันคืออะไรกันนะ?
ไรล์ลี่ก็นึกรู้ทันที แอมโมเนีย แต่มันหมายความว่ายังไงล่ะ?
ทำตามเซ้นท์ของเธอ ไรล์ลี่
เปิดประตูออกไปได้ครึ่งทาง เธอก็หยุดและหันหลังกลับมามองแมเดอลีน
“วันนี้คุณได้ทำความสะอาดพื้นรึเปล่าคะ” ไรล์ลี่หันไปถาม
แมเดอลีนส่ายหน้า งงๆ
“ฉันจ้างบริษัทข้างนอกค่ะ” เธอตอบ “พวกเขาส่งพนักงานทำความสะอาดมา”
ไรล์ลี่ใจเต้นแรงขึ้น
“พนักงานทำความสะอาดเหรอคะ” เธอถามด้วยเสียงเบาราวกระซิบ
แมเดอลีนพยักหน้า
“เขาจะมาช่วงเช้า ไม่ได้มาทุกวันหรอกค่ะ เขาชื่อ เดิร์ก”
เดิร์ก เหรอ หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เนื้อตัวเย็นเฉียบไปหมด
“เดิร์กอะไรคะ” เธอถาม
แมเดอลีนยักไหล่
“ฉันต้องขอโทษ แต่ฉันไม่รู้จักนามสกุลของเขา” เธอตอบ “ฉันไม่ได้เป็นคนจ่ายค่าจ้างเขา บริษัทเอเจนซี่อาจจะเป็นคนจ่าย แต่อันที่จริงแล้วงานคุณภาพไม่ดีเท่าไหร่หรอกค่ะ ทำงานสะเพร่า เดิร์กออกจะพึ่งพาอะไรไม่ได้ ถ้าคุณอยากรู้ความจริงนะ”
ไรล์ลี่หายใจเข้าช้าๆพยายามทำจิตให้แข็งเข้าไว้
“เมื่อเช้าเขามาที่นี่หรือเปล่าคะ” เธอถาม
แมเดอลีนพยักหน้าโดยไม่มีเสียงตอบ
ไรล์ลี่เดินก้าวเข้าไปหาเธอ รวบรวมความจริงจังขึงขังที่สุด
“คุณแมเดอลีน” เธอแนะนำ “ไม่ว่าคุณจะทำวิธีไหน อย่าให้ผู้ชายคนนี้กลับเข้ามาในร้านของคุณอีก เป็นอันขาด”
แมเดอลีนซวนเซด้วยความช็อค
“คุณหมายความว่า เขาเป็น – ?”
“เขาเป็นบุคคลอันตราย อันตรายถึงชีวิต และฉันต้องตามตัวเขาให้เจอเดี๋ยวนี้ คุณมีเบอร์โทรศัพท์เขามั้ย พอรู้บ้างมั้ยคะว่าเขาพักที่ไหน”
“ฉันไม่รู้ คุณต้องถามบริษัทเอเจนซี่ของเขาดู” แมเดอลีนตอบด้วยเสียงกลัวๆ “พวกเขาต้องมีข้อมูลทั้งหมดแน่ๆ อ่ะนี่ เดี๋ยวฉันจะเอานามบัตรให้คุณ”
แมเดอลีนควานหาไปรอบโต๊ะและเจอเข้ากับนามบัตรของบริษัทเอเจนซี่จัดหาคนชื่อ มิลเล่อร์ สต๊าฟฟิ่ง เอเจนซี่ เธอส่งนามบัตรให้ไรล์ลี่
“ขอบคุณ” ไรล์ลี่บอกเกือบจะหายใจไม่ออก “ขอบคุณมากๆ”
โดยไม่เสวนาอะไรต่อ ไรล์ลี่รีบก้าวออกนอกร้านไปขึ้นรถและพยายามโทรศัพท์ไปที่บริษัทเอเจนซี่ โทรศัพท์ดังแล้วดังอีก ไม่มีบริการฝากข้อความ
เธอโน๊ตที่อยู่ไว้ในความจำแล้วเริ่มขับรถออกไป
*
บริษัท มิลเล่อร์ สต๊าฟฟิ่ง เอเจนซี่ อยู่ห่างไปอีกไมล์ อยู่อีกฟากหนึ่งของเชลลี่ฟอร์ด ตั้งอยู่ในอาคารอิฐมอญที่มีร้านรวงอยู่ด้านหน้า ดูแล้วน่าจะเปิดทำการมานานแล้วหลายปี
เมื่อไรล์ลี่ก้าวเข้าไปข้างใน เธอจึงเห็นอุปกรณ์การทำงานที่ล้าสมัยต่างๆ ไม่ได้ตามโลกเลย มีคอมพิวเตอร์เก่าเก็บล้าสมัยอยู่หนึ่งเครื่องในระยะสายตา สภาพภายในค่อนข้างพลุกพล่าน คนที่มาสมัครงานหลายคนนั่งกรอกแบบฟอร์มกันอยู่ที่โต๊ะยาว
อีกสามคน – ชัดเจนว่าเป็นลูกค้า – กำลังรุมอยู่ที่เค้าน์เตอร์ด้านหน้า พวกเขากำลังต่อว่าต่อขานเสียงดังพร้อมๆกันในคราวเดียวเรื่องปัญหาเกี่ยวกับพนักงานของเอเจนซี่
ผู้ชายผมยาวสองคนทำงานรับหน้าอยู่ที่โต๊ะ จัดการกับพวกลูกค้าที่มาต่อว่าและพยายามรับสายโทรศัพท์เข้า ดูน่าจะอายุประมาณยี่สิบกว่า ท่าทางเอื่อยเฉื่อย เห็นแล้วไม่น่าจะมีประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องต่างๆสักเท่าไหร่
ไรล์ลี่ดันตัวเองเข้าไปจนถึงด้านหน้า ตรงที่เธอเห็นชายหนุ่มอายุน้อยกำลังสับรางรับโทรศัพท์อยู่ ป้ายชื่อเขียนว่า “เมลวิน”
“ดิฉันเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ ไรล์ลี่ เพจ” เธอประกาศ หวังว่าในความสับสันอลหม่านนี้ เมลวินจะไม่ขอดูตราประจำตัวของเธอ “ฉันมาที่นี่เพื่อสืบคดีฆาตกรรม คุณเป็นผู้จัดการรึเปล่า”
เมลวินยักไหล่ “คงใช่มั้ง”
จากสีหน้าว่างเปล่าของเขา ไรล์ลี่คิดว่าถ้าเขาไม่เมายาก็ต้องไม่ฉลาดแน่ หรือไม่ก็ทั้งคู่ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้สนใจจะดูบัตรดูตราอะไร
“ดิฉันกำลังตามหาพนักงานของคุณที่ทำงานให้ร้านของคุณแมเดอลีน” เธอบอก “พนักงานทำความสะอาดชื่อ เดิร์ก คุณแมเดอลีนเหมือนจะไม่ทราบนามสกุลของเขา”
เมลวินพึมพำกับตัวเอง “เดิร์ก เดิร์ก เดิร์ก … อ๋อ ใช่ จำได้แล้ว ‘เดิร์ก เดอะ ดิ๊ก’ พวกเราเคยเรียกเขาแบบนั้น” แล้วเขาจึงตะโกนออกไปถามคนอื่นๆ “เฮ้ยแรนดี้ เดิร์ก เดอะ ดิ๊ก ไปไหนแล้ววะ”
“เราไล่เขาออกไปแล้วไง” แรนดี้ตอบ “เขามาสายอยู่เรื่อย เวลาที่คิดจะโผล่มาอ่ะนะ เห็นแล้วรำคาญลูกนัยย์ตาอย่างแรง”่
“ไม่น่าเป็นไปได้นะคะ” ไรล์ลี่พูด “คุณแมเดอลีนบอกว่าเขายังทำงานให้ที่ร้านอยู่ เขาเพิ่งจะไปทำงานที่นั่นเมื่อเช้านี้เอง”
เมลวินงงเป็นไก่ตาแตก
“ผมมั่นใจว่าผมไล่เขาออกไปแล้วนะ” เขาตอบ เขานั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์รุ่นเดอะและเริ่มทำการค้นหาอะไรบางอย่าง “ถูกแล้วล่ะ เราไล่เขาออกไปแล้ว ประมาณเมื่อสองอาทิตย์ก่อน”
เมลวินหรี่ตามองที่หน้าจอ ยิ่งงงหนักเข้าไปอีก
“เฮ้ย นี่มันแปลกๆละ” เขาเอ่ยขึ้น “ทำไมคุณแมเดอลีนยังจ่ายเช็คมาให้เราอยู่อีกในเมื่อเขาไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว คงต้องมีใครโทรไปแจ้งเธอหน่อยนะ เธอเสียเงินฟรีไปอื้อเลย”
สถานการณ์เริ่มเด่นชัดแล้วสำหรับไรล์ลี่ ทั้งๆที่โดนไล่ออกและไม่ได้รับเงินค่าจ้างแล้ว เดิร์กยังคงกลับไปทำงานที่ร้านของแมเดอลีนต่ออีก เขาต้องมีเหตุผลส่วนตัวในการกลับไปทำงานที่นั่น – เหตุผลชั่วร้ายพรรค์นั้น
“เขามีนามสกุลว่าอะไร” ไรล์ลี่ถาม
เมลวินกลอกตาไปทั่วหน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นชัดว่าน่าจะกำลังดูทะเบียนประวัติพนักงานของเดิร์กอยู่
“มอนโร” เมลวินตอบ “คุณอยากรู้อะไรอีกมั้ย”
เธอโล่งใจที่เมลวินไม่ได้เคร่งครัดนักกับการแชร์ข้อมูลที่น่าจะเป็นส่วนตัวนี้กับเธอ
“ฉันอยากได้ที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์” ไรล์ลี่บอก
“เขาไม่ได้ให้เบอร์ติดต่อไว้” เมลวินตอบ ตายังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอ “แต่ผมมีที่อยู่ 1520 ถนนลินน์”
ถึงตอนนี้ แรนดี้ดูจะสนใจบทสนทนานี้ซะแล้ว เขามองข้ามไหล่เมลวินมาดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
“เดี๋ยวก่อน” แรนดี้เรียกไว้ “ที่อยู่นั่นมันไม่มีจริงซะหน่อย บ้านเลขที่บนถนนลินน์ ไม่มีเลขสูงอย่างนั้น”
ไรล์ลี่ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เดิร์ก มอนโร คนนี้ต้องไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาพักอยู่ที่ไหนอยู่แล้ว
“แล้วเลขบัตรประชาชนล่ะ” เธอถาม
“หาเจอละ” เมลวินตอบ พร้อมกับเขียนเลขลงบนกระดาษแล้วส่งต่อให้ไรล์ลี่
“ขอบคุณ” ไรล์ลี่กล่าว หยิบกระดาษแล้วเดินออกไป พอเดินออกมาถึงด้านนอกแล้วเธอจึงโทรหาบิล
“ว่าไง ไรล์ลี่” บิลทักเมื่อรับสาย “ผมก็หวังว่าจะมีข่าวดีมาบอกคุณนะ แต่นักจิตเวชของเราสอบปากคำคอสโกรฟแล้ว และเขาเชื่อว่าหมอนั่นไม่มีปัญญาฆ่าใครได้ ผู้หญิงสี่คนยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เขาบอกว่า – ”
“บิล” เธอขัดจังหวะ “ฉันได้ชื่อมาแล้ว – เดิร์ก มอนโร เขาเป็นคนของเราแน่ ฉันมั่นใจ ฉันไม่รู้ว่าเขาพักอยู่ไหน คุณเช็คเลขบัตรประชาชนเขาให้หน่อยได้มั้ย ตอนนี้เลย
บิลจดตัวเลขแล้วปรับโหมดโทรศัพท์เป็นรอสาย ไรล์ลี่เดินไปเดินมาอยู่บนฟุตบาทอย่างกระวนกระวายระหว่างที่รอ แล้วในที่สุด บิลก็กลับเข้ามาในสาย
“ผมได้ที่อยู่มาแล้ว เป็นไร่หรือฟาร์ม อยู่ประมาณสามสิบไมล์ออกไปทางตะวันตกของเชลลี่ฟอร์ด เป็นถนนชนบท”
บิลอ่านที่อยู่ให้เธอฟัง
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” ไรล์ลี่บอก
บิลละล่ำละลัก
“ไรล์ลี่ คุณพูดอะไร ให้ผมเรียกทีมสนับสนุนไปที่นั่นก่อน ผู้ชายคนนี้มันอันตราย”
ไรล์ลี่รู้สึกทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมันยิบๆยับๆเต็มไปด้วยแรงสูบฉีดของอดรินาลีน
“อย่ามาเถียงกับฉัน บิล” เธอบอก “คุณควรจะรู้ดีกว่านี้ตั้งนานแล้วนะ”
ไรล์ลี่วางสายโดยไม่บอกลาซักคำ ตอนนี้กำลังขับรถดิ่งไปที่นั่นแล้ว
บทที่ 34
เมื่อบ้านไร่เข้ามาอยู่ในระยะสายตา ไรล์ลี่รู้สึกขัดแย้งในตัวเองอย่างที่เธอไม่เคยนึกมาก่อน ราวกับกำลังขับรถเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันของชนบทสวยสงบในอเมริกา บ้านขอบไม้ระแนงสีขาวถูกโอบล้อมไปด้วยหุบเขาเล็กๆท่าทางอบอุ่นดูสบาย ตัวบ้านนั้นเก่าแต่ชัดเจนว่าได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพดี
สิ่งปลูกสร้างภายนอกกระจัดกระจายอยู่บนพื้นที่ใกล้ๆ ไม่ได้มีสภาพดีเท่ากับตัวบ้าน เช่นเดียวกับยุ้งฉางขนาดใหญ่ที่ดูประหนึ่งจะพังมิพังแหล่ หากแต่สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นกลับดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นจากความชำรุดทรุดโทรมของมันเอง
ไรล์ลี่จอดรถไว้ห่างจากตัวบ้านเล็กน้อย เธอตรวจสอบกระบอกปืนในปลอกแล้วจึงลงจากรถ หายใจเข้าเอาอากาศบริสุทธิ์ของชนบทเข้าเต็มปอด รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย
ที่นี่มันไม่ควรจะวิจิตรงดงามอย่างนี้เลย เธอคิดในใจ แม้ตัวเองก็รู้ว่าแบบนี้แหละถึงจะเข้าเค้าแล้ว ตั้งแต่ที่เธอได้คุยกับพ่อ เธอก็สำนึกได้อยู่ลางๆแล้วว่ารังกบดานของฆาตกรน่าจะต้องเป็นสถานที่สวยงามน่าอยู่
แต่อย่างไรก็ตาม มีความอันตรายแฝงอยู่ในสถานที่นี้ที่เธอเองก็ไม่ได้เตรียมตัวมาเจอ มันคืออันตรายของการถูกมอมเมาให้หลงไหลในเสน่ห์ของสิ่งรอบตัว การไม่ระวังภัยเมื่ออยู่ที่นี่ เธอต้องเตือนสติตัวเองว่าความชั่วร้ายมันสวมรอยอยู่ในความสวยงามนี้เช่นกัน รู้แน่ว่าเดี๋ยวเธอจะต้องได้เผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสถานที่แห่งนี้ในไม่ช้า แต่เธอยังไม่รู้ว่าเธอจะไปเผชิญหน้ากับมันได้ที่ไหน
เธอเหลียวมองไปรอบๆ มองไม่เห็นรถกระบะอยู่ในพื้นที่ ถ้านายเดิร์กไม่ได้กำลังขับรถออกไปไหนซักแห่ง รถกระบะก็ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งของสิ่งปลูกสร้างรอบๆนี้ หรือไม่ก็อยู่ในยุ้งฉาง ตัวเขาเองอาจอยู่ตรงไหนก็ได้ มันแน่นอนอยู่แล้ว – ว่าอาจจะอยู่ในสิ่งปลูกสร้างข้างนอกนี้แหละ มีความเป็นไปได้ แต่เธอตัดสินใจที่จะเช็คภายในบ้านก่อนเป็นที่แรก
เสียงหนึ่งทำให้เธอสะดุ้งเฮือก ภาพจากหางตาของเธอมันบอกว่าเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของบางสิ่งที่มีขนฟู แต่ก็เห็นเพียงแค่ฝูงไก่หยิบมือหนึ่งเท่านั้น แม่ไก่จิกหาหนอนกินอยู่บนพื้นใกล้ๆ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวนอกจากต้นหญ้าสูงปลายแหลมกับใบไม้เวลาถูกสายลมอ่อนโยนพัดผ่านมา เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
ไรล์ลี่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้บ้านไร่ เมื่อมาถึงบันไดเธอชักปืนออกมาแล้วเดินขึ้นไปบนเฉลียง เธอเคาะประตูหน้าแต่ไม่มีใครตอบรับจึงเคาะอีกรอบ
“มีพัสดุส่งถึงคุณ เดิร์ก มอนโร ค่ะ” เธอตะโกนเข้าไปภายใน “ช่วยเซ็นต์พัสดุให้ด้วยค่ะ”
ยังคงเงียบ
ไรล์ลี่เดินออกมาตรงเฉลียงแล้วเริ่มวนสำรวจรอบตัวบ้าน หน้าต่างอยู่สูงเกินไปไม่สามารถส่องเข้าไปดูภายในได้ และเธอพบว่าประตูหลังก็ล็อคไว้ด้วย
เธอเดินกลับมาที่ประตูหน้าและเคาะประตูอีกรอบ ยังคงมีแต่ความเงียบงัน กลอนประตูเป็นแบบธรรมดาโบราณๆ เธอพกกุญแจผีมาด้วยอยู่ในกระเป๋าถือ เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์แบบนี้ ยังไงซะแค่ประแจอันเดียวก็สามารถกระเทาะลูกปิดเปิดออกได้อยู่แล้ว
ไรล์ลี่เหน็บปืนเก็บเข้าปลอกและมองหาประแจ เธอแงะมันลงที่กลอนประตู งัดแล้วบิดจนตัวล็อคหมุนไปอีกด้าน เมื่อเธอลองบิดลูกบิดเข้าไปประตูก็เด้งเปิดออก เธอชักปืนกลับมาไว้กับตัวอีกครั้งแล้วเดินเข้าไปภายในบ้าน
การตกแต่งภายในดูวิจิตรงดงามดังภาพวาดเหมือนกันกับภายนอก ช่างเป็นบ้านชนบทหลังเล็กที่ไร้ที่ติ สะอาดและเป็นระเบียบมาก มีเก้าอี้นุ่มขนาดใหญ่สองตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นมีโครเชถักผืนสีขาวอยู่ตรงที่วางแขนกับพนักพิงหลัง
สภาพห้องทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าสมาชิกในบ้านอาจจะเดินออกมาต้อนรับในนาทีไหนก็ได้ แต่พอเพ่งพินิจดูรอบตัวดีๆแล้ว ความรู้สึกแบบนั้นก็มลายหายไป อันที่จริงบ้านหลังนี้ดูเหมือนไม่มีคนอยู่เลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างดูเข้าที่เป็นระเบียบเกินไป
เธอคิดย้อนไปถึงคำพูดของพ่อเธอ
มันอยากกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อยากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
นั่นแหละคือสิ่งที่ เดิร์ก กำลังพยายามทำอยู่ที่นี่ แต่กำลังล้มเหลวเพราะชีวิตของเขามันมีตำหนิอย่างไม่สามารถแก้ไขอะไรได้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เขาคงต้องรู้ข้อนี้แน่นอน ถึงได้ทรมานเพราะมันแบบนี้
แทนที่จะหาทางกลับไปมีความสุขเหมือนในวัยเด็ก เขากลับกักขังตัวเองอยู่ในโลกจอมปลอม – เหมือนตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ ผ้าปักถูกอัดเข้ากรอบแล้วแขวนไว้บนผนัง ไรล์ลี่เขยิบเข้าไปดูใกล้ๆ
รอยปักแสดงให้เห็นเป็นรูปผู้หญิงในชุดราตรียาวมือถือร่มกันแดด ข้างใต้เธอนั้นมีรอยปักเป็นคำว่า…
หญิงงามแห่งแดนใต้นั้น มีสิ่งนี้
งามสง่า
สุภาพนอบน้อม
มีสมบัติผู้ดี …
ลิสยังมีร่ายต่อ แต่ไรล์ลี่ไม่ได้สนใจจะอ่านส่วนที่เหลือ เธอได้รับสารที่สำคัญสำหรับเธอแล้ว ผู้ปักผ้าก็มีแต่ฝันกลางวันต่อไป เห็นได้ชัดว่า ไร่แห่งนี้ไม่เคยมีการทำไร่ ไม่มีหญิงงามแห่งแดนใต้ไหนเคยอยู่ที่นี่ ไม่มีใครเคยนั่งจิบชาหวานและชี้นิ้วสั่งบริวาร
แต่อย่างไรเสีย จินตนาการนี้คงจะต้องสำคัญกับคนที่เคยอยู่ที่นี่ – หรือเคยอยู่ที่นี่ในอดีต บางทีอาจมีใครเคยซื้อตุ๊กตา – ตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของหญิงงามแห่งแดนใต้จากหนังสือนิยาย
เงี่ยหูฟังเสียงอย่างตื่นตัว ไรล์ลี่เดินเข้าไปในโถงทางเดินอย่างเงียบเชียบ ด้านหนึ่งประตูแบบโค้งเปิดออกไปสู่ห้องกินข้าว
ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอดีตยิ่งเข้มข้นขึ้น แสงแดดส่องผ่านผ้าม่านลายลูกไม้ริมกำแพงเข้ามาภายใน โต๊ะและเก้าอี้ถูกวางไว้อย่างไม่มีที่ติ ราวกับรอสมาชิกในบ้านมากินข้าว แต่เหมือนเดิม ห้องกินข้าวนี้ก็ดูเหมือนไม่ได้ถูกใช้งานมานานแล้ว
อีกฟากหนึ่งของโถงทางเดินเป็นห้องครัวกว้างตกแต่งแบบสมัยก่อน ตรงนั้นก็เหมือนกัน ทุกอย่างอยู่ในที่ของมัน เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนไม่เคยถูกใช้
ด้านหน้าของเธอ ที่สุดปลายทางของโถงทางเดิน เป็นประตูปิดอยู่ ขณะที่ไรล์ลี่เดินตรงไปทางนั้น รูปภาพใส่กรอบบนผนังที่แปะไว้อยู่เป็นกลุ่มดึงดูดความสนใจของเธอ เธอจ้องดูมันด้วยความพินิจพิเคราะห์ขณะที่เดินผ่าน ดูเป็นภาพครอบครัวธรรมดาๆ บางรูปเป็นภาพขาวดำ บ้างก็เป็นภาพสี เป็นภาพเก่าสมัยอดีตกาล – อาจจะนานเป็นศตวรรษ
ภาพที่เธอเห็นเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในทุกครัวเรือน – พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูกหลาน และโต๊ะกินข้าวที่มีอาหารงานเลี้ยงหรืองานเฉลิมฉลองวางเรียงรายเต็มโต๊ะ หลายภาพมันจางไปแล้ว
ภาพหนึ่งที่ไม่ได้ดูเหมือนมีอายุยาวนานเป็นสิบยี่สิบปีเป็นภาพของเด็กชายที่โรงเรียน – เด็กนักเรียนชายแต่งตัวสะอาดสะอ้านพร้อมทรงผมใหม่กับรอยยิ้มฝืนๆ ด้านขวาของภาพเป็นรูปผู้หญิงยืนกอดเด็กหญิงคนหนึ่งในชุดกระโปรงระบาย
แต่แล้ว ด้วยความช็อคเล็กๆ ไรล์ลี่สังเกตเห็นว่าทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายมีใบหน้าที่เหมือนกัน อันที่จริงพวกเขาคือคนๆเดียวกัน เด็กหญิงที่ยืนอยู่กับผู้หญิงในรูป ไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ แต่เป็นเด็กนักเรียนชายที่ถูกจับใส่ชุดเดรสกับวิกผม ไรล์ลี่ชักกลัว สีหน้าของเด็กชายมันบอกเธอว่านี่ไม่ใช่การแต่งคอสเพลย์ล้อเล่นกันหรือว่าเด็กชายเต็มใจจะแต่งเอง รอยยิ้มของเด็กชายในรูปดูอมทุกข์และเศร้าหมอง – ออกจะดูโกรธและเกลียดชังด้วยซ้ำ
รูปสุดท้ายเป็นรูปเด็กชายตอนอายุประมาณสิบขวบ เขาอุ้มตุ๊กตาอยู่ มีผู้หญิงยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มที่ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไรล์ลี่เขยิบเข้าไปดูตุ๊กตาใกล้ๆและแทบหยุดหายใจ
นั่นยังไง – ตุ๊กตาที่เหมือนกันกับรูปบนปกหนังสือในร้านแมเดอลีน มันเหมือนกันเปี๊ยบ ผมบลอนด์ยาวสีทอง ตาสีฟ้าสว่างสดใส ดอกกุหลาบ และริบบิ้นสีชมพู หลายปีก่อนผู้หญิงในรูปเคยให้ตุ๊กตาตัวนี้กับเด็กชาย เธอน่าจะบังคับเอาให้เขาเป็นแน่ หวังให้เขารักและดูแลมัน
หน้าตาอมทุกข์ของเด็กชายมันบ่งบอกถึงเรื่องจริง ครั้งนี้เขาฝืนยิ้มไม่ออก หน้าของเขาขมวดปมด้วยความขยะแขยงและเกลียดชังตัวเอง ภาพถ่ายใบนี้เก็บภาพช่วงเวลาที่บางอย่างแตกหักในตัวเขา ไม่มีวันจะกลับมารวมเป็นหนึ่งได้อีก จุดนั้นเอง ที่ภาพของตุ๊กตาหลอมรวมกับจินตนาการวัยเด็กอันโหดร้าย เขาสลัดมันไม่หลุด ไม่มีวันหลุดพ้น กลายเป็นภาพที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่กับบรรดาเหยื่อเหล่านั้น
ไรล์ลี่เบือนหน้าจากภาพ แล้วเดินตรงไปที่ประตูบานปิดตรงสุดโถงทางเดิน กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น
นั่นไง อยู่ตรงนั้น เธอคิดในใจ
เธอแน่ใจว่าใช่ ประตูเป็นตัวกั้นระหว่างคนตาย ความประดิษฐ์ ความสวยงามจอมปลอมของบ้านชนบทหลังนี้และความจริงอันแสนโหดร้ายที่อยู่เบื้องหลัง ห้องนั้นเป็นที่ที่ความสงบสุขจอมปลอมจะถูกกระชากออกไปตลอดกาล
มือขวาถือปืน เธอใช้มือซ้ายเปิดประตูเข้าไป ในห้องมืดสนิท แม้ว่าแสงจากห้องโถงที่ลอดเข้าไปจะเพียงสลัวๆ แต่เธอก็เห็นชัดว่าสภาพภายในมันช่างแตกต่างจากส่วนอื่นๆของบ้านราวฟ้ากับเหว พื้นห้องสกปรกเต็มไปด้วยเศษซากเศษตะกอน
เธอเจอสวิตช์ไฟอยู่ด้านข้างประตูจึงกดเปิดขึ้น หลอดไฟดวงเดียวห้อยอยู่ด้านบนเผยให้เห็นฝันร้ายเบื้องหน้า สิ่งแรกที่เธอเห็นคือ แท่งเหล็กแป็บที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ยึดติดไว้บนพื้นและเพดาน คราบเลือดบนพื้นบ่งบอกให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ เสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ เกินกว่าเธอจะรับไหว
ไม่มีใครอยู่ในห้อง ไรล์ลี่ตั้งสติและก้าวไปข้างหน้า หน้าต่างโดนตอกปิดหมด ไม่มีแสงอาทิตย์ กำแพงสีชมพูเต็มไปด้วยสีเพ้นท์รูปภาพจากหนังสือนิยายที่สะพรึงไปด้วยรอยมือปาด
เฟอร์นิเจอร์ของเด็ก – เก้าอี้ลูกไม้ และม้านั่งสำหรับเด็กหญิง – ล้มระเนระนาดและแตกหัก ซากตุ๊กตาโดนโยนทิ้งไว้ทุกที่ – อวัยวะที่ถูกตัด และหัว และเศษผม ยังมีวิกผมของตุ๊กตาถูกตอกติดไว้กับกำแพง
ใจเต้นแรงด้วยความกลัว ด้วยความโกรธ จำได้แม่นถึงการโดนกักขังของตัวเอง ไรล์ลี่เดินลึกเข้าไปในห้อง ตะลึงไปกับภาพที่เห็น ความฉุนเฉียว ความเวทนา ที่เธอสัมผัสได้จากที่นี่
จู่ๆก็มีเสียงขลุกขลิกมาจากด้านหลังเธอ และ ทันใดนั้น ไฟก็ดับลง
ด้วยความตื่นตระหนกเธอหันหลังไปจะยิงใส่แต่พลาด วัตถุแข็งและหนักกระแทกลงมาที่แขนเธออย่างแรง อาวุธของเธอกระเด็นหายไปในความมืด
ไรล์ลี่พยายามหลบหมัดต่อไป แต่กลับโดนวัตถุทั้งแข็งและมีน้ำหนักฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม เสียงกระโหลกแตกดังออกมา เธอร่วงลงพื้นตะเกียกตะกายเข้าไปตรงมุมมืดของห้อง เสียงฟาดยังดังก้องอยู่ในหู เลือดคั่งจนเห็นดาววิบวับในความมืดมิดของสมอง เธอรู้ตัวดีว่าโดนทำร้าย พยายามดิ้นรนให้มีสติสัมปชัญญะ แต่กลับรู้สึกเหมือนมือกำทรายที่ค่อยๆร่วงออกตามร่องนิ้ว
นั่นไง มันอีกแล้ว – เปลวไฟสีขาวที่สาดผ่านความมืดมิดเข้ามา ค่อยๆทีละน้อย แสงระยิบระยับค่อยๆเผยให้เห็นใบหน้าของคนที่ถือมันมา
คราวนี้เป็นแม่ของเธอเอง กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของไรล์ลี่ ที่รอยบาดเจ็บจากกระสุนตรงกลางหน้าอกมีเลือดซึมออกมา ใบหน้าขาวซีดและไร้อารมณ์ใดๆ แต่เมื่อแม่ของเธออ้าปากพูด กลับเป็นเสียงของพ่อเธอที่ดังออกมา
“ไรล์ลี่ เธอกำลังทำผิดไปหมดทุกอย่าง”
ไรล์ลี่รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้ ทุกอย่างรอบตัวหมุนติ้ว โลกของเธอทำไมดูไม่สมเหตุผลเลย แม่ของเธอทำอะไร ยืนถืออุปกรณ์ทรมานนี่ทำไม? ทำไมเสียงพูดกลายเป็นเสียงของพ่อ?
เธอตะโกนออกมา “ทำไมถึงไม่ใช่ปีเตอร์สัน”
ทันใดนั้น เปลวไฟก็ดับลง เหลือไว้เพียงแต่แสงจากภาพหลอน
อีกครั้ง ที่เธอได้ยินเสียงของพ่อคำรามกึกก้องในความมืดสนิท
“นั่นมันเรื่องของเธอ ที่อยากจะจัดการความชั่วร้ายในโลก – ทีเดียวพร้อมกัน เธอต้องเลือกดีๆ จัดการทีละหนึ่ง”
สมองของเธอยังคงแหวกว่าย ไรล์ลี่พยายามทำความเข้าใจความหมายที่พ่อสื่อ
“จัดการทีละหนึ่ง” เธอพึมพำเบาๆ
สติสัมปชัญญะของเธอค่อยๆเลือนลางและหลุดลอยไป ราวกับจะเย้ยเธอด้วยความกระจ่างชัดในความไร้สติแบบนี้ เธอเห็นประตูเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย เงาของชายผู้หนึ่งทับกับแสงไฟสลัวจากแสงที่โถงทางเดิน ตาของเธอมองไม่ออกว่าเขาเป็นใคร
เขาถืออะไรบางอย่าง – ชะแลง เธอเห็นชัดแล้ว มันสวมถุงเท้า แสดงว่ามันน่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งภายในบ้านมาโดยตลอด รอเวลาที่เหมาะสมเพื่อออกมาจัดการกับเธอ
ทั้งแขนทั้งหัวเธอเจ็บอย่างมาก รู้สึกเหมือนมีของเหลวอุ่นๆหนืดๆอยู่ด้านข้างกะโหลก เธอเลือดออก แล้วมันก็ไหลออกมามาก เธอพยายามดิ้นรนให้มีสติ
เธอได้ยินเสียงชายคนนั้นหัวเราะ และเป็นเสียงหัวเราะที่ไม่คุ้นหูเอาเสียเลย สมองเธอกลายเป็นสับสน เสียงหัวเราะอันโหดเหี้ยมและเย้ยหยันอยู่ในความมืด มันไม่ใช่เสียงของปีเตอร์สัน แล้วไหนล่ะคบเพลิง? ทำไมทุกอย่างมันไม่เหมือนกัน?
เธอพยายามคลำหาทางออก หาความจริงของเหตุการณ์ภายในหัวสมอง
คนๆนี้ไม่ใช่ปีเตอร์สัน เธอบอกกับตัวเอง มันคือ เดิร์ก มอนโร
ไรล์ลี่กระซิบกับตัวเองเสียงดัง “จัดการทีละหนึ่ง”
สัตว์ประหลาดตัวนี้มันตั้งใจจะฆ่าเธอ
มือเธอก่ายไปรอบพื้น ปืนของเธออยู่ไหน?
ชายผู้นั้นเดินตรงมาหาเธอ ใช้มือเดียวเหวี่ยงชะแลง หวดอากาศ ไรล์ลี่เหยียดตัวลุกขึ้นยืนได้ครึ่งหนึ่งก่อนที่มันจะหวดชะแลงมาผ่านไหล่และฟาดเธอล้มลงอีกรอบ เธอเตรียมใจไว้รับแรงกระแทกอีกครั้ง แต่แล้วกลับได้ยินเสียงชะแลงตกกระทบพื้น
มีบางอย่างคล้องอยู่รอบขาซ้ายและดึงเธอ มันเอาเชือกมาคล้องขาซ้ายแล้วลากเธออย่างช้าๆผ่ากลางห้อง ผ่านกองขยะ และมุ่งตรงไปที่แท่งเหล็กแป็บตรงกลางห้อง เป็นที่ๆหญิงสาวทั้งสี่คนได้รับความทุกข์ทรมานจนตาย
ไรล์ลี่พยายามจะตรวจสอบความคิดของมัน เธอไม่ได้ถูกมันต้อนหรือเลือกมา มันไม่เคยเห็นเธอซื้อตุ๊กตาตัวที่เกลียดนักหนา แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ตั้งใจจะใช้เธออย่างคุ้มค่า มันจะทำให้เธอเป็นเหยื่อรายที่ห้า ตั้งใจให้เธอทุกข์ทรมาน เธอจะต้องตายอย่างเจ็บปวด
แม้จะรู้อย่างนั้น ไรล์ลี่ยังมองเห็นแสงแห่งความยุติธรรม อีกไม่นานบิลและทีมสนับสนุนจะมาถึงที่นี่ เดิร์กจะทำยังไงเมื่อเอฟบีไอถล่มเข้าบ้าน? มันต้องฆ่าเธอแน่ และทันทีด้วย มันคงไม่มีวันปล่อยให้เธอได้รับการช่วยเหลือ แต่มันก็ต้องพบจุดจบเช่นกัน
แต่ทำไมเธอจะต้องเป็นเหยื่อรายสุดของมันด้วย ภาพหน้าของคนที่เธอรักลอยมา – เอพริล บิล – แม้กระทั่งพ่อ ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเธอกับมันมีความเข้าใจความป่าเถื่อนที่เหมือนกัน ความเข้าใจในความชั่วร้ายไม่มีที่สิ้นสุดของโลกนี้ ไรล์ลี่นึกถึงหน้าที่ที่เธอมีชีวิตอยู่เพื่อทำมันให้สำเร็จ และแล้วความเด็ดเดี่ยวค่อยก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เธอจะไม่ยอมให้มันจัดการเธอได้ง่ายๆ เธอจะตายในวิธีของเธอเอง ไม่ใช่ของมัน
เธอป่ายมือไปรอบพื้นและเจอเข้ากับวัตถุแข็งๆ – ไม่ใช่ชิ้นส่วนของตุ๊กตา แต่เป็นบางอย่างที่แข็งและคม เธอจับด้ามมีดแน่น แน่ใจว่าจะต้องเป็นมีดที่มันเคยใช้กับเหยื่อทั้งสี่คน
เวลาคลานไปอย่างเอื่อยๆ เธอเพิ่งเห็นว่าเดิร์กพันเชือกไว้รอบแท่งเหล็กแป็บแล้ว และมันกำลังใช้เชือกดึงขาเธอขึ้นไปตอนนี้
มันหันหน้าไปทางอื่น มั่นใจเกินไปว่าเธอเสร็จมันแน่แล้ว ดูกำลังหมกมุ่นกับการผูกเธอไว้กับแท่งเหล็กแป็บ – หรือบนแท่งเหล็กแป็บ มันจะทำอะไรกับเธอหลังจากนี้ล่ะ
ความไม่ทันระวังตัวของมันเปิดโอกาสให้ไรล์ลี่ช่วงหนึ่ง แค่เพียงช่วงเดียวเท่านั้น ก่อนที่มันจะหันกลับมา ยังนอนคว่ำอยู่บนพื้น เธอพยายามดันตัวขึ้นในท่านั่ง มันเห็นและกำลังจะหันกลับมา แต่เธอเร็วกว่า ใช้ขาขวาดันตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับมัน
เธอเสียบมีดลงไปในท้องมัน แล้วดึงออกมา และแทงซ้ำลงไปอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้ยินเสียงมันหวีดและร้องครวญคราง ไรล์ลี่ยังแทงต่อไปซ้ำๆอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งสลบไป
บทที่ 35
ไรล์ลี่เงี่ยหูฟังเสียง ทั้งร่างกายเจ็บปวดไปหมด โดยเฉพาะตรงหัวไหล่กับศีรษะ หน้าของบิลเข้ามาอยู่ในทัศนวิสัย นี่เธอฝันไปหรือเปล่า?
“บิล?” เธอถาม
เขายิ้มอย่างโล่งอก ในมือเขามีอะไรนุ่มๆกดอยู่ที่ศีรษะของเธอ กำลังห้ามเลือดที่ไหล
“ยินดีต้อนรับกลับ” เขาบอก
ไรล์ลี่เห็นว่าเธอยังอยู่ในห้อง กับเสาแท่งเหล็กแป็บใกล้ๆ ความตื่นตระหนกกลับเข้ามา
“เดิร์กอยู่ไหน” เธอถามขึ้น
“ตายแล้ว” บิลตอบ “คุณก็ให้มันได้รับกรรมอย่างสาสมไปแล้วนี่”
ไรล์ลี่ยังงงๆเหมือนอยู่ในฝัน
“ฉันต้องเห็น” เธอหายใจขัด แต่ก็หันหน้าไปมองได้ เธอเห็นเดิร์กนอนเหยียดอยู่กลางพื้นห้อง หน้าคว่ำจมกองเลือด ตาเบิกโพลงไม่มีกระพริบตา
บิลจับหน้าไรล์ลี่หันกลับไปทางเขา
“อย่าพยายามขยับเขยื้อน” เขาบอก “คุณเจ็บหนักเหมือนกัน คุณจะไม่เป็นอะไรหรอก แต่ว่าเสียเลือดมากไปหน่อย”
อาการวิงเวียนมึนๆของเธอมันบอกว่าบิลนั้นพูดถูก เธอพูดออกมาห้าพยางค์ก่อนจะสิ้นสติสัมปชัญญะไปอีกครั้ง
“จัดการทีละคน”
บทที่ 36
เจ้าหน้าที่พิเศษ เบรนท์ เมอเรดิธ ปิดซองเอกสารหนาที่ด้านในเต็มไปด้วยภาพถ่ายและรายงาน พร้อมโน๊ตแสดงให้เห็นว่าคดีจบลงอย่างเป็นที่น่าพอใจ ไรล์ลี่เองก็รู้สึกพอใจ และเธอมั่นใจว่าบิลกลับฟลอเรสก็พอใจไม่แพ้กัน พวกเขานั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะในห้องประชุมของศูนย์วิเคราะห์พฤติกรรม หากไรล์ลี่ไม่ได้โดนพันแผลไว้ทั่วและเจ็บไปทั้งตัวแบบนี้ ช่วงเวลาแบบนี้คงจะเพอร์เฟ็คมาก
“สรุป แม่ของเดิร์กอยากได้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย” เมอเรดิธอธิบาย “เธอพยายามจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นหญิงงามแห่งแดนใต้” นั่นก็น่าจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของปัญหา คงไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาโตมายังไงและต้องเจออะไรมาบ้าง”
บิลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“อย่าไปสงสารเขาให้มากเลย” เขาขัดจังหวะ “ไม่ใช่ทุกคนที่มีวัยเด็กแย่ๆจะโตขึ้นมาเป็นฆาตกรที่ชอบใช้ความรุนแรง เขาเป็นคนเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง”
ทั้งเมอเรดิธและฟลอเรสพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“แล้วมีใครรู้บ้างมั้ยว่าแม่ของเดิร์กเป็นยังไงบ้าง” ไรล์ลี่ถามขึ้น
“จากบันทึกบอกว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน” ฟลอเรสตอบ “พ่อของเขาหายสาบสูญไปนานก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ตอนที่เดิร์กยังเป็นทารก”
ทั้งกลุ่มเงียบอย่างสลดใจ ไรล์ลี่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร เธอเคยได้พบกับคนสามคนที่ทุ่มเทชีวิตไปกับการกำจัดสิ่งชั่วร้าย แม้จะกำลังมีความสุข แต่ความแข็งแกร่งของสิ่งชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้นกับภารกิจที่มีมากขึ้น มันทำให้พวกเขาคิดวิตกกังวลตลอด มันไม่มีวันจบสิ้น สำหรับพวกเขา
ประตูเปิดออกและ คาร์ล วาล์วเดอร์ เดินเข้ามา ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เยี่ยมมากทุกคน” เขาเอ่ยคำชม พร้อมเลื่อนปืนกับตราประจำตัวของไรล์ลี่ข้ามไปให้เธอตรงหน้า
“ของพวกนี้มันเป็นของคุณ”
ไรล์ลี่ยิ้มฝืนๆ วาล์วเดอร์ก็ยังไม่ยอมขอโทษ ยิ่งไม่ต้องไปหวังให้เขายอมรับความผิดของตัวเองเลย แต่มันก็ไม่ต่างกันเธอคงทำตัวไม่ถูกหากเขาเอ่ยคำขอโทษขึ้นมาจริงๆ คงจะไม่ได้ขอโทษแบบเต็มใจ
“มีอีกเรื่องนึง ไรล์ลี่” วาล์วเดอร์พูดต่อ “ท่านวุฒิสมาชิกโทรมาหาผมเมื่อเช้า และฝากความห่วงใยกับคำขอบคุณมาให้คุณด้วย ดูท่านจะยกย่องคุณมากเลยนะ”
ตอนนี้ไรล์ลี่ถึงกับต้องกลั้นความขบขันเอาไว้ โทรศัพท์เมื่อครู่นี้ เธอแน่ใจว่ามันคือเหตุผลว่าทำไมวาล์วเดอร์ถึงคืนปืนกับตราประจำตัวให้เธอ เธอนึกย้อนไปถึงหนึ่งในสิ่งสุดท้ายที่นิวโบรพูดกับเธอ
“คุณไม่ใช่สมุนของใคร”
ประโยคนี้คงเอามาพูดกับ คาร์ล วาล์วเดอร์ ไม่ได้
“ว่างๆก็มาที่ออฟฟิศผม” วาล์วเดอร์บอก “ไว้คุยเรื่องเลื่อนขั้นกัน ตำแหน่งจัดการเอกสารดีมั้ย คุณสมควรได้รับมัน”
แล้ววาล์วเดอร์ก็ออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรต่อ ไรล์ลี่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานของเธอถอนหายใจเสียงดังด้วยความโล่งใจว่าเขาไปเสียที
“คุณน่าจะลองเก็บไปคิดดูนะไรล์ลี่” เมอเรดิธเห็นด้วย
ไรล์ลี่หัวเราะเล็กๆ
“ท่านนึกภาพฉันทำงานเอกสารออกจริงๆเหรอคะ”
เมอเรดิธยักไหล่
“คุณไม่มีอะไรต้องรู้สึกติดค้างอีกแล้ว คุณทำงานคดีเสี่ยงๆมามากกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นเคยทำมาทั้งชีวิตอีก บางทีคุณน่าจะลองไปเป็นครูฝึก คุณน่าจะไปได้สวยเลยในการเทรนเจ้าหน้าที่ ด้วยประสบการณ์และความรู้ของคุณ คุณว่ายังไง”
ไรล์ลี่ลองคิดทบทวนดู ตัวเธอมีดีอะไรจะสอนเจ้าหน้าที่ใหม่กันหรือ? สัญชาตญาณคือสิ่งเดียวที่เธอมี และเท่าที่เธอรู้ สัญชาตญาณมันสอนกันไม่ได้ ไม่มีทางที่เราจะสอนให้คนทำตามเซ้นท์ของตัวเองได้หรอก ถ้าเขามีก็คือมี ถ้าไม่มีก็คือไม่มี
แล้วยิ่งกว่านั้น เธออยากจะให้ใครมีสัญชาตญาณที่เหมือนกับเธอจริงๆหรือ เธออยู่อย่างหวาดกลัวกับความคิดตัวเองมากเกินไป โดนหลอกหลอนไปด้วยความสามารถในการเข้าใจความคิดชั่วร้าย มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้
“ขอบคุณค่ะ” ไรล์ลี่ตอบ “แต่อยู่ที่นี่ ฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว”
เมอเรดิธพยักหน้าและลุกขึ้นจากเก้าอี้ “โอเค งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ กลับบ้านไปพักผ่อนกันนะ”
ที่ประชุมสลายตัว เหลือเพียงไรล์ลี่กับบิลเดินลงไปตามทางเดินด้วยกันอย่างเงียบๆ พวกเขาเดินออกจากอาคารและนั่งลงข้างกันบนม้านั่งด้านนอก หนึ่งนาทีผ่านไป ไม่มีใครรู้ว่าจะเริ่มพูดอะไร มีมากมายหลายอย่างเหลือเกินที่ต้องพูด
“บิล” เธอถามอย่างไม่มั่นใจ “คุณคิดว่าเรายังเป็นคู่หูกันได้อยู่อีกรึเปล่า”
หลังเงียบไปครู่ใหญ่ บิลตอบ “คุณคิดว่ายังไง”
พวกเขาหันมามองเข้าไปในดวงตาของกันและกัน ไรล์ลี่ยังเห็นความเจ็บปวดในสีหน้าของเขา บาดแผลจากโทรศัพท์น้ำเมาสายนั้นที่เธอสร้างไว้มันคงยังไม่หายสนิท มันคงต้องใช้เวลาอีกนาน
แต่ตอนนี้เธอกลับรู้เรื่องอื่น – บางอย่างที่เป็นความจริงมาแสนนาน แต่เธอไม่เคยยอมให้ตัวเองยอมรับมาก่อน สายสัมพันธ์ระหว่างบิลกับเธอมันแข็งแรงและมีพลัง และเขาก็เกือบจะรู้สึกแบบเดียวกัน มันไม่ใช่ความลับที่พวกเขาจะปิดบังกันและกันได้อีกต่อไป มันไม่มีทางที่พวกเขาจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก
ความเป็นคู่หูกันมันจบแล้ว ทั้งเธอและเขารู้ดี ไม่จำเป็นต้องมีใครพูดมันออกมา
“กลับบ้านซะ บิล” ไรล์ลี่พูดอย่างอ่อนโยน “พยายามปรับความเข้าใจกับภรรยาคุณซะ คุณมีลูกที่ต้องคิดถึงให้มาก”
“ผมต้องทำแน่” บิลบอก “แต่ผมก็หวังว่าผมจะไม่เสียคุณไป – ความเป็นเพื่อนของคุณ ที่ผมหมายถึง”
ไรล์ลี่แตะมือเขาและยิ้มออกมา
“ไม่มีวันซะหรอก” เธอตอบ
พวกเขาทั้งคู่ลุกขึ้นจากม้านั่ง และต่างคนต่างเดินไปที่รถของตัวเอง
*
“แม่คิดอะไรอยู่เหรอคะ” เอพริลถาม
ทั้งไรล์ลี่และเอพริลต่างก็นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นนี้มาจนถึงดึก เมื่อตอนเย็นเธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เอพริลฟังแล้ว – หรืออย่างน้อยก็ทั้งหมดที่เธอรู้สึกว่าบอกได้
ไรล์ลี่ลังเลไปก่อนจะตอบคำถามของเอพริล แต่เธอรู้ว่าเธอต้องพูดมันออกมา
ยิ่งกว่านั้น เอพริลก็รู้ทุกอย่างหมดแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไร มันก็แค่บางอย่างที่เธอสลัดออกไปจากหัวสมองไม่ได้
“วันนี้แม่ฆ่าคนตาย” ไรล์ลี่บอก
เอพริลบอกเธอด้วยความรักและเป็นห่วง
“หนูรู้” เธอตอบ “แล้วมันรู้สึกยังไง”
“มันยากที่จะอธิบายเป็นคำพูด” ไรล์ลี่อธิบาย “มันแย่ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมีสิทธิ์จะกระทำ – ไม่เลย จริงๆ แต่บางครั้งมันก็เป็นหนทางเดียว”
ไรล์ลี่หยุดพูดไป “แม่รู้สึกอย่างอื่นด้วย” เธอบอก “แม่ไม่แน่ใจว่าควรบอกรึเปล่า”
เอพริลหัวเราะเงียบๆ “หนูนึกว่าเราจะไม่มีอะไรปิดบังกันแล้วซะอีกนะคะ”
ไรล์ลี่เตรียมใจตัวเองและพูดว่า “แม่รู้สึกเหมือนมีชีวิต พระเจ้านำทางให้แม่ ทำให้แม่รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ และไม่ว่าจะวันไหนต่อจากนี้ แม่รู้ว่าจะต้องมีผู้หญิงคนอื่นที่เดินเข้าไปในร้านของแมเดอลีนและซื้อตุ๊กตาและไม่มีวันได้รับอันตรายอีก แม่ก็แค่…อืม แม่ก็แค่…ดีใจไปกับพวกเธอด้วยน่ะ แม่ดีใจที่ปกป้องพวกเธอไว้ได้ แม้ว่าพวกเธอจะไม่มีวันรู้เลย”
เธอบีบมือของเอพริลไว้แน่น
“ดึกแล้ว และพรุ่งนี้ลูกมีเรียนนะ” เธอไล่ไปนอนอ้อมๆ
เอพริลจุ๊บที่แก้มของแม่
“กู้ดไนท์ค่ะแม่” เธอกล่าวราตรีสวัสดิ์ แล้วจึงเข้าห้องนอน
“ไรล์ลี่เริ่มรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมาอีกแล้วก็เหนื่อยเพลียด้วย เธอสำนึกว่าเธอคงต้องไปนอนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะผล็อยหลับไปบนโซฟานี้แหละ
เธอดันตัวเองลุกขึ้นและเดินตรงไปที่ห้องนอน ตัวอยู่ในชุดนอนเรียบร้อยและไม่ได้สนใจจะเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน เธอเพียงอยากจะเดินตรงไปที่เตียงและล้มตัวลงนอนเลย
เมื่อเข้ามาภายในห้องนอนและเปิดไฟเรียบร้อยแล้ว บางอย่างสะดุดตาเธอทันที หัวใจแทบหยุดเต้น
ตรงนั้น บนเตียงนอน มีบางอย่างผิดปกติ
มีลูกหินหนึ่งกำมือวางอยู่บนนั้น
วางจำหน่ายแล้ว วันนี้ !

วั๊นซ์ เทเค็น
คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ – เล่ม #2
หญิงสาวหลายรายถูกฆาตกรรมในตอนบนของมหานครนิวยอร์ค ศพของพวกเธอถูกพบห้อยไว้กับโซ่อย่างลึกลับ เมื่อเอฟบีไอได้รับมอบหมายให้จัดการคดีนี้ ความแปลกประหลาดของการสังหาร – และการไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ – จึงทำให้มีเพียงคนเดียวที่พวกเขาสามารถหันหน้าไปพึ่งได้ : เจ้าหน้าที่พิเศษ ไรล์ลี่ เพจ
ไรล์ลี่นั้นยังคงขวัญเสียจากการทำคดีล่าสุด ยังลังเลที่จะตอบรับคดีใหม่เพราะเชื่อว่าฆาตกรต่อเนื่องรายก่อนยังมีชีวิตอยู่และเฝ้าจับตาดูเธอทุกฝีก้าว แต่เธอรู้ดีว่าความสามารถในการเข้าไปอยู่ในห้วงความคิดของฆาตกรและนิสัยหมกมุ่นของเธอนั้นคือสิ่งจำเป็นสำคัญที่จะไขปริศนาคดีนี้ และนั่นทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้ – แม้ว่ามันอาจทำให้เธอสติแตก
การค้นหาความจริงนำพาเธอลึกลงสู่ห้วงความคิดสุดหลอนของฆาตกร ไปสู่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ไปยังโรงพยาบาลโรคประสาท ไปยังคุก ทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจความบิดเบี้ยวทางจิตของอาชญากร ตระหนักทันทีว่าเธอนั้นกำลังเผชิญหน้าอยู่กับฆาตกรโรคจิตขนานแท้ ไรล์ลี่รู้ว่าเวลานั้นเหลือน้อยเต็มทีก่อนมันจะลงมืออีกครั้ง ทั้งหน้าที่การงานที่เป็นเดิมพัน ครอบครัวที่ต้องตกเป็นเป้า และจิตใต้สำนึกอันเปราะบางของเธอที่กำลังจะพังทลาย มันอาจจะมากเกินไปสำหรับไรล์ลี่ – และสายเกินไป
นวนิยายสืบสวนสอบสวนทางจิตวิทยาที่มีความตื่นเต้นระทึกขวัญ เรื่อง วั๊นซ์ เทเค็น เป็นเล่มที่ #2 ของนวนิยายใหม่สุดประทับใจ—กับคาแร็คเตอร์ที่คุณต้องหลงรัก—ที่จะทำให้คุณลุ้นจนวางไม่ลง
เล่มที่ #3 ของ นวนิยายไตรภาค คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ เตรียมวางจำหน่ายแล้ว เร็วๆนี้

วั๊นซ์ เทเค็น
คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ – เล่ม #2
เบลค เพียร์ซ
เบลค เพียร์ส เป็นนักประพันธ์นวนิยายขายดีอันดับหนึ่ง นวนิยายไตรภาคเรื่อง คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ
บทประพันธ์ไตรภาคนี้รวมความลึกลับระทึกขวัญของ วั๊นซ์ กอน (เล่ม #1), วั๊นซ์ เทเค็น (เล่ม #2) และ วั๊นซ์ เครฟด์ (เล่ม#3).
หากคุณเป็นนักอ่านตัวยงหรือเป็นแฟนนิยายลึกลึบระทึกขวัญแล้ว สามารถเสนอแนะนำข้อติชม และ คอมเม้นท์เกี่ยวกับหนังสือได้ที่ www.blakepierceauthor.com
บทประพันธ์โดย เบลค เพียร์ซ
คดีลึกปริศนาลับของ ไรล์ลี่ เพจ
วั๊นซ์ กอน (เล่ม #1)
วั๊นซ์ เทเค็น (เล่ม #2)
วั๊นซ์ เครฟด์ (เล่ม #3)